"สพฐ."ยันไม่มีนโยบายสอบเข้าป.1

  • Thursday, November 9, 2017 - 00:00


    "บุญรักษ์" ยันไม่มีนโยบายสอบเข้า ป.1 เป็นอำนาจโรงเรียนบริหารจัดการ เตรียมศึกษารายละเอียด หารือการดำเนินการ ย้ำปฏิรูปการศึกษาเน้นให้เด็กค้นพบตัวเอง กระตุ้นโรงเรียนจัดโปรแกรมการเรียนการสอนให้มีความหลากหลาย

    นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา มีข้อเสนอให้ยกเลิกการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ว่า ตนคิดว่าในหลักการควรที่จะไม่ให้มีการสอบคัดเลือก เพราะการศึกษาในระดับ ป.1 ถือเป็นการศึกษาภาคบังคับที่เด็กทุกคนจะต้องได้เรียน ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ไม่ได้มีนโยบายในเรื่องการสอบคัดเลือกเด็กเพื่อเข้าเรียนต่อในชั้น ป.1 ด้วย แต่วิธีการสอบคัดเลือกอาจจะเป็นวิธีการของบางโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง เพราะต้องยอมรับว่าโรงเรียนมีความอิสระที่จะบริหารจัดการเกี่ยวกับงานวิชาการ แต่ไม่ใช่นโยบายจากทางส่วนกลางว่าจะต้องมีการสอบเพื่อคัดเลือกเด็กเข้าเรียนต่อ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาในรายละเอียดว่ามีโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอยู่หรือไม่ จำนวนมากน้อยเท่าไร แล้วจะมีการหารือเกี่ยวกับการดำเนินการต่อไป

    "เมื่อคณะกรรมการอิสระฯ ให้ความเห็นมา สพฐ.ก็เห็นพ้องอยู่แล้ว เพราะ สพฐ.มีโรงเรียนมากมายที่ต้องการให้เด็กเข้าเรียน เราพร้อมรับเด็กทุกคน" เลขาฯ กพฐ.กล่าว

    นายบุญรักษ์ยังกล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่าตนได้เน้นย้ำประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่จะต้องเน้นให้เด็กได้ค้นพบตัวตน โดยเฉพาะการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลักสูตรจะมีการแบ่งกลุ่มสาระวิชาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวิชาพื้นฐาน และกลุ่มวิชาเพิ่มเติม ที่ สพฐ.จะกระตุ้นโรงเรียนได้เปลี่ยนมุมมองการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มวิชาเพิ่มเติม จากเดิมที่จัดการเรียนการสอนตามความพร้อมของโรงเรียน ให้มาจัดตามความต้องการของเด็ก จัดโปรแกรมการเรียนการสอนให้มีความหลากหลาย เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเก่งวิชาการ แต่บางคนอาจจะมีความสนใจทักษะที่จะใช้ในการประกอบอาชีพได้ และเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กก็จะรู้ว่าตัวถนัดและต้องการเรียนต่อไปในทิศทางใด และสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็จะต้องให้เด็กค้นพบตัวตนแล้วได้มีการฝึกฝนความถนัดตามความสนใจ

    "เร็วๆ นี้ผมจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบในการจัดโปรแกรมการเรียนเพื่อชีวิต โดยจะมีการเรียนเรื่องการทำโรงสีข้าว การทำนา เลี้ยงสัตว์ หรือแม้กระทั่งงานหัตถกรรมและอุตสาหกรรมด้วย เพื่อที่จะจัดทำโปรแกรมรวมการเรียนทักษะอาชีพที่มีอยู่ในมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายทั่วประเทศในรูปแบบวิดีโอ เก็บไว้ในคลาวด์ เพื่อที่จะให้เด็กที่สนใจได้เรียนทักษะอาชีพแบบหลักสูตรระยะสั้นๆ จนค้นว่าตัวตนของตนเอง" เลขาฯ กพฐ.กล่าว.

  • เปลว สีเงิน

    แหม....ชาวโซเชียลตามติดยิ่งกว่าคู่จิ้น! เสียงกริ๊ดดังไล่หลังยิ่งกว่าฉาก “แจ็ค"กับ"โรส” ยืนกอดกันบนหัวเรือไททานิก "บิ๊กตู่" กับ "บิ๊กป้อม" ไม่เจอหน้ากันหลายวัน วานนี้(๒๐ พฤศจิกายน) ไฟต์บังคับต้องไปเจอกันบนเรือหลวงถลาง
  • บทบรรณาธิการ

    สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดย ป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสออกเป็น 5 ดัชนี
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ขณะไปตรวจรถชนกันคนขับวัย71อ้างตาไม่ดีดาบตำรวจนำกำลังไปตรวจสอบคดีรถชนกันในตัวเมืองชัยภูมิ เฒ่าวัย 71 ซิ่งกระบะฝ่าสัญญาณไฟพุ่งชนเต็มแรงแล้วลากร่างไปไกลสุดที่จะยื้อชีวิต
    ตูนซึ้งใจกราบคุณตาขาขาดวัย 90 ปีที่เจียดเบี้ยยังชีพคนพิการสมทบก้าวคนละก้าว ด้านเชษฐ์สไมล์บัฟฟาโลออกวิ่งในเมืองชลหาทุนให้อีกกว่า 5 แสนบาท
    เครื่องเล่นโมบายปลาหมึกยักษ์ในงานนมัส การพระสมุทรเจดีย์โค่นลงมาทั้งยวง ทำเอาผู้ใหญ่ เด็กที่ขึ้นไปนั่งบาดเจ็บไปตามๆ รมต.ออมสินรีบไปตรวจสอบ พบไม่ได้ขออนุญาต
  • x-cite inside

    ได้รับทั้งเสียงปรบมือและยอดบริจาคท่วมท้นสำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากเบตงสู่แม่สาย ของ พี่ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินวงบอดี้สแลม กับภารกิจเพื่อสังคมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมาย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไอดอลของวัยรุ่นที่สลัดไมค์ร้องเพลงมาเป็นทำงานจิตอาสา
    ณ ตอนนี้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ จะมีรายการแชร์และส่งต่อ ขอความช่วยเหลือพี่น้องผองไทย!! ช่วยกันโหวตให้ "มารีญา พูลเลิศลาภ" ตัวแทนสาวไทยในการประกวดนางงามจักรวาลปี 2017
    ในยุคนี้ความเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมุ่งเน้นแต่เรียนอย่างเดียวอาจตกยุคไปแล้ว เพราะงานวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกพบว่า หากพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางกายด้วยการออกมาเล่น (Active Play) หรือออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที จะทำให้พัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่จดจ่อมุ่งแต่นั่งเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว