คลอง...เขื่อน....และคน

  • Saturday, February 18, 2017 - 00:00


    เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงปลายปี 2554 ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 เห็นชอบการจัดการสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ โดยจะมีการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีตตลอดแนวคลองสายหลัก เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างคล่องตัว แต่รัฐบาลในขณะนั้นยังไม่ได้ดำเนินการ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหามวลชนที่คัดค้าน

    เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามายึดอำนาจ คสช.ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องฐานคะแนนเสียงจากมวลชน จึงมีคำสั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับโครงการนี้ไปดำเนินการต่อ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะขึ้นมาในปี 2558 มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน

    โครงการดังกล่าวในช่วงแรก (พ.ศ.2559-2562) ประกอบด้วย การก่อสร้างเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล. และประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว (คลองบางบัว-คลองถนน-คลองสอง) และคลองบางซื่อ จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9 เขตวังทองหลาง ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม เพื่อระบายน้ำเข้าสู่อุโมงค์พระราม 9 และอุโมงค์บางซื่อ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและลงทะเลต่อไป

    รูปแบบเป็นเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล. (สมอยึดด้านหลัง) ความยาว 40,000 เมตร และ 5,300 เมตร รั้วเหล็กกันตกความยาว 43,000 เมตร และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง ระยะเวลาก่อสร้าง 1,260 วัน งบประมาณจำนวน 1,645 ล้านบาท (บริษัท ริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ประมูลงานได้) หน่วยงานที่รับผิดชอบการก่อสร้างเขื่อนคือ กองระบบคลอง สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ตามแผนงานจะก่อสร้างเขื่อนให้มีความกว้างประมาณ 25-38 เมตร และจะมีการขุดลอกคลองให้ลึกจากเดิมอีก 3 เมตรด้วย

    ขณะที่ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ กทม.ระบุว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีคูคลองถูกรุกล้ำทั้งหมดจำนวน 1,161 คลอง จำนวนครัวเรือนที่รุกล้ำ 23,500 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 94,000 คน ซึ่งจำนวนบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลองนี้ สำนักการระบายน้ำระบุว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการระบายน้ำลดน้อยลง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดังนั้นจึงต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลองเพื่อไม่ให้ขวางทางเดินของน้ำ โดยการสร้างเขื่อนคอนกรีตและประตูระบายน้ำขึ้นมา

    บ้านประชารัฐริมคลองเป้าหมาย 52 ชุมชน 7,081 ครัวเรือน

    นอกจากสำนักการระบายน้ำจะรับผิดชอบการสร้างเขื่อนแล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ “พอช.” ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาที่จะต้องถูกรื้อย้าย เนื่องจาก พอช.มีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งในเมืองและชนบท ในรูปแบบ “บ้านมั่นคง” มาตั้งแต่ปี 2546 รวมทั้งได้แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลองบางบัวมาก่อนหน้านี้แล้ว

    นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนรวม 8 หน่วยงาน เช่น กรมธนารักษ์ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลที่ดินราชพัสดุริมคลองที่มีประชาชนบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านเรือน โดยกรมธนารักษ์จะให้ชาวบ้านเช่าที่ดินในระยะยาวและราคาถูก เปลี่ยนจากผู้บุกรุกเป็นผู้เช่าอย่างถูกกฎหมาย, กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล สามารถทำนิติกรรมต่างๆ และบริหารจัดการที่อยู่อาศัย (คล้ายกับนิติบุคคลบ้านจัดสรร) คสช.และตำรวจ ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมทั้งสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานครในพื้นที่ที่ดำเนินโครงการ

    สมชาติ ภาระสุวรรณ รองผู้อำนวยการ รักษาการตำแหน่ง ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า พอช.ได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตามโครงการ “บ้านประชารัฐริมคลอง” ในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) มีเป้าหมาย 52 ชุมชน รวม 7,081 ครัวเรือน โดยในปี 2559-2560 จะเริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อก่อน จำนวน 33 ชุมชน รวม 3,672 ครัวเรือน ส่วนพื้นที่ที่จะดำเนินการอยู่ในเขตสายไหม ดอนเมือง บางเขน หลักสี่ จตุจักร ห้วยขวาง และวังทองหลาง

    “หลักการสำคัญของบ้านประชารัฐริมคลอง คือ 1.หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ จะต้องทำการปรับผังชุมชนใหม่ทั้งหมด เพราะพื้นที่ริมคลองมีความคับแคบ ดังนั้นทุกครอบครัวจะได้รับสิทธิ์และขนาดของที่ดินเท่ากัน โดยรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ 2.หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ 3.หากไม่มีที่ดินที่เหมาะสม พอช.จะประสานกับการเคหะแห่งชาติเพื่อหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวบ้าน เช่น โครงการบ้านเอื้ออาทร โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ส่วนชาวบ้านจะต้องร่วมกันบริหารและจัดการเอง” สมชาติกล่าว

    ส่วนงบประมาณในการช่วยเหลือชาวบ้านที่รื้อย้ายบ้านเรือนและสร้างบ้านใหม่ ประกอบด้วย 1.งบก่อสร้างสาธารณูปโภคและงบอุดหนุนพัฒนาที่อยู่อาศัย ครัวเรือนละ 80,000 บาท 2.งบช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ครัวเรือนละ 80,000 บาท 3.สินเชื่อเพื่อสร้างบ้านไม่เกิน 330,000 บาท/ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาท/ปี ระยะเวลาผ่อนส่งไม่เกิน 20 ปี ส่วนชาวบ้านก็จะต้องร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อบริหารจัดการโครงการ รวมทั้งทำนิติกรรมต่างๆ

    เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

    โครงการบ้านประชารัฐริมคลอง พอช.ใช้กระบวนการเดียวกับการดำเนินการบ้านมั่นคงที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2546 โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน มีแนวทางสำคัญคือ ให้คนในชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาและจัดการตนเอง โดยมีภาครัฐและหน่วยงานในท้องถิ่นให้การสนับสนุน เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกันของคนในชุมชน

    ตัวอย่างเช่น ชุมชนสะพานไม้ 2 คลองลาดพร้าว (ซอยพหลโยธิน 49/1) เขตหลักสี่ มีบ้านเรือนทั้งหมด 206 หลัง ประชากรกว่า 900 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างและค้าขายรายย่อย เมื่อชุมชนรู้ว่ารัฐบาลมีโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าว และจะรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำลำคลองตั้งแต่ต้นปี 2558 ผู้นำชุมชนจึงได้จัดประชุมชาวบ้านเพื่อหาทางออกร่วมกัน มีเจ้าหน้าที่ พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเขต กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมธนารักษ์ เข้าไปให้คำแนะนำ โดยมีแนวคิดว่า “คนอยู่ร่วมกับคลองได้” เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการอยู่อาศัยในชุมชนเดิม เนื่องจากมีความสะดวก อยู่ใกล้แหล่งงาน ใกล้ตลาด ใกล้สถานศึกษา

    เรืออากาศโทสุจิต อาจปรุ ประธานชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา เล่าว่า ชาวบ้านกลัวว่าหากถูกไล่รื้อออกจากชุมชนเดิม ชาวบ้านจะเดือดร้อน ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน จึงได้รวมตัวกันแก้ไขปัญหาโดยมีเจ้าหน้าที่ พอช.เข้ามาให้คำแนะนำ มีการแต่งตั้งชาวบ้านเป็นคณะทำงานจำนวน 15 คน แบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น สำรวจข้อมูลชุมชน จำนวนบ้านเรือน ผู้ที่เดือดร้อน กำหนดหลักเกณฑ์ชาวบ้านที่จะได้รับสิทธิ์ เช่น จะต้องอาศัยอยู่ในชุมชนจริง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ หากเป็นบ้านเช่าจะต้องอยู่อาศัยเกิน 5 ปี หรือถ้าเป็นเจ้าของบ้านเช่ามีบ้านหลายหลังก็จะได้สิทธิ์เดียวเท่ากับคนอื่นๆ

    หลังจากนั้นในช่วงกลางปี 2558 ชาวบ้านจึงร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นทุนสร้างบ้าน มีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 180 ครอบครัว ออมเงินเป็นรายเดือนขั้นต่ำ 100-500 บาท ใครมีรายได้มากก็ออมมากกว่านั้น และร่วมกันออกแบบบ้านและผังชุมชนโดยชาวบ้านและสถาปนิกชุมชนจาก พอช. มีบ้านหลายแบบให้ทุกคนได้เลือก ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยว 1 ชั้น และบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4 คูณ 7 ตารางเมตร มีพื้นที่ส่วนกลางในชุมชนเพื่อทำเป็นสวนหย่อม สถานที่พักผ่อน มีทางเดินเลียบคลองกว้างประมาณ 3 เมตร จากนั้นจึงทำเรื่องขอรับการสนับสนุนและใช้สินเชื่อจาก พอช.

