เด้งผกก.ทุ่งยางแดงทุบตีลูกน้อง

  • Thursday, September 14, 2017 - 00:00


    พ.ต.อ.พฤกษ์ เลี้ยงสุข

    เด้ง ผกก.สภ.ทุ่งยางแดง ช่วยราชการที่บก.ภ.ปัตตานี หลังลูกน้อง 25 นายลงชื่อร้อง มทภ.4 ลุอำนาจ ด่าทอทำร้ายทุบตีต่อหน้า ปชช. ผบก.ปัตตานี เผยเบื้องลึกลูกน้องหลายคนประพฤติไม่เหมาะสม หนีราชการ เที่ยว ติดยา กก.ปฏิรูปตำรวจเห็นชอบกระจายอำนาจให้กองบัญชาการภาคโยกย้ายกันเอง หวังให้เติบโตทำงานตามที่สังกัด

    เมื่อวันพุธ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงกรณีตำรวจ สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่มิชอบของ พ.ต.อ.พฤกษ์ เลี้ยงสุข ผู้กำกับการ สภ.ทุ่งยางแดง กรณีด่าทอทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนตามที่เป็นข่าวแล้ว จากการสืบหาข้อมูลเบื้องต้นจากหลายทาง ก็เชื่อว่าข้อร้องเรียนมีมูล ซึ่งอาจทำให้เกิดความเครียดจากการทำงาน จึงต้องไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม เบื้องต้นได้ให้ผู้บังคับบัญชาของ พ.ต.อ.พฤกษ์ พิจารณาเรื่องการย้ายออกนอกพื้นที่ก่อน เพื่อลดแรงกดดันและแรงต่อต้านจากทั้งข้าราชการและคนในพื้นที่

    วันเดียวกัน พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ได้เรียกประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจที่เข้าชื่อร้องเรียน ผกก.สภ.ทุ่งยางแดง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา โดยประชุมกันที่ห้องประชุมบนโรงพักทุ่งยางแดง ขณะที่ พ.ต.อ.พฤกษ์อยู่ในช่วงลาพัก ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 2 วันแล้ว จึงไม่ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มข้าราชการตำรวจ สภ.ยางแดง ร่วมกันทำหนังสือขอความเป็นธรรม ถึง พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4, ผอ.รมน.ภาค 4 ร้องเรียนการปปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พ.ต.อ.พฤกษ์ โดยมีตำรวจชั้นประทวนทั้ง 25 นาย ร่วมกันลงลายมือชื่อ และเดินทางไปยื่นต่อ พล.ท.ปิยวัฒน์ และนายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

    หนังสือดังกล่าวระบุว่า ได้รับผลกระทบในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ พ.ต.อ.พฤกษ์ และมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ สร้างเงื่อนไขต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 7 ข้อ คือ 1.มีการลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายทุบตี ตบหน้า เตะต่อยผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับชั้นสัญญาบัตรลงมาจนถึงชั้นประทวนในขณะปฏิบัติหน้าที่ต่อหน้าธารกำนัลซึ่งเป็นประชาชน ทำให้กำลังพลอับอาย เสียขวัญ และเสื่อมเสียเกียรติของตำรวจ 2.การพูดถากถางดูหมิ่นผู้ใต้บังคับบัญชาที่นับถือศาสนาอิสลามในการปฏิบัติศาสนกิจของกำลังพล 3.มีการด่าทอผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยถ้อยคำหยาบคาย ซึ่งเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า และมีการด่าทอบุพการีอยู่เป็นประจำ

    4.มีการใช้งานผู้ใต้บังคับบัญชาตรากตรำเกินไป โดยไม่มีวันหยุดให้พักผ่อน สร้างความเหนื่อยล้าและตึงเครียดให้แก่กำลังพลเป็นอย่างมาก 5.ไม่เคยรับฟังปัญหาหรือเหตุผลของผู้ใต้บังคับบัญชา และทำโทษด้วยการให้ยืนเข้าเวรยามท่ามกลางแดดกลางฝน และหมอบคลานกลิ้งมวนหน้า 6.ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมเมื่อจะใช้งานผู้ใต้บังคับบัญชาก็เรียกมาใช้งาน เมื่อไม่พอใจหรือเสร็จงานก็ไล่ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ใช่มนุษย์ 7.ชอบมีปากเสียง และเชิงข่มขู่กับประชาชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจ และรวมตัวกันประท้วง แต่นายอำเภอทุ่งยางแดงได้ขอร้องไว้

    นอกจากนี้ ยังมีคลิปเสียงที่ระบุว่า พ.ต.อ.พฤกษ์ กำลังด่าทอผู้ใต้บังคับบัญชานายหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยคำหยาบคายด้วย

