ราชาธิปไตย

  • Sunday, November 5, 2017 - 00:00

    ได้เวลาสืบสานแนวทาง สามัคคี-ปรองดอง
        
    ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง-ที่ปรึกษาและกรรมการในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน-อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต-อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยมุมมองต่อสังคมและการเมืองไทย หลังผ่านพ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    หลายมุมมองของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชื่อดัง ที่เคยมีบทบาทสำคัญก่อนหน้านี้คือ การเป็น ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองที่น่าสนใจไม่น้อยและหลายฝ่ายให้การยอมรับ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเรื่อง การสร้างความสามัคคีปรองดอง รวมถึงการพินิจวิเคราะห์สภาพสังคมไทยหลังผ่านพ้นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

    เริ่มคำถามแรกว่ามองสังคมไทย ประเทศไทย หลังผ่านพ้นวันที่ 26 ต.ค.ไปแล้วจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ เช่น การปฏิรูปการเมือง การสร้างความปรองดอง ดร.เอนก มีทัศนะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หลังในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต คนไทยได้แสดงความรู้สึกถึงความจงรักภักดี ความระลึกถึงที่มีต่อพระองค์ท่านหนึ่งปีเต็ม

    ยิ่งช่วงหนึ่งสัปดาห์สุดท้ายก่อนงานพระราชพิธี เห็นเลยว่าคนไทยทุกคนต่างก็อยากมีส่วนในงานพระราชพิธี หลายคนต้องการไปงานพระราชพิธีที่ท้องสนามหลวง หลายคนมาไม่ได้ก็ไปที่พระเมรุมาศจำลองที่ต่างจังหวัด

    ผมว่าหากนำสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา แล้วย้อนไประลึกถึงเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยปี พ.ศ.2475 ที่ในหลวงรัชกาลที่  7 ท่านยอมลงมาเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยพ้นจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่รัชกาลที่  7 ท่านยอมรับและยอมอยู่ใต้การกำกับของรัฐธรรมนูญ หรือตอนที่รัชกาลที่ 7 ท่านทรงสละราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ.2477 หรือในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 โดยนำเหตุการณ์ข้างต้นมาเปรียบเทียบกับวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต และได้มีการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง ผมว่าเป็นสิ่งที่คุณเองก็คาดไม่ถึง คุณไม่มีวันคาดถึง

    ...ตอนนั้นดูเหมือนราชาธิปไตยแทบจะหมดสิ้นความสำคัญ ตอนที่รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ คนไทยทั่วไปขณะนั้นคงคิดว่าเราจะมีพระมหากษัตริย์ต่อไปอีกไม่นาน ไปอีกกี่รัชกาลก็ไม่รู้ได้ และในวันที่รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2489 คนก็คงอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปจะทรงครองราชย์ได้อีกนานแค่ไหน เพราะว่าประเด็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เยอะมาก ใครๆ ก็ตามขณะนั้นอดคิดไม่ได้ว่าสถาบันมีแต่จะอ่อนกำลังลง

    แต่พอมาดูอีก 70 ปีต่อมา วันที่ 26 ตุลาคม 2560 คุณก็ต้องตกใจ คือมันเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ ทำให้ผมเองบางทีก็อดคิดไม่ได้ 2475 คืออะไรกันแน่ เหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ผมเองยังชื่นชมนับถือเขาว่ากล้าหาญ คณะราษฎรนั้นพยายามจะเปลี่ยนการปกครองให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้อำนาจรัฐเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ว่าถ้าคุณมาดูข้อเท็จจริงจะพบว่าในที่สุด 24 มิ.ย.2475 ในความเป็นจริงนะครับ หลังจากที่เวลาผ่านมา 80 กว่าปี หมดรัชกาลที่ 9 ในช่วง 70 ปีมาแล้ว มันคืออะไร บางทีอดคิดไม่ได้ว่ามันคือการเปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยแบบหนึ่งมาเป็นราชาธิปไตยอีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง จากแบบรัชกาลที่ 7 มาเป็นแบบรัชกาลที่ 9

    ราชาธิปไตยแบบรัชกาลที่ 7 นั้นไม่ค่อยมีประสิทธิผล ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับจากคนหัวสมัยใหม่ จากคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จากข้าราชการนักเรียนนอก ก็เลยทำให้ต้องเปลี่ยนแปลง แน่นอนคณะราษฎรตั้งใจเปลี่ยนให้เป็นระบอบรัฐธรรมนูญ ให้เป็นระบอบที่พระมหากษัตริย์อยู่ในกำกับของรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ามันก็ไม่เวิร์ก เห็นหรือไม่ พอสิ้นรัชกาลที่ 9 เราก็กลายเป็นระบอบราชาธิปไตย แต่ต้องย้ำว่านี่ย่อมไม่ใช่แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เป็นแบบที่คนไทยเราและพระเจ้าอยู่หัวของเราช่วยกันสร้าง ช่วยกันออกแบบ โดยไม่ได้ตั้งพระทัยและพวกเราก็ไม่ได้ตั้งใจ ทำไปทำมา ออกแบบไปออกแบบมา ในที่สุดเราได้การปกครองแบบที่พูดได้ว่าเป็นแบบไทยๆ พอควร คือเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ก็ไม่ใช่  Constitutional Monarchy แบบของตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่ Absolute Monarchy

    ดร.เอนก กล่าวต่อไปว่า ในที่สุดเราก็ได้คำตอบกันว่าเราต้องการระบอบราชาธิปไตย เราขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว ในทางตรงข้ามเราไม่ได้หวังพึ่งนักการเมือง พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์สักเท่าไร เราไม่ได้เพียงแค่ต้องการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง หรือมีเพียงพรรคและนักการเมือง หากเรายังต้องการผู้ที่รวมใจคนไทยทั้งชาติ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านปรีชาสามารถมาก ท่านทรงมีวิริยอุตสาหะมาก ท่านสถิตอยู่ในหัวใจคนไทยทุกชนชั้น ทุกฐานะ ยากดีมีจน คนกรุงเทพฯ ไปจนถึงชาวนาชาวเขา ทรงสัมผัสกับคนที่สนใจในทุกเรื่องทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม กีฬา และ ศิลปะกับการดนตรี

    พระองค์ท่านทรงเป็นอะไรที่พิเศษมาก และการที่รัชสมัยของพระองค์ท่านยืนนานถึง 70 ปี ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านทำซึ่งเป็นเรื่องระยะยาวล้วนผลิดอกออกผลหมด เช่นการรักษาธรรมชาติ ป่าชายเลน พืชพันธุ์ การเกษตรแบบผสมผสาน เศรษฐกิจพอเพียง ฝนเทียม ล้วนออกดอกออกผลหมด ก็ทำให้เราก็อดที่จะมีข้อสรุปไม่ได้ว่ามันได้ผล มันยั่งยืนกว่าที่คณะราษฎรพยายามจะทำ แล้วยิ่งกว่านั้น ในที่สุดคณะราษฎรเองก็หายไปจากวงการ

    ...คณะราษฎรมีบทบาทแค่ช่วง พ.ศ.2475 ถึงปี 2500 เท่านั้น โดยที่ตั้งแต่ พ.ศ.2490 ก็พูดได้แล้วว่าเจือจางลงไปมากแล้ว บทบาทที่มีมากก็แค่ช่วงปี พ.ศ.2475 ถึง 2490 เท่านั้น พอหลังปี 2500 ก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลยกับบทบาทของคณะราษฎร ซึ่งมาถึงวันนี้กลายเป็นระบบซึ่งระหว่างประชาชนก็มีบทบาท พรรคการเมือง นักการเมืองก็มีบทบาท ทหารและข้าราชการก็ยังมีบทบาท และพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงมีบทบาท และมีบทบาทสำคัญมากที่สุดเพราะท่านทรงห่วงใยคน หรือตอนที่ท่านใกล้ๆ จะเสด็จสวรรคต หลายคนก็ยังวิตกว่าหมดรัชกาลที่ 9 แล้วเมืองไทยจะวิกฤติ ปั่นป่วน ไม่เสถียรหรือไม่ แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาเมืองไทยยังอยู่ดี และผมก็ยังมีความมั่นใจว่ามีโอกาสที่จะอยู่ดีมากขึ้น จะสงบ เสถียร สันติ และจะลงตัวมากขึ้น ก็เป็นไปได้

    ดร.เอนก-ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวต่อว่า เพราะว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาเราก็ยังอยู่กันได้ดี แล้วที่คุณถามว่าการปฏิรูปการเมืองจะไปทางไหน ผมว่าเรื่องนี้น่าจะขึ้นอยู่กับรัชสมัยใหม่ด้วย เพราะว่าสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงทำให้เห็นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ก็เป็นอะไรที่ผมว่าต้องมาคิดวิเคราะห์ตาม อย่างที่ท่านมีรับสั่งว่าทรงอยากเห็นเมืองไทยสงบ สันติ คนไทยทั้งหลายก็ต้องนำไปคิด แล้วที่ท่านทรงอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปทางไหน ท่านก็มีพระราโชบายต่างๆ มาให้เป็นพักๆ สิ่งเหล่านี้คนไทยจะเมินเฉย รับฟังแต่ไม่นำไปคิดไปทำต่อ นั่นย่อมไม่ได้ หากเราต้องเร่งนำไปคิดต่อทำต่อ

    ...และที่น่าปลื้มปีติอย่างหนึ่งก็คือ ท่านทรงเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 มาก ท่านมีรับสั่งหลายครั้งว่าถ้าทำอะไรอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำมาก็สำเร็จทั้งนั้น ปัญหาทุกอย่างก็คลี่คลายทั้งนั้น ท่านก็เดินตามรอยพระบาทพระราชบิดา ผมก็คิดว่างานต่างๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงทำมาก็จะได้รับการสานต่ออีกต่อไป เช่นโครงการพระราชดำริก็จะได้รับการสานต่อ ความสนพระราชหฤทัยของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงสนใจคนยากจน คนต่างถิ่น คนต่างจังหวัด คนในถิ่นทุรกันดาร ผมว่าก็ควรจะได้รับการสานต่อ

    ส่วนที่ว่าการปฏิรูปการเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ผมคิดว่าพระปรีชาญาณของพระมหากษัตริย์ สิ่งที่พระองค์ท่านทรงแนะนำ มีพระราโชบาย ผมคิดว่าเราต้องเอาใจใส่กับพระราชประสงค์ของท่านที่เห็นว่าบ้านเมืองควรก้าวไปในทางใด ผมคิดว่าพระปรีชาญาณของพระองค์ท่านจะอยู่ต่อไป เราจะต้องศึกษาตรงนี้ให้มาก

    เราคงไม่อาจตั้งหน้าปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปบ้านเมือง ปฏิรูปสังคมโดยไม่ไปขอพระปรีชาญาณ โดยไม่ไปขอคำแนะนำจากพระองค์ท่าน ผมคิดว่าเราจะไม่ฉลาด แต่ผมก็เห็นว่าบางคนบางกลุ่มก็พยายามทำกัน ซึ่งผมเองก็อยากจะส่งเสริมให้คิดมากๆ ดูให้มาก

    -ในฐานะนักรัฐศาสตร์ มองว่าสังคมไทย การเมืองไทยหลังวันที่ 26 ต.ค.ไปแล้ว ภาพรวมจะมีทิศทางเป็นอย่างไร?