    ส่วนราคาค่าก่อสร้างประมาณหลังละ 189,120-286,174 บาท โดยชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่อนชำระสินเชื่อสร้างบ้านผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวบ้านร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา ในอัตราเดือนละ 1,390-2,219 บาท เริ่มรื้อย้ายและสร้างบ้านตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558 ซึ่งในระหว่างก่อสร้างบ้านจะมีคณะกรรมการจากชาวบ้านร่วมกันตรวจสอบการเบิกจ่ายเงิน ตรวจสอบการใช้วัสดุ ฯลฯ เพื่อให้กระบวนการก่อสร้างมีความโปร่งใส ไม่ให้งบประมาณรั่วไหล ปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2560) สร้างบ้านเสร็จไปแล้วจำนวน 54 หลัง ส่วนที่เหลือกำลังก่อสร้าง คาดว่าการก่อสร้างบ้านทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560 นี้

    ทั้งนี้ ชุมชนได้รับสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์เป็นเวลา 30 ปี อัตราตารางวาละ 1.40 บาทต่อเดือน เนื้อที่ทั้งชุมชนประมาณ 8 ไร่เศษ และชุมชนเสนอใช้สินเชื่อจาก พอช.ทั้งหมด 206 หลัง (รวมชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมด้วย) รวมเป็นเงิน 42 ล้านบาทเศษ ขณะที่ พอช.จะสนับสนุนงบสาธารณูปโภครวม 6.1 ล้านบาทเศษ และงบอุดหนุนการสร้างบ้านรวม 5.1 ล้านบาทเศษ.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ปี ๕๒-๕๓ เห็น "แดง นปช." นำหน้ามวลชน...เข้าชน มาปี ๖๐.......... เห็น "เหลืองธรรมกาย" นำหน้ามวลชน...เข้าชน! มันก็ดีนะ จะได้ทำให้อะไรๆ ที่คลุมเครือ-คลางแคลง เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะ "ภาพเป็นจริง" ของอาณาจักรธรรมกาย และตัวตนจริงของ "ธัมมชโย".......... ว่าเป็นพระในพุทธศาสนาหรือซาตานลวงโลกในคราบผ้าเหลืองกันแน่? ถูก "ดีเอสไอ-ตำรวจ-สำนักพุทธ-สงฆ์ปกครอง-กรรมการสิทธิฯ" หลอกล่อ เอาน้ำกรอกรู แหย่รัง ๔-๕ ครั้ง แก๊งจานบินก็เสียท่า-หลงกล........
  • บทบรรณาธิการ

    ปฏิบัติการเข้าพื้นที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าไปตรวจค้น จับกุม ผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน และรับของโจร ภายในวัดพระธรรมกาย หลังจากที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศพื้นที่ควบคุมไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกสังคมเฝ้าจับตาดูว่าเครื่องมือดังกล่าวจะใช้จับกุมพระธัมมชโยมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้หรือไม่ หลังจากที่หลายเดือนที่ผ่านมาปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐล้วนคว้าน้ำเหลว เนื่องจากถูกขัดขวางจากเหล่าบรรดาศิษย์และมวลชน
  • เอ็กซ์-ไซท์

    พนักงานบริษัทรถร่วมทะเลาะกันเรื่องคิวปล่อยรถ คนหนึ่งชักปืนยิงขู่ กระสุนเจาะพื้นสะเก็ดกระเด็นไปถูกผู้โดยสาร หนีตายกันอลหม่าน
    ตำรวจเค้นสอบครูวัย 55 ปีหลังตกเป็นผู้ต้องหาจ้างมือปืนยิงผัวอดีต ตชด. ในที่สุดยอมรับทำเพราะคับแค้นที่แอบมีกิ๊กซ้ำทำร้าย
    ส่งฟ้องแล้ว "บอล" แฟนอุ้ม กับ 4 สมุนรุมซ้อมลูกนายพลในผับดังกลางเมืองเชียงใหม่ ให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ขณะที่ 1 ในนั้นสารภาพ รอศาลเรียกจำเลยรับทราบข้อกล่าวหา
  • x-cite inside

    เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงปลายปี 2554 ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 เห็นชอบการจัดการสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ โดยจะมีการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีตตลอดแนวคลองสายหลัก
    มีการกล่าวกันว่า คลองบางมด เขตทุ่งครุ จัดว่าเป็นคลองสวยอันดับ 3 ของกรุงเทพฯ เพราะมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีลำคลองหล่อเลี้ยงชาวชุมชนนี้ให้มีชีวิตที่ดี และสามารถปลูกส้มบางมดจนสร้างชื่อเสียงไปทั่วประเทศ แต่เมื่อกาลเวลาและสภาพของสังคมที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ชุมชนดังกล่าวแปรสภาพจากวิถีชีวิตริมคคลองไปสู่สังคมคอนกรีตเข้ามาแทนที่
    ไม่ใช่เสื้อทีเชิ้ตล้อเลียนหรือแดกดันปลาเก๋า ปลากะพง สหายในท้องทะเลน้ำลึกต้องให้บาดหมางคาใจกัน อีกทั้งไม่เกี่ยวกับอาชีพวิศวกรเป็นการเฉพาะเจาะจง