    ต่อมาช่วงค่ำ พล.ต.ต.ปิยวัฒน์ เจริญศรี ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่องตนได้เดินทางไปที่ สภ.ทุ่งยางแดง เบื้องต้นได้เข้าไปพูดคุยสอบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ได้ข้อมูลมาพอสมควร ส่วนการตรวจสอบเชิงลึกได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ภูดิศ ฐาริสประเสริฐ รอง ผบก.จว.ปัตตานี เป็นหัวหน้าชุดในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นต้องใช้อำนาจบริหารในการปรับแก้ปัญหาเบื้องต้น โดยให้ พ.ต.อ.พฤกษ์ไปช่วยราชการที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร้องเรียน ได้ปรับหน้าที่ใหม่เพื่อลดความขัดแย้ง

    พล.ต.ต.ปิยวัฒน์กล่าวว่า โดยส่วนตัว พ.ต.อ.พฤกษ์ เป็นคนจริงจังกับงาน มีการพัฒนาโรงพักไปในทางที่ดีขึ้น มีความเข้มแข็ง ตำรวจไม่เจ็บไม่ตายมาเป็นปี โจรผู้ร้ายลดลง แต่ตามนิสัยส่วนตัวเป็นคนพูดตรงๆ ตามที่มีในคลิป ส่วนในทางกลับกัน ตำรวจที่ถูก ผกก.ด่าตามที่เป็นคลิปก็มีนิสัยที่เกเร ปัญหาหมักหมมมานาน พ.ต.อ.พฤกษ์จึงเข้าไปแก้ปัญหา แต่คำพูดที่พูดออกไปแรง ซึ่งการด่าในคลิปนั้น เนื่องจากตำรวจกลุ่มดังกล่าวที่มีปัญหาแอบเอารถไปเที่ยว ไม่ยอมเอารถมาจอดในโรงพัก ผกก.ไปพบเข้าจึงเป็นคลิปเสียงตามที่เป็นข่าว

    “ว่ากันตามตรง ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีปัญหาเยอะ เบื้องลึกมีความประพฤติไม่เหมาะสมหลายคน มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏพอสมควร หนีราชการ เที่ยวติดยา เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ ผกก.นำเข้ามาไว้ที่โรงพัก พูดกันตรงๆอย่างนี้ไม่อ้อมค้อม ส่วนตำรวจที่วินัยดีเขาก็ไม่มีปัญหา” ผบก.ภ.จว.ปัตตานีกล่าว

    ที่รัฐสภา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ แถลงผลการประชุมว่า คณะอนุกรรมการด้านหน้าที่อำนาจและภารกิจของตำรวจที่มีนายมนุชญ์ วัฒนโกเมร เป็นประธาน ได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการกระจายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบในหลักการตามที่คณะอนุกรรมการฯ เสนอ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.การบริหารงานบุคคล 2.งบประมาณ และ 3.การบริหารงานภายใน ทั้ง 3 หลักการจะเป็นการกระจายอำนาจให้กองบัญชาการที่สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติบริหารกันเอาเอง

    "เช่นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจภายในกองบัญชาการภาค จะเป็นอำนาจของผู้บัญชาการภาค โดยจะไม่สามารถโยกย้ายข้าราชการตำรวจข้ามภาคได้ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถเติบโตได้หน่วยงานที่สังกัด แต่อาจจะกำหนดสามารถย้ายข้ามภาคได้เฉพาะข้าราชการตำรวจในบางระดับ ส่วนเรื่องงบประมาณนั้น จะต้องแก้ไข พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเหล่านี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ ไปกำหนดรายละเอียดอีกครั้ง"

    นายสมคิดกล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบกับการให้มีการรับฟังความคิดเห็นด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก 3 ครั้ง แบ่งเป็น กลุ่มสภาทนายความ สื่อมวลชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ซึ่งในกรณีของการสัมภาษณ์นายสุเทพนั้น เพราะเห็นว่าเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกิจการตำรวจมาก่อน นายสุเทพยังเคยเป็นแกนนำในการชุมนุม ซึ่งเคยมีความขัดแย้งกับตำรวจ ขณะที่การต้องไปสอบถามความคิดเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะกรรมการฯ ต้องทราบถึงปัญหาในข้อกฎหมายต่างๆเกี่ยวกับการบริหารงานตำรวจ

    เมื่อถามว่า เมื่อมีการแบ่งแยกอำนาจไปแล้ว ต่อไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะมีบทบาทอย่างไร นายสมคิดกล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการพูดเบื้องต้นว่ามีแนวโน้มอาจจะให้คงไว้เฉพาะคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยอาจจะไม่มีคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (กตช.) เพื่อให้มีคณะกรรมการเพียงชุดเดียวเหมือนกับองค์กรอื่นๆ เช่น ข้าราชการอัยการก็จะมีเฉพาะคณะกรรมการข้าราชการอัยการ (ก.อ.) ทั้งนี้ เพื่อให้ตำรวจปกครองกันเองโดยที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังไม่ได้ข้อยุติอย่างเป็นทางการ เพราะต้องไปกำหนดโครงสร้างของ ก.ตร.ให้มีความชัดเจนด้วย.

  • เปลว สีเงิน

    ไป "ปัตตานี-สงขลา" มา ๒ วัน ครับ......... ไปกราบ "หลวงพ่อทวด" ที่วัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ และ "เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว" ที่ศาลในตัวเมืองปัตตานี แล้วแวะกินชาชัก แกล้มโรตีกรอบราดนมข้น ที่ล็อบบีโรงแรม C.S.ปัตตานี ของคุณป๋อง "อนุศาสน์ สุวรรณมงคล"
  • บทบรรณาธิการ

    การนำเสนอข้อมูล แสดงความเห็น และการวิพากษ์วิจารณ์กรณี นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิต เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ที่โรงเรียนเตรียมทหาร ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้าม เพราะการยิ่งพูด ยิ่งนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน คือประโยชน์ที่คนในสังคมในภาพรวมจะได้นำไปคิดพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะในเรื่องดังกล่าวมีองค์ประกอบของเรื่องราวตามข้อเท็จจริงหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย สร้างความกระจ่าง ในส่วนการวิจารณ์โดยฉวยโอกาสนำประเด็นดังกล่าวมาโจมตีทางการเมือง ก็ไม่ต้องให้ความสำคัญ
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ตูน บอดี้สแลม ใช้เวลาช่วงฟื้นร่างกายตระเวนมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬาหลายโรงเรียน ครูแต่งเพลง "ก้าวที่ยิ่งใหญ่" ให้ นร.ร้องต้อนรับ รพ.บางสะพานมอบเงินจากการขายเสื้อ 3.7 ล้านสมทบก้าวคนละก้าว คนไทยในแอลเอนับร้อยนัดรวมพลังวิ่งการกุศล 17 ธ.ค.หาทุนอีกแรง ขณะที่ "บัวขาว" ออกสตาร์ทเสาร์นี้
    ศาลอนุมัติหมายจับ "ครูจอมทรัพย์-ครูอ๋อง" โดน 2 ข้อหาหนักอั้งยี่ซ่องโจร-เบิกความเท็จ ตำรวจรวบทันควัน
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้ มีผู้ต้องขังชายอยู่ระหว่างฝากขัง จำนวน 2 ราย หลบหนีออกจากเรือนจำกลางเพชรบุรี ทราบชื่อต่อมา คือ นช.ธวัชชัย มะลิแย้ม อายุ 33 ปี และ นช.เอกชัย เคลือบแก้ว 36ปี
  • x-cite inside

    รู้หรือไม่ว่าคำหนึ่งคำสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ตั้งมากมาย เพราะทุกครั้งที่เปล่งวาจาออกมาจะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นความหมาย น้ำเสียง หรืออารมณ์ จนบางครั้งมันกลายเป็นการสร้างรอยแผลไว้ในใจคนฟัง แม้ว่าผู้พูดจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
    วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นมหากาพย์ในโลกโซเชียลกันเลยทีเดียว สำหรับกรณี "สาวนางหนึ่ง" ยืนอุ๊บอิ๊บ..ที่ตรงนี้ชั้นจองแล้วนะเธอ เป็นเหตุให้ผู้ขับรถจะเลี้ยวเข้าจอดรถในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง..ทนไม่ไหว!!! ต้องลุกขึ้นต่อว่าต่อขาน และถ่ายคลิปประจานกันให้เห็นกันจะจะ ว่าอะไรคือสิทธิ?? อะไรคือแซงคิว??
    แม้ว่ากลุ่มคนไร้บ้านอาจจะถูกมองว่าเป็นอันตราย หรือเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเหล่านั้นจะต้องถูกเลือกปฏิบัติและถูกผลักออกจากสังคม โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ อย่างเช่น เข้ารักษาพยาบาลจากภาครัฐที่ควรจะได้รับเท่าเทียมกับคนไทยทั่วไป มิใช่ถูกกีดกันให้ออกจากความเป็นมนุษย์อย่างที่พบเจอ