    ผมคิดว่าอย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะเป็นไปในทางใดทางหนึ่ง ผมคิดว่าน่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลง น่าจะไม่เหมือนเดิมหลายเรื่อง เพราะรัชกาลที่ 9 กับรัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านก็ทรงดีและทรงเก่งทั้งสองพระองค์ แต่ว่าท่านก็ไม่เหมือนกัน แล้วตอนนี้เราเปลี่ยนรัชกาล เปลี่ยนรัชสมัยแล้ว แน่นอนว่าเราคิดถึงรัชกาลที่ 9 เรามีความกตัญญูต่อท่าน เราระลึกถึงท่าน เราไม่ลืมท่าน เราต้องไปเรียนรู้จากท่าน แต่ขณะเดียวกันรัชกาลที่ 10 ท่านก็คงต่อยอดพัฒนาจากรัชกาลที่ 9
    “ถ้าเราร่วมแรงร่วมใจกัน ลดความเป็นฝักฝ่าย ทำงานด้วยกันให้ได้มากขึ้น และเดินตามรอยพระยุคลบาทให้มากขึ้น รับฟังและเชื่อฟังรัชกาลที่ 10 ให้ดีมากขึ้น บางทีทุกอย่างที่เรายังแก้ไม่ได้อาจมาแก้ได้ในตอนนี้”

     เพราะว่าอะไร เพราะพระมหากษัตริย์ที่ผมเชื่อว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็คงจะเป็นอย่างนั้น คือเป็นที่ยุติของเรื่องต่างๆ ได้ เรื่องที่ถกเถียงกันแล้วไม่มีทางออกไม่มีทางไป ผมก็คิดว่าจะมีที่ยุติได้ แต่จะมีแบบไหนก็จนด้วยเกล้า ผมไม่มีสติปัญญาที่จะไปคิดให้ แต่ดูจากอดีตแล้ว ผมดูความรัก ความทุ่มเท ความรู้ในกตัญญูและความสำนึก ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์มีอะไรที่ฉลาดลึกซึ้ง และท่านเห็น ท่านถูกวางเอาไว้ให้เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากจริงๆ

    ...เพราะฉะนั้นเราต้องพึ่งท่าน เราต้องอาศัยพระบารมีของท่านมาเป็นที่พึ่งแล้วเหมือนกัน และคนไทยเรายิ่งในช่วงนี้ด้วยแล้ว เราก็จะเห็นคุณค่าของผู้ใหญ่ที่เราเคารพของบ้านเมือง คงไม่มีผู้ใหญ่ที่เราควรเคารพ ควรจะเชื่อ ควรจะเดินตามท่านมากไปกว่าพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ เพราะสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำมาหนึ่งปี ดูแล้วมีเค้ารอยว่าบ้านเมืองเราจะไปได้

    - ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาเปิดเผยว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 มีรับสั่งต่อรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าจะต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข สันติ ไม่มีความขัดแย้ง แต่ดูเหมือนถึงตอนนี้การขับเคลื่อนของรัฐบาลและ คสช.ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าในการสร้างความปรองดองสามัคคี?

     ก็คงต้องใช้เวลาสักระยะ เพราะช่วงนี้ก็ต้องเตรียมการจัดงานพระราชพิธี เราก็ยังไม่มีจิตใจที่จะไปคิดในเรื่องที่ถามมากนัก แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าหลังผ่านพ้นจากพระราชพิธีทุกอย่างก็จะเดินหน้ากันไปได้

    เราผ่านรัชสมัยรัชกาลที่ 9 มาแล้ว เราก็เห็นแล้วว่าถ้าประชาชนกับพระมหากษัตริย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อะไรๆ ก็ทำได้ อะไรก็แก้ได้ ผมก็คิดว่าเราก็ควรต้องต่อยอดจากอะไรที่เราทำกันขึ้นมาได้ เพราะถ้าเราไปต่อยอดจากอะไรที่เราทำไม่ค่อยได้ เราจะไปมั่นใจได้อย่างไรว่าเราทำได้ เช่นถ้าเราจะไปหวังพึ่งพิงนักการเมือง พรรคการเมืองมากก็คงลำบาก เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่าเขาก็ทำอะไรกันไม่ค่อยได้ แล้วก็เขาขัดแย้งกันเองมาก

    “หากเราจะไปหวังคนอื่น สถาบันอื่นอีก มันก็ไม่ได้ผ่านการพิสูจน์และหล่อหลอม เราจะอาศัยทหารหรือ เราก็รู้อยู่ว่าเขาเองก็มีข้อจำกัดเรื่องความชอบธรรมและในทางสากลด้วย ผมก็คิดว่าก็ต้องเป็นพระมหากษัตริย์กับประชาชน ส่วนจะคลี่คลายจะเป็นรูปธรรมต่อไปอย่างไรในอนาคตก็เกินสติปัญญาของผม แต่ผมก็คิดว่าก็คงเป็นแบบนี้ แล้วก็คงคลี่คลายไป”

    ผมยังคิดว่าถ้าเราแก้ปัญหาไม่กี่เรื่องได้ บ้านเมืองเราจะไปได้ดีมาก เพราะว่าภูมิศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ของเราเป็นเลิศ และการเมืองโลกก็กำลังปรับเปลี่ยนไปในทางที่ทำให้เรามีบทบาทมากขึ้น เช่นเรื่องการท่องเที่ยว ของไทยเราก็อยู่ในอันดับ 6 ของโลกแล้ว เรามีชื่อเสียงเป็นที่รักที่ชอบของคนในโลก ถ้าเราไปคิดแต่ในเรื่องปัญหาความยากจน ปัญหาเกษตรอย่างเดียวก็อาจมองไม่เห็น เพราะพวกนั้นเป็นปัญหาเป็นจุดอ่อนที่เราก็ต้องแก้ไขเท่าที่จะทำได้ แต่เราก็ต้องมองด้านโอกาสที่หากประเทศไทยเราสงบสันติ คนไทยรักกันมากขึ้น เชื่อมั่นกัน แล้วก็เลิกคิดอะไรแบบจะรบๆ กัน ผมคิดว่าบ้านเมืองไทยไปได้และไปได้ดีด้วย

    - ในช่วงที่ผ่านมาที่มีการจัดงานพระราชพิธี คนไทยมีความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน ตรงนี้ ก็มีบางคนมองว่าเป็นโอกาสอันดีที่อาจจะทำให้คนในสังคมหันหน้าเข้าหากัน สามัคคีกัน เพียงแต่อาจต้องมีคนนำทางในเรื่องนี้?

    ผมก็เคยไปพูดกับคนของพรรคการเมืองบางพรรค ผมก็บอกเขาว่าพรรคการเมืองอย่าไปทำตัวเป็นเหยื่อหรือผู้เคราะห์ร้ายในความขัดแย้ง แล้วก็ตีโพยตีพายอยู่ตลอด แต่ควรทำตัวเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ต้องออกมาบอกประชาชนว่าหากพรรคการเมืองของคุณได้เข้าไปเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาอย่างไร จะร่วมมือกับใครอย่างไร มีแผนยุทธศาสตร์ในการทำให้สังคมสงบสันติด้วยวิธีการอย่างไร

    พรรคการเมืองต้องทำตัวเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหา สาเหตุที่ผมต้องคุยกับพรรคการเมือง ก็เพราะหากระบบมันคืนกลับสู่ความเป็นปกติ พรรคการเมือง นักการเมือง คือผู้นำของประเทศ แล้วจะมาทำตัวให้เป็นคู่ขัดแย้ง เป็นเหยื่อเป็นผู้เคราะห์ร้ายไปทำไม แต่ต้องทำตัวเป็นผู้แก้ปัญหา พรรคการเมืองก็บอกออกมาสิว่าจะทำอะไร

    “เรื่องการสร้างความสามัคคี อย่างน้อยพรรคการเมืองต้องออกมาพูด ส่วนทหารพลเอกประยุทธ์จะพูดด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่ รวมถึงการที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร"

    - หลังวันที่ 26 ต.ค.เป็นช่วงที่เหมาะจะทำเรื่องนี้?

    ใช่ ต้องเริ่มพูดแล้ว และต้องสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตอนที่เราส่งเสด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เราคิดกันอย่างไร เราคิดเพื่อส่วนรวม คิดเพื่อประเทศชาติ เราส่งเสด็จพระองค์ท่าน อยากเห็นพระองค์ท่านอยู่บนสวรรค์แล้วเห็นพวกเรารักกัน เราต้องจำไว้ แล้วหลังงานพระราชพิธีเสร็จก็ต้องพยายาม ไม่ใช่หลังงานแล้วก็กลับไปเป็นแบบเดิมอีก

    ...คุณดูสิ คนไทยมาจากไหนก็ไม่รู้เต็มไปหมด เขามาจองที่นั่งแถวบริเวณการจัดงานพระราชพิธีล่วงหน้าถึงสามคืน แม้จะมีฝนตกก็ตาม

    โรดแมปปรองดองต้องชัด

    ถามย้ำอีกรอบว่า ข้อเสนอก็คือหลังวันที่ 26 ต.ค.ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายที่มีบทบาทควรจะต้องขับเคลื่อนเรื่องการสร้างความสามัคคี ดร.เอนก-อดีต ปธ.กรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ย้ำว่า เพื่อเตรียมสู่การเลือกตั้งที่สันติ มุ่งไปสู่การพัฒนาและการปฏิรูปบ้านเมือง มุ่งไปสู่ความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ ภายใต้รัชกาลที่ 10

    - มีข้อเสนออย่างไรในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดผล?

    ก็ทำได้ในหลายเรื่อง รวมถึงจะร่วมมือกันอย่างไร ถ้าคุณจะเอาแบบปกติ คือฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน คุณจะทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้สองฝ่ายแตกหักกัน จนบ้านเมืองกลับมาปั่นป่วนอีกครั้งหนึ่ง ก็ต้องไม่ให้เกิด หรือว่าหากคุณร่วมกันเป็นรัฐบาลได้บนหลักการผมว่ามันก็น่าชื่นใจ บนหลักที่ว่าใครผิดใครถูกก็ว่าไป หากว่าทำผิดเมื่อเสร็จแล้วจะมีการอภัยโทษลดหย่อนโทษก็ว่ากันไป แต่ต้องให้กระบวนการมันไปถึงที่สุดเสียก่อนแล้วจากนั้นก็ค่อยว่ากัน

    แบบนี้ก็ไม่เลว ผมว่าก็ทำได้ แล้วต่อไปฝ่ายที่เข้าไปเป็นรัฐบาลก็ต้องคิดต่อไป คือให้มีการแข่งขันกันได้ แต่ต้องไม่บดขยี้ไม่แตกกัน จะทำกันอย่างไร ควรคิดว่าเป็นปัญหาของพวกคุณที่ต้องช่วยกันคิด ไม่ใช่จะคิดอยู่แค่ว่าคุณถูกกลั่นแกล้ง เป็นคู่คดี เป็นเหยื่อ

    ตั้งคำถามว่า มองว่าโอกาสจะเกิดรัฐบาลแห่งชาติตามสูตรอย่างที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย จะเป็นไปได้หรือไม่ ดร.เอนก-นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง ตอบว่าก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง แต่อยากจะบอกคนไทยว่าให้ช่วยกันคิดอะไรหลายๆ กรอบ และช่วยกันคิดให้นอกกรอบด้วย เพราะเรื่องที่เราเผชิญมันยากมาก หากยังคิดในกรอบ บางทีก็แก้ปัญหาไม่เสร็จ หรือแก้เสร็จไปก็ได้ปัญหาใหม่มา จึงต้องคิดจากหลายๆ กรอบ ว่าการเปลี่ยนรัชสมัยก็เป็นการเปลี่ยนอะไรโดยอัตโนมัติหลายๆ อย่าง การบริหารบ้านเมืองก็อยู่ในจังหวะที่คิดอะไรได้หลายแบบ ถามว่าผมเศร้าเสียใจหรือไม่ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงจากไป ผมก็เศร้า แต่อีกด้านหนึ่งผมก็มีความมั่นใจขึ้นทุกวัน ว่ารัชกาลใหม่จะไปได้ยั่งยืนรุ่งโรจน์ 

    เมื่อตั้งคำถามต่อ ดร.เอนก-อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ว่าในฐานะนักรัฐศาสตร์ มีมุมมองต่อบทบาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเชิงรัฐศาสตร์อย่างไร

    คำถามนี้ ดร.เอนกกล่าวตอบว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้มีอยู่แบบในตำราของฝรั่ง และท่านก็ไม่ใช่เป็น constitutional monarchy ที่เป็นแต่เพียงความสง่างาม หรือเป็นแต่เพียงพิธีกรรมพิธีการเท่านั้น แต่ท่านมาช่วยในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤติ ในยามที่บ้านเมืองต้องการการตัดสินใจ ขอพึ่งพระบารมีท่าน ท่านก็ทรงให้ คนไทยก็เชื่อถือท่าน นับถือท่าน ตามท่าน คุณจะเห็นได้หลายครั้งมาก เช่นตอนเหตุการณ์ 14  ตุลาคม 2516 หรือตอนเกิดเหตุกบฏเมษาฮาวาย 1 เมษายน 2524 ที่ตอนนั้น 42 กองพัน พร้อมปืน อาวุธครบหมดอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องยอมให้กับฝ่ายรัฐบาลที่เคลื่อนกำลังแต่อ่อนแอกว่าเยอะ ที่นำโดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ตอนเกิดเหตุไปปักหลักอยู่ที่นครราชสีมา และได้บัญชาการเพื่อเข้ามายึดกรุงเทพมหานครคืน โดยไม่ต้องมีการยิงกัน และตอนเหตุการณ์ช่วงพฤษภาทมิฬปี 2535 ก็หลีกเลี่ยงความเสียหายได้เยอะ แต่เดิมสูตรของการเมืองไทยคือถ้าพระเจ้าอยู่หัวคิดอย่างไร คนไทยก็ตามไปแบบนั้น ก็สงบไปได้

    เมื่อถามเพื่อขอให้พูดถึงว่าเพราะเหตุใดในระดับนานาประเทศอย่างยูเอ็น ถึงยกย่องในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างมาก ดร.เอนก กล่าวว่า สิ่งนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงยิ่งใหญ่กว่าที่คนไทยคิด

    ชาวโลกเขาสรรเสริญพระเจ้าอยู่หัวมากกว่าที่คนไทยคิด เห็นได้จากที่หลังท่านสวรรคต เขาเข้าใจท่าน สรรเสริญท่าน ยอมรับท่านมากกว่าที่คนไทยเราเข้าใจเสียอีก ก็เป็นเรื่องที่เราคนไทยน่าจะปีติยินดี และเมื่อดูจากที่ผู้นำต่างประเทศ ราชวงศ์ของต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทยเพื่อวางพวงมาลาสักการะหน้าพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ท่านเพิ่งสวรรคต มาจนถึงช่วงงานพระราชพิธี ผู้นำต่างประเทศและราชวงศ์ของต่างประเทศก็ต่างอยากมาร่วมพระราชพิธีกันจำนวนมาก

    …เราเป็นประเทศสำคัญโดยที่คนไทยก็ไม่ค่อยรู้ตัว เราเป็นประเทศสำคัญโดยที่คนไทยก็ไม่รู้สึก และเมื่อดูจากที่เขาสรรเสริญพระองค์ท่าน ก็เป็นการสรรเสริญแบบที่เขารู้เรื่องราว เขาถึงสรรเสริญ และงานของท่าน ความสำเร็จของท่านหลายอย่างต่างประเทศก็นำไปเลียนแบบ นำไปเป็นตัวอย่าง เช่นเรื่องเกษตรกรรม เรื่องข้าว พระองค์ท่านก็ทรงได้รับเหรียญรางวัลต่างๆ

    ...อย่างในสหรัฐอเมริกาก็ชื่นชมท่านมากกว่าที่เรารู้สึก อย่างที่ล่าสุด เอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก็ทำคลิปเผยแพร่ว่า สหรัฐอเมริกาจำได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวในโลกที่เกิดที่สหรัฐอเมริกา รวมถึงการพูดถึงเรื่องการที่ในหลวง ร.9 พระองค์ท่านทรงไปดำเนินสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกา อันเป็นสิ่งที่สหรัฐอเมริกาภูมิใจ

    และคุณเห็นหรือไม่ที่คนไทยไปร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีตามจุดสำคัญๆ หลายประเทศ เช่นที่อังกฤษ บอสตัน วอชิงตัน ก็ท่านเป็นในหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เดือนแรก ที่เขาตั้งสหประชาชาติกัน ท่านก็ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ท่านทรงครองราชย์มา 70 ปี ชีวิตของท่าน รัชสมัยของท่าน สะท้อนโลกได้ดีมาก ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เขาก่อตั้งสหประชาชาติ รัชสมัยของท่านได้เห็นอะไรหมด

    จนกระทั่งถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ได้เห็นประเทศไทยจากประเทศที่ยากจน ประเทศที่ลำบากหลังเสร็จสิ้นสงครามโลก แต่ข้อดีของเราก็คือเราไม่เคยเป็นอาณานิคม เรามีผู้นำที่เก่ง ประคับประคองมาได้ ผ่านสงครามโลกมาได้โดยไม่เสียหาย โดยที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บางประเทศมีคนเสียชีวิตกันเป็นแสนเป็นล้านคน แต่ประเทศไทยแทบไม่มีคนตายเลย ก็เป็นอะไรที่ทำได้อย่างไม่น่าเชื่อ

     แล้วจากนั้นก็ไล่มาเรื่อยๆ เช่นในยุคสงครามเย็น ไทยเราก็ไม่ได้เสียหายจากช่วงสงครามเย็น จนมาถึงยุคกำแพงเบอร์ลินล่ม เราก็ปรับตัวได้ มาจนถึงยุคที่ตะวันออกเริ่มเจริญขึ้นมาได้ เราก็อยู่ในกระแสนี้ แล้วเราก็เป็นที่ยอมรับของตะวันตกและตะวันออก และตอนนี้เรากับมหาอำนาจ เราก็ไม่มีศัตรูกับใครเลย กับประเทศเพื่อนบ้านเราก็ไม่มีศัตรูกับใครเลย

    ในปีสุดท้ายที่พระองค์ท่านมีพระชนมชีพ พูดได้เลยว่าไทยไม่มีศัตรูกับใคร มีแต่มิตรที่ใกล้ชิดกับมิตรที่ห่างไกล

    สิ่งนี้ก็คือความสำเร็จ เพราะหากคุณดูอย่างประเทศเพื่อนบ้านเรา เช่น เมียนมา ก็ยังมีปัญหารบกับชนกลุ่มน้อยทุกวันนี้ ลาว เขมร เวียดนาม ก็เพิ่งเลิกรบกันเมื่อไม่นานนี้เอง คนในประเทศเพื่อนบ้านเราเจ็บตายจากสงครามมากมาย

    ดร.เอนก ย้ำว่า ที่บอกกันว่าเราอยู่เย็นเป็นสุขมันเรื่องจริง ตื่นมาทุกวันนี้คุณไม่ดีใจหรือที่เราไม่เป็นอย่างซีเรีย จอร์แดน อิรัก อัฟกานิสถาน ประเทศในตะวันออกกลางที่มีการรบกัน ทั้งหมดได้มาจากสมัยไหน ก็ได้มาจาก 70 ปีของในหลวงรัชกาลที่ 9

     …มันแปลกนะ ในทางวิชาการหรือในทางสื่อมวลชน หากคุณดูนายกรัฐมนตรีเป็นคนๆ หรือไปพิจารณารัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รายกระทรวง แล้วดูเหตุการณ์แบบวันต่อวัน เดือนต่อเดือน ปีต่อปี คุณอาจไม่ค่อยรู้สึกว่าเมืองไทยเจริญก้าวหน้ามากเท่าใด จะรู้สึกว่าเมืองไทยมีแต่ปัญหา แต่เมื่อท่านเสด็จสวรรคต เราได้กลับไปคิดทบทวนว่าเราผ่าน 70 ปีมาอย่างไร มันก็น่าพิศวงว่าในช่วง 70 ปีมานี้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้ามากมายมหาศาล

    ...อย่างตอนต้นรัชกาล อายุของประชากรที่คาดได้ว่าจะอยู่ถึงตอนอายุเท่าใด ตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 40 ปีนิดๆ แต่ปัจจุบันเป็นประมาณกว่า 70 แล้ว ขึ้นมาเท่าตัว และเมื่อก่อนเด็กทารกตายในวัยก่อน 5 ขวบมันเยอะมาก ปัจจุบันแทบไม่มีอีกแล้ว และเมื่อก่อนเราก็ห่วงกันว่าคนไทยจะล้นประเทศ แต่ปัจจุบันเราก็คุมกำเนิดได้แล้ว และต่อไปจำนวนประชากรคนไทยก็เริ่มคงที่แล้ว ไม่เพิ่มแล้ว

    หรือเมื่อก่อนเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ตอนนั้นเราก็เคยเป็นห่วงเพราะป่าไม้ถูกตัดมาก แต่ตอนนี้สัดส่วนของป่าไม้เราก็ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่แล้ว ป่าไม้หลายที่ของเราก็กลายเป็นแหล่งป่าไม้ดีระดับโลก รวมถึงป่าชายเลน เช่นที่จันทบุรี ก็เป็นแหล่งป่าชายเลนที่ดีที่สุดของโลก ส่วนกรุงเทพมหานครก็เป็นเมืองที่คนเดินทางมาเที่ยวพักผ่อน  มารักษาตัว มาทำงาน มากติดอันดับโลก เป็นไปได้อย่างไรที่ 70 ปีเปลี่ยนประเทศได้ถึงขนาดนี้ มันน่าปลื้มไหม

    ผมถึงอยากบอกคนไทยว่าขอให้เปลี่ยนโลกทัศน์บ้าง เมืองไทยดีกว่าที่คุณคิด หัดปลื้มประเทศไทยเราบ้าง

    ...ตอนนี้เมืองสำคัญอย่างกรุงเทพมหานคร พัทยา ภูเก็ต จัดว่าเป็น 3 เมืองสำคัญที่สุดใน 25 เมืองเอกของเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงยังมีเชียงใหม่อีก เรามีเมืองระดับโลกถึง 4 เมือง ถ้าเราไม่มีอะไรดีจริง แต่ไปหลอกว่าดี พวกนักท่องเที่ยวต่างชาติก็คงหยุดไม่มา เมื่อเรามองย้อนกลับไปคิดถึง 70 ปีของรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็คือเป็น 70 ปีของประเทศไทยด้วย ผมก็เลยกลับมาคิดใหม่และหลายคนก็คงเหมือนผม ว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปเยอะและเปลี่ยนไปในทางดีด้วย และแทบทุกจังหวัดมันใหญ่ขึ้นมามาก เจริญขึ้นมามาก

    เวลานี้ชนบทเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ก็ไม่ใช่ชนบทแบบดั้งเดิมโบราณล้าหลังแล้ว ก็กลายเป็นเมืองขนาดเล็กมากขึ้นทุกที ก็เป็นความก้าวหน้า

    เมื่อเราได้คิดทบทวน 70 ปีของพระองค์ท่าน เราก็จะยิ่งรักท่านเพิ่มขึ้น เพราะใน 70 ปี แม้เราจะมีรัฐบาล มีนายกฯ ที่เราไม่ค่อยถูกใจ มีรัฐมนตรีซึ่งเราสงสัยว่าทำงานเป็น ทำงานซื่อสัตย์กันหรือไม่ แต่เมืองไทยเจริญก้าวหน้ามาได้ คุณต้องยอมรับ เพราะอะไร ที่เมืองไทยเจริญก้าวหน้า ผมขอยกตัวอย่างมาแค่อันเดียว เช่น เรื่องเศรษฐกิจของเราวันนี้มันอันดับที่ 33 ของโลก หากดูจากตัวเลขจีดีพี แต่หากนับจากกำลังซื้อ ไทยอยู่อันดับที่ 22 ของโลก

    “แล้วมันไม่ดีอย่างไร ตกลงว่ามันดีต่างหาก แล้วมันดีได้เพราะอะไร ผมว่าดีได้เพราะมีพระเจ้าอยู่หัวที่ประเสริฐ 70 ปี เป็นเหตุผลที่สำคัญมากประการหนึ่ง”

     แล้วถามว่าคนไทยรู้หรือยังตอนนี้ ก็รู้แล้วและจะรู้มากขึ้น แต่ผมก็ไม่อยากให้จบลงแค่วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แต่เราควรมองต่อไปถึงรัชกาลที่ 10 เราจะต้องช่วยกันสร้างช่วยกันคิด ที่อาจไม่ได้อยู่ในตำราของรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ตะวันตก โดยต้องทำต่อไปให้ดี

    “สิ่งที่ผมพอจะเสนอเป็นไอเดียได้ก็คือ พระเจ้าแผ่นดินกับประชาชนต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีคุณค่ามาก มีพลังมาก

    คนไทยมีศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาก เพราะฉะนั้นหนทางเราไม่ใช่ไปกีดกันสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ออกจากการพัฒนา ออกจากการปฏิรูป ไม่ใช่ แต่ผมคิดว่าต้องไปรับพระบารมี ไปศึกษาประสบการณ์ ไปรับพระปรีชาญาณของท่านมาปกเกล้าปกกระหม่อม”

    ถามต่อไปว่า ที่ผ่านมาในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำให้คนไทยรู้รักสามัคคี ดร.เอนก กล่าวว่า เมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจ คือไทยเองมีแนวโน้มที่จะแตกแยกกัน อันนี้จากประสบการณ์ชีวิตด้วย คือดูเหมือนจะรักกันแป๊บเดียว แล้วก็แตกกัน มีเรื่องกัน อิจฉาไม่พอใจ รวมถึงเรื่องหลักการด้วย คือเป็นสังคมที่ดูเหมือนรวมกันง่าย แต่ก็รวมกันไม่ง่าย ดูเหมือนรักกันง่าย แต่ก็รักกันได้ไม่นาน

    ดังนั้น คนที่เป็นผู้นำ คนที่เป็นนาย เป็นรุ่นพี่ ทำยังไงก็ตาม จะต้องดูข้างล่าง ดูลูกน้อง ดูผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความรักความสามัคคีกัน อันนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมาก คนไทยมักจะแตกกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มย่อยในเวลาอันรวดเร็ว แล้วก็ขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นผู้นำต้องไม่เป็นฝักฝ่ายกับใครมากนัก ต้องสวมความสำเร็จความสามัคคีเป็นที่ตั้ง แล้วประเทศไทย ไม่มีสถาบันไหนพูดได้ดีเท่ากับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเรานับถือท่าน เราเชื่อท่าน ท่านเป็นอะไรที่วิเศษ เป็นอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมันไม่ใช่สร้างกันได้ง่ายๆ คุณดูคนที่มาท้องสนามหลวง คนที่ไปกราบพระบรมศพ คนที่ไปรอที่จะถวายพระเพลิงพระบรมศพ ทั้งที่เมรุมาศ ที่ท้องสนามหลวงและเมรุมาศจำลอง เป็นสิ่งที่เกิดทั้งประเทศ คุณเคยเห็นไหมที่บิ๊กซี-โลตัสฯ-เซ็นทรัล และเซเว่น อีเลฟเว่น ปิดทำการ

    อันนี้ถ้าคุณสร้างมาได้แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังที่จะผลักดันประเทศต่อไปในอนาคต มันเป็นพลังมหาศาล เรื่องแบบนี้ไม่มีในตำราของฝรั่ง แต่พวกเราก็อย่าไปตกเป็นทาสของวิธีคิดแบบฝรั่งแบบไม่ลืมหูลืมตา ตะวันตกก็ไม่ได้สอนให้เราคิดแบบนี้ แต่เราไปคิดเองว่าฝรั่งให้เราคิดแบบนี้

    สำหรับตะวันตก สถาบันทุกสถาบันเกิดขึ้นจากสังคมและวัฒนธรรมจริงๆ ของเขา ของเราก็เหมือนกัน สถาบันและกลไกกติกาต่างๆ ต้องเกิดจากเนื้อแท้ของวัฒนธรรมเรา ไม่ใช่ไปเอาแบบของประเทศอื่นมาแล้วก็คิดว่าสิ่งนั้นเป็นของดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แล้วเราก็กดวิธีคิดของเรา กดสถาบันของเราให้ต่ำลงไป ผมคิดมาหลายปีแล้ว

    ใครเจ้าภาพเดินหน้าสร้างสามัคคี?

    - ตอนนี้เราควรน้อมนำพระราชกระแส พระราชดำรัส ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการรู้รักสามัคคีมาดำเนินการ?

    สำหรับพระมหากษัตริย์แล้ว ท่านคงไม่มีอะไรที่จะมีความสุขมากกว่าการที่ประชาชนมีความรักความสามัคคี แต่สำหรับเราที่เป็นพวกคู่ขัดแย้ง เรามีความรู้สึกว่าเรามีเรื่องหลักการ กฎหมาย ความถูกความผิด แต่บางจุดถ้ามันจำเป็นที่จะต้องลืมไปบ้าง ทิ้งหลักเกณฑ์หลักการบางอย่างไปบ้าง เพื่อหลักการที่ใหญ่กว่า แต่ไม่ใช่เราทิ้งหลักการเพื่อการไม่มีหลักการ แต่เราทิ้งหลักการเล็กๆ พวกนั้นเพื่อไปสู่หลักการที่ใหญ่กว่านั้น เพื่อความสงบ สามัคคี สันติ ในรัชกาลใหม่ ผมคิดว่าน่าคิดน่าทำ

    ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านต้องการความรักความสามัคคี เราทำมาได้ระดับหนึ่งแล้ว เราต้องคิดต่อไปว่าในช่วงรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 10 เราต้องรักสามัคคีกันให้ได้มากกว่านี้ แต่ไม่ได้หมายถึงไม่ให้เราขัดแย้งกัน ไม่ให้เห็นต่างกัน ไม่ใช่ แต่ต้องขัดแย้ง เห็นต่างกันในแบบที่ทำให้สังคมส่วนรวมไปได้ดี ไม่ใช่ทำให้สังคมแตกแยก แตกหัก นองเลือด นอกจากนั้นก็จะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้ระบบการเมืองที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงกันมาตั้งแต่ยุคคณะราษฎร เมื่อปี พ.ศ.2475 แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง มีเสถียรภาพ ไม่ต้องใช้วิธีสับเปลี่ยนมาเป็นระบบยึดอำนาจ-ระบบทหาร มาเป็นพักๆ ทำอย่างไรให้ระบบมันแก้ไขตัวเองได้ และทำอย่างไรที่จะพึ่งพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยในทิศทางและขนบที่เหมาะสม ก็ต้องคิด

    - เรื่องการเริ่มต้นสร้างความสามัคคีปรองดอง ใครควรเป็นเจ้าภาพทำ?

    ต้องไปคิดกันเอาเอง ต้องเป็นคนที่ใหญ่พอสมควร

    - หลัง 26 ต.ค.  หลักคำสอน พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 มองว่าจะยังคงอยู่กับคนไทยต่อไปอีกนานหรือไม่ เช่นแนวทางศาสตร์พระราชา คนรุ่นใหม่อาจจะลืมเลือน?

    คงไม่ลืม เพราะก็มีแนวทางที่จะตั้งสถาบันศาสตร์พระราชา และอะไรอีกมากมาย ผมมองว่าสถาบันอุดมศึกษา สถาบันการศึกษา ต้องคิดถึงความรู้แบบไทยๆ ประสบการณ์แบบไทยๆ สถาบันและกติกาแบบไทยที่ดีงาม ไปกันได้กับกลุ่มชนต่างๆ ให้มากขึ้น โดยที่ไปได้กับโลก แต่มีความเป็นไทย มีความพิเศษอยู่ด้วย

    เรื่องแบบนี้ต้องพยายามคิด ไม่ใช่ไปเอาแต่ความคิดตะวันตกมา แล้วก็ได้แต่มาสงสัยว่าทำไมบ้านเมืองของเราไม่เหมือนกับของตะวันตก ซึ่งมันไม่เหมือนอยู่แล้ว แต่ต้องทำอย่างไรให้มันไปได้แบบไทย

    ต้องขอย้ำว่า สิ่งที่ผมพูดไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ทำเรื่องดี เรื่องหลักการ ความยุติธรรม มันไม่ใช่ เพราะเรายังต้องทำ เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เป็นแบบไทยๆ ให้มากขึ้น เหตุที่ต้องทำแบบไทยๆ ก็เพราะมันจะได้ผลและสำเร็จ หากคุณทำกันแบบลอกเลียนตะวันตกมามากเกินไปมักจะไม่ได้ผล ที่เมื่อไม่ได้ผลก็จะท้อใจ. 

    ในที่สุดเราก็ได้คำตอบกันว่า เราต้องการระบอบราชาธิปไตยมาก เราไม่ได้หวังพึ่งแต่นักการเมือง พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ เราไม่ได้แค่ต้องการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง หรือนักการเมือง พรรคการเมือง แต่เรายังต้องการผู้ที่รวมใจคนไทยทั้งชาติ

    สำหรับเราที่เป็นพวกคู่ขัดแย้ง เรามีความรู้สึกว่าเรามีเรื่องหลักการ กฎหมาย ความถูกความผิด แต่บางจุดถ้ามันจำเป็นที่จะต้องลืมไปบ้าง ทิ้งหลักเกณฑ์หลักการบางอย่างไปบ้าง เพื่อหลักการที่ใหญ่กว่า แต่ไม่ใช่เราทิ้งหลักการเพื่อการไม่มีหลักการ แต่เราทิ้งหลักการเล็กๆ พวกนั้นเพื่อไปสู่หลักการที่ใหญ่กว่านั้น เพื่อความสงบ สามัคคี สันติ ในรัชกาลใหม่.

  • เปลว สีเงิน

    แหม....ชาวโซเชียลตามติดยิ่งกว่าคู่จิ้น! เสียงกริ๊ดดังไล่หลังยิ่งกว่าฉาก “แจ็ค"กับ"โรส” ยืนกอดกันบนหัวเรือไททานิก "บิ๊กตู่" กับ "บิ๊กป้อม" ไม่เจอหน้ากันหลายวัน วานนี้(๒๐ พฤศจิกายน) ไฟต์บังคับต้องไปเจอกันบนเรือหลวงถลาง
  • บทบรรณาธิการ

    สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดย ป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสออกเป็น 5 ดัชนี
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ขณะไปตรวจรถชนกันคนขับวัย71อ้างตาไม่ดีดาบตำรวจนำกำลังไปตรวจสอบคดีรถชนกันในตัวเมืองชัยภูมิ เฒ่าวัย 71 ซิ่งกระบะฝ่าสัญญาณไฟพุ่งชนเต็มแรงแล้วลากร่างไปไกลสุดที่จะยื้อชีวิต
    ตูนซึ้งใจกราบคุณตาขาขาดวัย 90 ปีที่เจียดเบี้ยยังชีพคนพิการสมทบก้าวคนละก้าว ด้านเชษฐ์สไมล์บัฟฟาโลออกวิ่งในเมืองชลหาทุนให้อีกกว่า 5 แสนบาท
    เครื่องเล่นโมบายปลาหมึกยักษ์ในงานนมัส การพระสมุทรเจดีย์โค่นลงมาทั้งยวง ทำเอาผู้ใหญ่ เด็กที่ขึ้นไปนั่งบาดเจ็บไปตามๆ รมต.ออมสินรีบไปตรวจสอบ พบไม่ได้ขออนุญาต
  • x-cite inside

    ได้รับทั้งเสียงปรบมือและยอดบริจาคท่วมท้นสำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากเบตงสู่แม่สาย ของ พี่ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินวงบอดี้สแลม กับภารกิจเพื่อสังคมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมาย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไอดอลของวัยรุ่นที่สลัดไมค์ร้องเพลงมาเป็นทำงานจิตอาสา
    ณ ตอนนี้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ จะมีรายการแชร์และส่งต่อ ขอความช่วยเหลือพี่น้องผองไทย!! ช่วยกันโหวตให้ "มารีญา พูลเลิศลาภ" ตัวแทนสาวไทยในการประกวดนางงามจักรวาลปี 2017
    ในยุคนี้ความเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมุ่งเน้นแต่เรียนอย่างเดียวอาจตกยุคไปแล้ว เพราะงานวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกพบว่า หากพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางกายด้วยการออกมาเล่น (Active Play) หรือออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที จะทำให้พัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่จดจ่อมุ่งแต่นั่งเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว