ซ่อนเงื่อน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

  • Sunday, September 10, 2017 - 00:00

    ผ่าร่าง พ.ร.บ.ซูเปอร์โฮลดิง ซ่อนเงื่อนแปรรูปรัฐวิสาหกิจ?

    เสียงคัดค้านยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ... ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังที่ประชุม สนช.เมื่อ 1 ก.ย.ลงมติเอกฉันท์รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระแรก

    โดยฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านก็คือ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ภายใต้การนำของ สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)/แกนนำ สรส. ที่เคยไปยื่นหนังสือให้ สนช.ชะลอการพิจารณาร่างดังกล่าว

    สาวิทย์-ประธาน คสรท.และแกนนำ สรส. ยืนยันหลังเดินออกมาจากห้องประชุมที่ทำการ สรส.ในซอยวิภาวดีฯ 11 ที่มีการปิดห้องพูดคุยกันภายในของแกนนำ สรส. หารือแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านร่างดังกล่าวว่า สรส.ที่เป็นเครือข่ายสหภาพรัฐวิสาหกิจหลายแห่งจะเดินหน้าคัดค้านร่างดังกล่าวต่อไป แม้รู้ดีว่าโอกาสจะลุ้นให้ สนช.ลงมติคว่ำหรือแก้ไขร่างดังกล่าวจากที่รัฐบาลส่งมาให้ สนช.คงเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็อาจใช้ช่องทางอื่นๆ ต่อไป เพราะมองว่าเนื้อหาในร่างเขียนไว้อย่างแยบยลเพื่อนำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งแม้อาจไม่ได้นำไปสู่การแปรรูปตรงๆ แต่ก็เขียนเปิดช่องไว้ให้ทำได้ โดยเฉพาะในบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจที่จะเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติที่จะตั้งขึ้นมาตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ อีกทั้งมองว่าไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แต่จะยิ่งทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาครอบงำแทรกแซงและหาผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

    “ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช่การปฏิรูป แต่เป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งในวันนี้และในอนาคต เป็นการแปรรูปที่ซับซ้อน แยบยล โดยมีการวางระบบการแปรรูปที่จะเชื่อมโยงไปถึงวันข้างหน้า”

    ทั้งนี้ควรต้องมีการยับยั้งร่างฉบับนี้ไว้ก่อน ภายใต้ความร่วมมือของประชาชนด้วย หากร่างฉบับนี้ออกมาโดยไม่มีการแก้ไขอะไร คนได้ประโยชน์ก็ชัดอยู่แล้วคือนักการเมือง กลุ่มทุนต่างๆ ส่วนข้าราชการจะมีหน้าที่แค่การกำกับดูแล แต่คนที่จะเข้ามาหาประโยชน์ก็คือนักการเมืองตามโครงสร้างต่างๆ ของร่าง ส่วนกลุ่มทุน นักธุรกิจก็จะได้จากการระดมทุน การขายหุ้นออกไป ข้าราชการก็จะมีหน้าที่แค่นำส่งกิจการของรัฐให้นักการเมือง กลุ่มทุนเท่านั้นเอง

    ...สรส.เห็นว่า สนช.ควรยับยั้งการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ก่อนแล้วมาว่ากันใหม่ มาคุยกันว่า หากจะปฏิรูปจะทำแบบไหน ให้มีการเปิดเวทีมาคุยกัน ไม่ต้องรีบ เพราะแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็ยังไม่ออกมา แล้วแผนการพัฒนารัฐวิสาหกิจก็ต้องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ จึงไม่ต้องรีบเร่ง เวลานี้ ยังมีเวลาทบทวนได้อยู่ แล้วมาจำแนกกันเลยว่ารัฐวิสาหกิจแห่งไหนจะต้องระดมทุน มีความจำเป็นอย่างไร ก็มาคุยแล้วทำความเข้าใจกัน ถ้าทิศทางมันชัด ผู้คนเห็นรายละเอียดทั้งหมด ผมว่าคนก็ไม่น่าจะขัดข้อง ขอให้คุยกันตรงไปตรงมา

    สาวิทย์-แกนนำ สรส. กล่าวต่อว่า ไม่รู้ว่ารัฐบาล คสช.มีวัตถุประสงค์อะไรในการจะเขียนและออกกฎหมายดังกล่าวออกมา โดยเฉพาะตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ไม่รู้ว่าคิดอย่างไร แต่ขอบอกว่า สรส.เข้าใจและเห็นด้วยกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน แต่การจะมาออกกฎหมายฉบับนี้ผมว่ามันไม่ใช่แล้ว

    ผมก็ไม่รู้ว่าพลเอกประยุทธ์เข้าใจรายละเอียดทั้งหมดของร่างนี้หรือไม่ หรือใครที่ไปออกแบบแล้วอยู่เบื้องหลัง หรือจะเป็นทีมเศรษฐกิจหรืออะไร ที่ไปออกแบบเรื่องนี้มาแล้วมันจะทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น แล้วที่สำคัญคนกลุ่มนี้ก็เคยไปรับใช้รัฐบาลที่เคยทำการแปรรูป แล้ววันนี้ก็มาทำงานในรัฐบาลปัจจุบัน ทำให้ผมมองว่าคนเหล่านี้วิธีคิดเขาไม่เปลี่ยน ก็ต้องดูว่านายกฯ ประยุทธ์จะรู้ทันหรือไม่ หรือเพราะเกรงใจอะไร

    สิ่งที่กำลังจะทำผมไม่รู้ว่าพลเอกประยุทธ์เชื่อกับสิ่งเหล่านี้หรือไม่ แต่หากนายกฯเ ชื่อในสิ่งเหล่านี้ ผมก็คิดว่ามันอันตรายต่อประเทศ กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะอย่าลืมว่าเราสู้เรื่องการแปรรูปมาหลายครั้งแล้ว เพราะเรามีประสบการณ์เรื่องการแปรรูปพวกนี้มา เราจึงเสนอไปว่าควรที่จะมีการหยุดการพิจารณา ยับยั้งไว้ก่อน แล้วมาคุยกันใหม่ ดึงทุกฝ่ายมาคุยกันแบบเปิดเผย ไม่เสียหน้าแน่เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ประเทศชาติ ประชาชน เพราะเมื่อนายกฯ บอกจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็ต้องทำให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ว่ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใดได้ประโยชน์แล้วทิ้งอีกกลุ่มหนึ่งไว้ ก็ไม่เหมาะสม

    ที่มาร่าง พ.ร.บ.ซูเปอร์โฮลดิง

    ทั้งนี้ รายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ มีหลักการสำคัญคือ การนำรัฐวิสาหกิจจำนวน 11 แห่งที่ถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจเกรดเอ ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและบางบริษัทก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าไปอยู่การบริหารงานของ บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ ที่เรียกกันว่าซูเปอร์โฮลดิง โดยรัฐวิสาหกิจ 11 แห่งดังกล่าว ประกอบด้วย

    1.บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ขนส่ง จำกัด 4.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 6.บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด 7.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 8.บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 9.บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด 10.บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 11.บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด

    เมื่อคุยลงลึกในรายละเอียดสาระสำคัญของการเกิดขึ้นของบรรษัทดังกล่าว ที่ฝ่าย สรส.บอกว่ามันคือการ ซ่อนเงื่อนแปรรูปรัฐวิสาหกิจในอนาคต เรื่องนี้ สาวิทย์-แกนนำ สรส. ขยายความลงรายละเอียดไว้ โดยเกริ่นนำก่อนว่า รัฐวิสาหกิจปัจจุบันมีด้วยกันทั้งสิ้นประมาณ 56 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีวัตถุประสงค์การก่อตั้งที่แตกต่างกันไปตามภารกิจ โดยรัฐวิสาหกิจบางแห่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการประชาชน เพื่อสาธารณประโยชน์ บางแห่งตั้งเพื่อหารายได้ เช่น โรงงานยาสูบ องค์การตลาด บางส่วนก็ตั้งมาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม ด้วยการที่มีรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ทำให้โดยทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดจึงมีอยู่จำนวนมาก

    ...ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เคยเปิดเผยไว้ว่า ทรัพย์สินรัฐวิสาหกิจทั้งหมดในปี 2547 อยู่ที่ 5 ล้านล้านบาท มีรายได้รวม 1.5 ล้านล้านบาท แต่พอถึงปี 2557 ทรัพย์สินรัฐวิสาหิจเพิ่มเป็น 12 ล้านล้าน มีรายได้ 5.5 ล้านล้านบาท จึงพบว่าเอาแค่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไม่มีธุรกิจไหนอีกแล้วที่เติบโตอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพเท่ากิจการรัฐวิสาหกิจ

    ที่ผ่านมาต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การจะปรับปรุงหรือการบริหารงานรัฐวิสาหกิจในระดับนโยบายไม่ได้ทำอย่างที่วางแผนที่เคยประกาศไว้ เช่น เอารัฐวิสาหกิจไปสนับสนุนนโยบายประชานิยม หรือนักการเมืองส่งคนของตัวเองเข้าไปในองค์กรรัฐวิสาหกิจ เห็นได้ชัดเวลามีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละครั้งก็จะต้องเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจ อันชี้ให้เห็นว่ารัฐวิสาหกิจคือแหล่งผลประโยชน์ของกลุ่มการเมือง

    พวกเราที่อยู่ในสหภาพรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งก็เห็นสิ่งนี้ ก็พยายามจะเรียกร้องมาตลอดว่าควรมีตัวแทนสหภาพเข้าไปนั่งในบอร์ด แม้จะโหวตอะไรไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ได้เข้าไปนั่งประชุม ไปคอยสังเกตการณ์ในที่ประชุมว่ามีการทำอะไรกันบ้าง เคยเสนอว่าในบอร์ดควรมีนักวิชาการหรือตัวแทนกลุ่มผู้บริโภคไปนั่งอยู่ได้ไหม เช่นจะได้รู้ราคา อย่างค่าเอฟทีในค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย มันเหมาะกับความเป็นจริงหรือไม่ แต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบรับ มันก็เลยทำให้มีการกินกันอยู่ในวงพวกกลุ่มนักการเมือง กลุ่มทุน

    หลัง คสช.ทำรัฐประหารปี 57 ผมก็เข้าใจว่า คสช.ก็คงเห็นว่าที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจถูกนำไปใช้เพื่อตอบสนองบางอย่าง เช่นทำนโยบายพักหนี้เกษตรกร เอาการเคหะฯ ไปทำบ้านเอื้ออาทร คสช.ก็คงคิดตอนแรกว่าจะเข้าไปปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็เห็นตรงกันเพราะพวกเรา สรส.ก็เห็นเหมือนกันว่า รัฐวิสาหกิจควรต้องปฏิรูป บนหลักคือปฏิรูปการบริหารจัดการ โดยต้องไม่ปฏิรูปความเป็นเจ้าของ เพราะรัฐวิสาหกิจประชาชนเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ผ่านการจ่ายภาษี โดยต่อมา คสช.มีการออกคำสั่ง ที่ 75 เมื่อ 30 มิ.ย.57 ตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสหากิจที่เรียก ซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจ ที่แตกต่างจากกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจที่เคยตั้งกันมาในอดีต เพราะในยุค คสช.มีการเอาตัวแทน กลุ่มทุน นักธุรกิจเข้ามาด้วยเช่น บรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารเกียรตินาคิน, บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย, รพี สุจริตกุล จากตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นต้น

    เราก็ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ตอนแรกว่า เอาคนเหล่านี้มามันจะปฏิรูปหรือแปรรูป ตอนหลังก็เริ่มชัด เพราะมีการจำแนกทรัพย์สิน-รายได้ออกมา รวมถึงงบลงทุนในรัฐวิสาหกิจ ผมก็คิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า สงสัยเขาจะเอารัฐวิสาหกิจเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ฯ สรส.จึงทำหนังสือไปถึงรัฐบาลตั้งแต่แรกๆ ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเราไม่ขัดข้องและเห็นด้วย พร้อมสนับสนุน แต่ต้องทำบนพื้นฐานของผลประโยชน์ประเทศชาติ ประชาชนอย่างแท้จริง แต่การที่ทำลักษณะเช่นนี้ มีแนวโน้มว่าจะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ข้างต้น

    จนต่อมาก็มีการออกร่าง พ.ร.บ.บรรษัทวิสาหกิจ ซึ่งจริงๆ แล้วแนวคิดการออกกฎหมายลักษณะเช่นนี้เคยคิดกันมาแล้วสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคนคิดเรื่องนี้ก็คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมัยเป็นรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ แต่ออกไม่ได้เพราะเพิ่งจะมีการแปรรูป ปตท.มา ทำให้คนก็รู้สึกไม่เห็นด้วย มีความกังวลใจ รัฐบาลทักษิณจึงเก็บเรื่องไว้ แล้วก็เงียบหายไปหลายปี แล้วก็มาโผล่ในยุค คสช.ที่มีการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกมา ที่ตอนแรกเรียกร่าง พ.ร.บ.บรรษัทวิสาหกิจฯ หรือโฮลดิงคอมปานี ซึ่งพอทราบเรื่องพวกเราก็รู้ทันทีว่าใครคิดเรื่องนี้ แล้วท้ายที่สุดจะนำไปสู่อะไร

    ...ช่วงที่เริ่มจะมีการออกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเราก็เริ่มเคลื่อนไหว เช่น สรส.เองได้ยกร่าง พ.ร.บ.ลักษณะใกล้เคียงกันประกบ ใช้ชื่อว่าร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากร่างของรัฐบาลมาก เช่น ของ สรส.ก็ให้มีกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่ง คนร.เราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า ที่สุดแล้วมันหนีการเมืองไม่ออก เพราะยังไงก็คงต้องเกี่ยวพันการเมือง เพียงแต่ของเราเสนอให้เป็นแบบจตุภาคี คือมีทั้งตัวแทนรัฐบาล ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ พนักงาน และตัวแทนเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน แล้วก็ให้มี กองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยกันเงินส่วนหนึ่งจากที่รัฐวิสาหกิจส่งให้กระทรวงการคลังปีละหนึ่งแสนล้านบาท ก็กันมาไว้ในกองทุนนี้ปีละ 40 เปอร์เซ็นต์ คือปีละ 4หมื่นล้านบาท เพื่อตั้งเป็นกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ แล้วนำเงินไปใช้พัฒนาและลงทุนในรัฐวิสาหกิจ เช่น ลงทุนในกิจการไฟฟ้า เพื่อทำให้มีการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แล้วก็ให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน นักลงทุนเข้ามาได้ แต่ไม่ให้เอารัฐวิสาหกิจเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะเข้าไปมันสุ่มเสี่ยงจะสูญเสียความเป็นเจ้าของ โมเดลแบบนี้ก็มีในหลายประเทศ โดยบางประเทศก็มีการออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วย แต่ที่เสนอไปรัฐบาลก็ไม่เอาด้วย

    ที่ผ่านมาก็สู้กันพอสมควรในการเสนอความเห็นเรื่องนี้ เช่นตอนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจัดเวทีระดมความเห็นในการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อเรารู้ข่าวเราก็ไปในเวทีดังกล่าว แต่ผู้จัดงานไม่ให้เขา บอกว่าไม่ได้เชิญ เราก็นั่งกันหน้าห้องเตรียมประท้วง จนสุดท้ายเขาก็เชิญเราเข้าไปร่วมแสดงความเห็น เราก็ไปให้ความเห็น โดยตอนนั้นนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าฯ ธปท.ที่เป็นกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลด้วยก็บอกกับพวกเราว่า หลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับฝ่ายเราอีกที โดยฝ่าย สรส.เราก็จัดเวทีเรื่องร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเช่นกันอีกหลายครั้ง บางเวทีก็เชิญ ดร.ประสาร หรือเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมาร่วมรับฟัง แล้วก็ให้ความเห็นในมุมมองของ สรส.ว่าเราไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพราะอะไร

    …จนกระทั่งร่างผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วมีการเผยแพร่ เราก็นำมาศึกษาดู ก็พบว่าเนื้อหาในร่างมันคนละแบบกันกับตอนแรกที่เราเคยออกมาคัดค้าน พบว่าร่างที่ผ่าน ครม.เนื้อหามันยิ่งไปกันใหญ่เลย ทำให้เมื่อมีการส่งร่างไปให้ สนช.เมื่อศุกร์ที่ 1 ก.ย. เราจึงไปยื่นหนังสือคัดค้านร่างฯ ดังกล่าวที่รัฐสภา

    ไม่เชื่อปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ

    สาวิทย์ วิพากษ์ว่า ที่ฝ่ายรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกร่างอ้างว่าหลักการและเนื้อหาในร่างฉบับนี้ จะทำให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจปลอดจากการเมืองนั้น หากไปดูในเนื้อหาตามร่างดังกล่าวจะพบว่าไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวอ้าง

    ...อย่างเช่นคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. ที่ตัวนายกฯ เป็นประธาน นอกจากนี้กรรมการคนอื่นๆ ก็มี ทั้งรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่งเป็นรองประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่ง คือ รมว.การคลัง รัฐมนตรีอื่นซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวน 2 คน แล้วก็จะมีกรรมการสายผู้ทรงคุณวุฒิใน คนร.ที่ ครม.แต่งตั้งอีก 5 คน

    “คำถามคือว่าแล้วจะทำให้รัฐวิสาหกิจปลอดจากการเมืองได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว จริงอยู่วันนี้รัฐบาลคือ คสช. นายกฯ มาจาก คสช. แต่อนาคตข้างหน้าก็ต้องมีการเลือกตั้ง แล้วการเมืองก็เข้ามา แล้วจะปลอดจากการเมืองได้อย่างไร”

    สาวิทย์-แกนนำ สรส. กล่าวอีกว่า สำหรับอำนาจหน้าที่ของ คนร.ตามร่างฉบับนี้หลักๆ คือเสนอความเห็นต่อ ครม.ในการควบหรือยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนในหุ้นที่บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติถือครอง จนพ้นสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจ หรืออำนาจของ คนร.ตามมาตรา 51 ที่เขียนว่าให้รัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังได้โอนหุ้นให้กับบรรษัทตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และให้นำกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพนักงานรัฐวิสาหกิจมาใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจนั้น ตราบเท่าที่บรรษัทยังคงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นทั้งหมดในรัฐวิสาหกิจนั้น

    ...ซึ่งความหมายก็คือ พนักงานก็ยังเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอยู่ ตราบใดที่บรรษัทยังคงถือหุ้นอยู่ แต่การที่เขียนไว้ว่า ตราบเท่าที่บรรษัทยังคงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นทั้งหมดในรัฐวิสาหกิจนั้น ความหมายก็คือ หากอนาคตถือหุ้นไม่ถึงร้อยละห้าสิบก็ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจอีกต่อไป พนักงานก็จะหลุดพ้นความเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจทันที โดยที่ร่างนี้ให้จำหน่ายจ่ายหุ้นได้ ไม่มีการกำหนดไว้ว่าจะ 49 เปอร์เซ็นต์ หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีการระบุไว้ เมื่อเป็นแบบนี้โดยเฉพาะที่เขียนไว้ ตราบเท่าที่บรรษัทยังคงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นทั้งหมดในรัฐวิสาหกิจนั้น ก็คือจากที่รัฐวิสาหกิจจะขายหุ้นได้ต้องไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้รัฐถือไว้ 51 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อไม่มีการเขียนกำหนดไว้ให้ชัดว่าห้ามขายเกิน 49 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าจะขายเท่าใดก็ได้ คือจะขายสัก 60 เปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ ไม่มีการปิดกั้นเอาไว้ ก็อยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าคนซื้อต้องการหรือไม่ คนขายจะขายหรือไม่ แล้วคนต่างชาติก็มาซื้อได้ โดยสามารถไประดมทุนในต่างประเทศก็ได้

    วิพากษ์โครงสร้างบรรษัทวิสาหกิจ

    นอกจากนี้ คนร.ยังมีหน้าที่แต่งตั้ง คณะกรรมการบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จำนวน 9 คน รวมถึงแต่งตั้งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่มาบริหารบรรษัท ซึ่งจะเห็นได้ว่าขั้นตอนเหล่านี้จะไม่มีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ เช่นภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเลย โดยตัวร่างนี้ห้ามพนักงานรัฐวิสาหกิจหรืออดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ เลยในการคัดสรรคนเข้าไปในโครงสร้างต่างๆ ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

    “มีการเขียนแบบสลับซับซ้อนมาก และเขียนแบบนี้ยิ่งทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงรัฐวิสาหกิจได้ง่ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าฮุบเลย ยกเข่งเลยแบบนี้ จากเดิมที่เวลาจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจแห่งไหน ต้องให้เป็นเรื่องของกระทรวงต้นสังกัดรัฐวิสาหกิจนั้นๆ แต่ต่อไปนี้ก็ให้เข้าไปที่บรรษัทเลยที่เดียว แล้วบรรษัทเขาก็ขายอยู่แล้ว”

    เมื่อถามว่า กระทรวงการคลังกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ อ้างว่าต้องออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ สาวิทย์-แกนนำ สรส. แย้งว่า มันไม่มีอะไรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพมากอย่างที่เห็นได้จากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จากทรัพย์สิน 5 ล้านล้านบาท มาเป็น 12 ล้านล้านบาท รายได้รวมจาก 1.5 ล้านล้านบาท มาเป็น 5 ล้านล้านบาท มันมีธุรกิจอะไรที่เติบโตได้ขนาดนี้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แบบรัฐวิสาหกิจ มันไม่มี แค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจแล้วหากมองในแง่ของกำไรขาดทุนจากการดำเนินการ แต่ก็มีรัฐวิสาหกิจบางแห่งเอากำไรไม่ได้ เช่น รถไฟ, ขสมก. ต้นทุนสองบาทต่อการเดินทางหนึ่งกิโลเมตรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน แต่รัฐให้เก็บค่าโดยสารรถไฟ 20 สตางค์ต่อกิโลเมตรจากประชาชน แล้วจะไปเอากำไรมาจากไหน แล้วรัฐบอกจะชดเชยหนี้ให้ แต่ก็ไม่ได้ชดเชย ไหนจะรถไฟฟรีอีก ที่ทำมาแล้วกี่ปี กี่รัฐบาล ก็ขาดทุนเพราะแบบนี้ เพราะนโยบายของรัฐบาล

    สาวิทย์ ย้ำอีกว่า กระบวนการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ผ่านมาของกระทรวงการคลังและรัฐบาล ไม่ได้มีการรับฟังความเห็นประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 แต่อย่างใด ไม่มีการรับฟังอะไรจากประชาชน แต่ใช้วิธีการจัดกันเอง มุบมิบจัด แล้วก็ไม่ได้ไปจัดในภูมิภาคด้วย จึงถือว่ากระบวนการยกร่างไม่ได้ทำตาม รธน.มาตรา 77 ขัด รธน.ชัดเจน ทางเราก็เตรียมข้อมูลไว้เหมือนกันว่าอาจจะร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ากระบวนการดังกล่าวไม่ชอบด้วย รธน.

    สาวิทย์-ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ย้ำอีกประเด็นว่า เนื้อหาในร่างดังกล่าวขัดกับหลักการปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ขัดกับอนุสัญญาสำคัญขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ International Labour Organization : ILO เพราะบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติที่จะตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ฯ จะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่เขียนให้ไม่มีสภาพเป็นราชการ ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยที่ปัจจุบันกฎหมายไม่ให้ข้าราชการตั้งสหภาพได้ ให้ได้เฉพาะรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่ การมีสหภาพอาจจะไปช่วยดูแลทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่ามหาศาล และยิ่งหากมีการขายหุ้นไปจนทำให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ คนที่ทำงานในหน่วยงานนั้นก็จะพ้นจากความเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจไปด้วย

    “หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาตามร่างเดิมหมดทุกอย่าง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจในแต่ละแห่งที่อยู่ใน 11 แห่งดังกล่าวก็จบ ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นสหภาพแบบที่เคยเป็นอยู่ได้ ต้องยุบไปเลย ถือเป็นการละเมิดสิทธิประชาชน”

    เมื่อถามว่าแล้วฝ่าย สรส.มีข้อเสนออย่างไรหากจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงรัฐวิสาหกิจ สาวิทย์ เสนอว่าก็ต้องให้มีภาคส่วนอื่นๆ ทางสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม เป็นคนที่ทำงานด้านนี้จริงจัง หรือแม้แต่นักวิชาการ ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาสังคม คืออาจไม่ต้องถึงกับไปร่วมวางแผนออกนโยบายบริหารรัฐวิสาหกิจ แต่เข้าไปช่วยนั่งตรวจสอบดูแล เช่น การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ หรือการให้ตัวแทนสหภาพรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งเข้าไปมีส่วนร่วมคอยช่วยตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น ตรวจสอบราคากลางโดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปเป็นบอร์ดก็ได้ แค่นั้นก็พอ เปิดพื้นที่ให้แค่นี้ก็พอแล้ว

    ไม่หวัง สนช.คว่ำ แค่ขอติดเบรกก่อน

    - คาดหวัง สนช.ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แค่ไหน เพราะเป็นร่างของรัฐบาลและรัฐบาลมีนโยบายเรื่องนี้ชัดเจน ยังไงดูแล้ว สนช.ก็ต้องโหวตผ่านออกมาเป็นกฎหมาย?

    ก็ไม่ได้ไปตำหนิ สนช.อะไรเขา แต่เมื่อดูจากที่ สนช.เคยผ่านกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ปิโตรเลียม แม้จะมีประชาชนออกมาคัดค้าน แต่หลักใหญ่ก็เป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการ ก็ไม่ได้คาดหวัง สนช.ทั้งหมด แต่คาดหวังกับ สนช.บางคนที่เคยต่อสู้กับเรื่องพวกนี้มา ว่าพวกเขาจะสื่อสารกับสังคมให้ได้เข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งก็เป็นความหวังแม้จะริบหรี่

    สิ่งที่พวกเราจะทำต่อไปก็คือการหาวิธีการเสนอความจริงต่อสังคม และหวังว่ารัฐบาลจะใจกว้างเพียงพอที่จะไม่มาควบคุม ปิดกั้นการจัดเวทีหรือการรณรงค์ของพวกเราที่จะสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้หากประกาศใช้จะมีผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก เพราะอย่างผมที่ทำงานด้านนี้มานาน อ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็รู้เลยว่าหากประกาศใช้แล้วทิศทางมันจะเป็นอย่างไร เพราะสู้กับเรื่องพวกนี้มาเกือบ 30 ปี เราก็เห็นเลยว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่มีทางเลยที่จะนำไปสู่การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจได้

    ที่สำคัญหากดูในหลักการ เหตุผลที่ยกมาอ้างในการร่างกฎหมายกับเนื้อหาสาระ รายละเอียดแต่ละมาตราแล้ว จะพบว่าขัดกันอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่การปฏิรูป แต่จะเป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่า แล้วแปรรูปคราวนี้จะหนักกว่าเก่า เพราะไม่ได้แปรรูปแบบรายแห่ง แต่จะแปรรูปแบบยกกระบิเลย โดยใช้วิธีการนำไปขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยไม่มีการลิมิตไว้ว่าจะขายได้ไม่เกินเท่าไหร่

    เพราะในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จะบอกว่ารัฐวิสาหกิจคือหน่วยงานของรัฐที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่หรือบริษัทลูกที่ไปตั้งขึ้นมาใหม่ โดยรัฐวิสาหกิจนั้นถือหุ้นเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ก็ถือเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ในร่างไม่ได้เขียนกำหนดไว้ตายตัวว่าจะต้องเป็นรัฐวิสาหกิจเสมอไป คือบริษัทแม่หรือบริษัทลูกก็สามารถจะขายหุ้นได้

    ยกตัวอย่าง หากจำกันได้สมัยกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็น รมว.คลัง แล้วมีการขายหุ้น ปตท.-การบินไทย 2 เปอร์เซ็นต์ให้กับกองทุนวายุภักษ์ ก็ทำให้จากที่เราไม่เคยรู้ คือเดิมทีรัฐวิสาหกิจพวกนี้คลังเคยถือไว้ 50-70 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ลดลงมาเรื่อยๆ โดยประชาชนไม่รู้ จนมาพบทีหลังว่าคลังเหลือหุ้นในบริษัทพวกนี้แค่ 51 เปอร์เซ็นต์ แล้วพอเหลือ 51 เปอร์เซ็นต์ก็จะมาขายให้กองทุนวายุภักษ์ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมารู้กันทีหลังว่าไม่ใช่กองทุนของรัฐ แต่เป็นกองทุนเปิดที่ระดมทุนทั่วไป ซึ่งหากขายไป 2 เปอร์เซ็นต์จะทำให้รัฐเหลือหุ้นไม่ถึง 51 เปอร์เซ็นต์ ทำให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมันจะควบคุมไม่ได้ แต่ในร่างฉบับนี้มีการเขียนลากไม่ให้มีลิมิตเอาไว้ สำหรับรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง เมื่อไม่มีลิมิตไว้มันก็อาจจะมีการขายหุ้น เช่น ปตท. การบินไทย ไปเรื่อยจนรัฐถือหุ้นไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งหากบริษัทแม่ไป บริษัทลูกก็ต้องไปด้วย ก็จะไม่เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว

    ...ตัวอย่างก็เช่นกรณีบริษัทน้ำมันบางจาก เดิมทีก็เป็นรัฐวิสาหกิจโดย ปตท.ถือหุ้นใหญ่ พอ ปตท.ขายหุ้นไปก็ทำให้บางจากต้องพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ มันจะไปเป็นพวง ถ้าบริษัทแม่ไป บริษัทลูกก็ไปด้วย

    - ฝ่าย สคร.ก็เคยออกมายืนยันว่าจะไม่นำไปสู่การแปรรูป แต่ก็มีบางฝ่ายเช่น ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง มองว่าแม้รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทแม่อาจไม่ถูกแปรรูป แต่บริษัทลูกอาจถูกแปรรูป หรือคนเข้าไปซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทลูกได้?

    ใช่ บริษัทลูกมันอาจจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมันอยู่ในอำนาจของบริษัทแม่ที่อาจจะขายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้ารัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทแม่โดนขายหุ้นแบบไม่มีลิมิตแล้วพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ บริษัทลูกทั้งหมดก็ต้องไปพร้อมกันหมด จะมีบริษัทลูกกี่แห่งก็ตามก็ไปเป็นพวงเลย

    ถามเพื่อให้ สาวิทย์ สรุปให้ชัดๆ ว่าหากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง เขาตอบกลับมาโดยยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่จะมีการนำรัฐวิสาหกิจเข้าไปในบรรษัทรวม 11 แห่ง เช่น บริษัท กสท กับบริษัท ทีโอที ที่ดูแลเรื่องระบบการสื่อสารโทรคมนาคม โดย กสท ดูแลระบบในต่างประเทศ แล้วทีโอทีดูแลในประเทศภายใต้ระบบเครือข่ายต่างๆ ซึ่งหากสุดท้ายถ้ามีการขายหุ้นกันไปจนพ้นความเป็นรัฐวิสาหกิจ พวกระบบสื่อสารต่างๆ เช่น เกตเวย์ ใต้น้ำ ระบบสื่อสารในประเทศ กิจการภายในต่างๆ บริษัทลูกทั้งหลายที่จะตั้งมันก็จะไปหมด ซึ่งหากเอกชนคิดจะซื้อให้ได้หุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 โดยจะเป็นกิจการของไทยหรือต่างประเทศต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นได้ จะทำให้ระบบสื่อสารโทรคมนาคมก็อาจจะไปตกอยู่ในมือกลุ่มทุนเหล่านั้น โดยเฉพาะหากเป็นของต่างประเทศ แล้วรัฐจะควบคุมอย่างไร

    ท้ายสุดระบบสื่อสารโทรนาคมของประเทศอาจจะถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนไม่กี่คน เขาอาจไม่ได้ต้องการทีโอที-กสท ก็ได้ คือไปซื้อหุ้นมาโดยไม่ได้คิดจะใช้ประโยชน์ แต่ซื้อทิ้งไว้เพื่อไม่ให้มาทำกิจการขวางเขา เขาจะได้ทำกำไรอย่างเต็มที่ หรืออย่างการบินไทยที่มีคู่แข่งมากมาย การแข่งขันในอนาคต จริงๆ อาจไม่ได้ต้องการการบินไทย แต่สิ่งที่มีมูลค่าของการบินไทยคือ เส้นทางการบิน ที่สำคัญ เพราะมันมีไลเซนส์การบินระหว่างประเทศอยู่ หรืออย่างพื้นที่ในสนามบินที่อยู่ในการดูแลของบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) โดยเฉพาะพื้นที่พาณิชย์ต่อไปอาจจะเหลือแต่รันเวย์

    เชื่อมีแปรรูปตามมาอีกหลายแห่ง

    สาวิทย์ กล่าวต่อไปว่า แม้รัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ทั้งหมดจะเข้าไปในโครงสร้างบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติก่อน 11 แห่ง แต่อนาคตข้างหน้าถามว่ารัฐวิสาหกิจแห่งอื่นๆ จะรอดหรือไม่ ดูแล้วก็ไม่รอด เพราะในมาตรา 49 ตามร่างเขียนไว้ว่า ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ ให้ คนร.พิจารณาสั่งการให้กระทรวงการคลังโอนหุ้นที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ในรัฐวิสาหกิจตามบัญชีรายชื่อท้าย พ.ร.บ.นี้ให้แก่บรรษัทวิสาหกิจฯ ที่ก็คือ 11 แห่ง แต่ในวรรคสองของมาตรานี้เขียนไว้ว่า “การโอนหุ้นของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่กระทรวงการคลังมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50 ให้แก่บรรษัท นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้กระทำโดยความเห็นชอบของ คนร.”

    …ที่ก็คือหากจะมีการโอนหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจไปให้บรรษัท เพื่อทำให้รัฐวิสาหกิจเข้ามาอยู่ในบรรษัท ก็จะต้องทำให้รัฐวิสาหกิจนั้นมีสภาพเป็นบริษัทก่อน รัฐวิสาหกิจอื่นๆ นอกจาก 11 แห่งดังกล่าวก็อาจไม่รอดเหมือนกัน มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเอารัฐวิสาหกิจเข้าไปอยู่ในบรรษัทวิสาหกิจฯ หรือไม่

    ยกตัวอย่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย แม้จะมีหนี้อยู่ประมาณหนึ่งแสนล้าน แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการบริการที่ต่ำกว่าทุน แต่การรถไฟฯ มีทรัพย์สินอยู่ 6 แสนล้านบาท การรถไฟฯ ก็มีความพยายามจะตั้งเป็นบริษัทลูกต่างๆ เช่น บริษัทจัดการทรัพย์สิน บริษัทซ่อมบำรุงทาง บริษัทเดินรถ หากตั้งบริษัทขึ้นมาได้ก็สามารถนำทรัพย์สินต่างๆ เข้าไปอยู่ในบริษัทที่ตั้งขึ้นมาได้ หรืออย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ก็จะตั้งบริษัทสายส่งจำกัด บริษัทควบคุมระบบไฟฟ้า ก็จะต้องมีการโอนสินทรัพย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทลูกเหล่านั้นไปไว้ในบริษัทลูก หรือยกตัวอย่างเช่น เอาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เอาการประปานครหลวงมาทำให้เป็นบริษัท แล้วก็โอนหุ้นของคลังมาให้บรรษัทวิสาหกิจฯ แล้วก็นำหุ้นไปขายกันแบบเสรี หากขายกันไปเกินกว่า 51 เปอร์เซ็นต์ ความเป็นรัฐวิสาหกิจก็จะสูญสิ้นสภาพไป ก็ทำให้กลายเป็นเอกชน ระบบการประปาก็จะเกิดการผูกขาด คนที่เคยใช้น้ำใช้ไฟก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย รัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่ให้บริการประชาชน แต่ต่อไปหากมีสภาพเป็นแบบนั้นก็จะไปเน้นเรื่องผลกำไรขาดทุน ประชาชนก็จะได้รับผลกระทบตามมา

    ..วันนี้คนอาจจะยังไม่เห็น มันยังไม่เกิดขึ้น แต่สังคมภายนอกอาจมองเราว่าเราวิตกเกินไปหรือไม่ แต่เรื่องพวกนี้เราก็เคยบอกเคยสู้มาแล้วตั้งแต่ตอนเรื่อง ปตท.ที่ประชาชนออกมาโวยวายกันช่วงหลัง แต่เราสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2542

    “ทั้งหมดเห็นได้ว่ามีการเตรียมการระยะยาว มีการคิดแบบล้ำลึกมาก เรื่องนี้คิดหลายชั้น”

    นอกจากนี้ตัวร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเขียนไว้ไม่ให้การดำเนินการของบรรษัทวิสาหกิจฯ ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสถาบันการตรวจสอบบัญชีที่ สตง.รับรองมาตรวจสอบบัญชีบรรษัท แต่ให้ใช้ผู้ตรวจสอบบัญชีที่กระทรวงการคลังเห็นชอบมาตรวจสอบซึ่งจะเป็นฝ่ายไหนก็ไม่รู้ ทั้งที่รัฐวิสาหกิจเป็นของประชาชนตั้งแต่เริ่มแรก แต่เมื่อจะแปรสภาพกลับจะไม่ให้ประชาชนตรวจสอบ

    สาวิทย์ บอกถึงการเคลื่อนไหวของ สรส.เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว แม้ดูแล้ว สนช.น่าจะให้ความเห็นชอบร่างที่รัฐบาลส่งมาว่าทาง สรส.ก็ต้องมีการขยับ เพราะเราไม่ได้ต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว เพราะเราต้องการให้รัฐวิสาหกิจทำหน้าที่เพื่อประชาชน โดยส่วนไหนต้องหารายได้ก็ทำไป แต่ส่วนไหนต้องทำเพื่อสาธารณะก็ต้องให้เพื่อสาธารณะไป เราก็ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องในรัฐวิสาหกิจในเครือข่ายที่อยู่ใน 45 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ในเครือข่ายของ สรส. รวมถึงเครือข่ายในภูมิภาค จากนั้นก็จะไปคุยกับเครือข่ายภาคประชาชนที่เคยต่อสู้ ร่วมกันเคลื่อนไหวกันมา เพื่อไปพูดคุยให้เข้าใจว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีความเลวร้ายอย่างไร เรื่องนี้ก็อยากให้สังคมช่วยกันจับตา เพราะเป็นเรื่องที่ก็จะเกี่ยวข้องกับหลายคน

    “พวกผมก็จะพยายามสู้เต็มที่แม้จะถูกมองว่าเป็นพวกขัดขวางการพัฒนา ขัดขวางการลงทุน แต่ผมก็พร้อมยอมให้รัฐบาลตราหน้าว่าขัดขวาง ดีกว่าที่จะยอมให้ผลประโยชน์ของประเทศชาติตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนที่หวังแต่ผลประโยชน์ ผลกำไรอย่างเดียว ยืนยันเราก็ต้องเดินหน้าทำความจริงให้ปรากฏต่อสังคม".

  • เปลว สีเงิน

    ว่าจะงด ไม่พูดถึง "บิ๊กป้อม" สักวัน..... แต่...มาอีกแล้วครับ ประเภทมีปากเอาไว้พูดอย่างเดียว ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น... เมื่อไหร่จะเลิกเสียที! เรื่องการเสียชีวิตของ "น้องเมย" นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ ๑ ขอให้ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน
  • บทบรรณาธิการ

    รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้ประกาศใช้วาระแห่งชาติ เรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอมา
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ส่งตัวเอกซเรย์ที่รพ.พัก2วันค่อยเดินหน้า ฮีโร่หัวใจแกร่ง สุดท้ายก็พ่ายสัง ขาร แพทย์สั่งตูนหยุดวิ่งกลางคันหลังตรวจพบขาขวาเจ็บ กล้ามเนื้ออักเสบ ส่งเอกซเรย์ที่ รพ.บางสะพาน
    อาจารย์ปริญญารณรงค์ "ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน" ยื่นหนังสือถึง กก.ปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม เลิกใช้หลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาคดี เผยมีคนจนเข้าคุกถึง 6.6 หมื่นคนเพราะไร้เงินประกัน เสนอใช้หลักประเมินความเสี่ยงในการหลบหนีแทน
    นักดำน้ำทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันตื่นตาเมื่อพบฉลามวาฬว่ายวนเวียนบริเวณจุดดำน้ำในทะเลจังหวัดตราด
  • x-cite inside

    ได้รับทั้งเสียงปรบมือและยอดบริจาคท่วมท้นสำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากเบตงสู่แม่สาย ของ พี่ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินวงบอดี้สแลม กับภารกิจเพื่อสังคมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมาย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไอดอลของวัยรุ่นที่สลัดไมค์ร้องเพลงมาเป็นทำงานจิตอาสา
    ณ ตอนนี้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ จะมีรายการแชร์และส่งต่อ ขอความช่วยเหลือพี่น้องผองไทย!! ช่วยกันโหวตให้ "มารีญา พูลเลิศลาภ" ตัวแทนสาวไทยในการประกวดนางงามจักรวาลปี 2017
    ในยุคนี้ความเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมุ่งเน้นแต่เรียนอย่างเดียวอาจตกยุคไปแล้ว เพราะงานวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกพบว่า หากพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางกายด้วยการออกมาเล่น (Active Play) หรือออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที จะทำให้พัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่จดจ่อมุ่งแต่นั่งเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว