บทความในสัปดาห์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากปาฐกถาของศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ที่แสดงที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
หัวข้อปาฐกถาคือ “ระบอบสังคมการเมืองที่ขัดฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง” ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 และ “นิติราษฎร์” ผู้เกิดก่อนกาล
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีข่าวดังที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจทั่วโลก อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน เพราะหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคอรัปชั่นที่มีขนาดใหญ่ (หมายถึงจำนวนเงิน) พอสมควร สองเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาลและการตัดสินคดีที่เด็ดขาด และบูรณาการมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมอ่านเจอบทความโฆษณาเว็บไซต์เว็บหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมสนใจมากๆ จนกระทั่งต้องสละเวลาเข้าไปท่องเว็บดังกล่าวดูอยู่นานพอสมควร วันนี้จึงขออนุญาตหักมุมนำท่านผู้อ่านไปรู้จักกับเว็บไซต์ดังกล่าว
ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? หรือ www.whereisthailand.info
พรรคคอมมิวนิสต์จีนฉลองครบรอบ 90 ปีของการก่อตั้งพรรคไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมปีที่ผ่านมา โดยมีแขกเหรื่อเข้าร่วมมากกว่าปีก่อนๆ และมีการใช้ “สื่อ” ต่างๆ เข้าช่วยในการเผยแพร่มากกว่าปกติ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีวัตถุประสงค์อะไรบางอย่างเป็นกรณีพิเศษ แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีอะไรเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนัก จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดถึง
ผมเพิ่งกลับจากอินเดีย ได้ไปสัมผัสความเป็นอินเดีย......โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความเป็นชนบทอินเดีย” ซึ่งแม้จะละม้ายคล้ายคลึงกับชนบทไทย ชนบทจีน อยู่ในด้านหลักๆ เช่น ความยากจนของผู้คน ท้องไร่ท้องนา กลิ่นขี้วัวขี้ควาย บ้านเรือนที่ค่อนข้างจะเก่าโทรม ฯลฯ แต่ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ของอินเดียในชนบทให้เห็นอย่างชัดเจน
สองเดือนสุดท้ายของปี 2554 ผมเป็นโรคชีพจรลงเท้า เดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น ทำเอาเหนื่อยแทบตาย นี่แหละที่เขาเรียกว่าไม่เจียมสังขาร
และเนื่องจากได้ไปต่างประเทศบ่อยครั้งในช่วงท้ายของปี จึงทำให้มองเห็นอะไรหลายอย่าง และเกิดมุมมองที่เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจปี 2555 ที่เพิ่งเริ่มต้นนี้ได้มาก และหลากหลายพอสมควร สัปดาห์นี้จึงขออนุญาตนำเอาปกิณกะพยากรณ์ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจปีมะโรงมาฝากท่านผู้อ่านเป็นของขวัญปีใหม่
เศรษฐกิจยุโรป : ความหวังหนึ่งเดียว...หวังว่าคงไม่แย่ไปกว่านี้!
ขออนุญาตเริ่มที่เศรษฐกิจยุโรป เพราะนี่คือความหวังหนึ่งเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่รอดปลอดภัยในปีงูใหญ่
ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงพอทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในยุโรป แต่หากยังไม่ค่อยแน่ใจ ผมจะขออนุญาตสรุปหัวใจของเรื่องเพียงสังเขปดังต่อไปนี้
ผมเพิ่งกลับมาจากพักร้อนยาว ได้ทันเห็นกรุงเทพฯ รอดพ้นจากการเป็น “ทะเลกรุงเทพฯ” และได้ทันฟังประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีดอกเตอร์วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน ความรู้สึกที่เคยหดหู่เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ก็ค่อยๆ คลายลงกลายเป็น “จินตภาพแห่งความหวัง” ที่เริ่มก่อเค้ารางขึ้นทีละน้อย
ท้าวความ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมสรุปว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะพอไปรอด และอิตาลีเป็นชาติที่ไม่ “เข้าตาจน” ง่ายๆ และในตอนท้าย ผมจบลงตรงที่เมืองเวนิส และที่เมือง “เวนิส” นี่แหละครับ ที่ผมได้ไปพบเห็นโครงการยักษ์โครงการหนึ่งที่ทำให้นึกถึงกรุงเทพฯ ในยาม “น้ำท่วม” ขึ้นมาทันที
ผมเพิ่งกลับจากอิตาลีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทันเห็นสภาพที่กำลังเกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครพอดี ทำให้เกิดความรู้สึกหลายอย่าง สัปดาห์นี้จึงขออนุญาตหักมุมแสดงความคิดเห็นผนวกอารมณ์ความรู้สึกบางประการ (ที่ดูเหมือนจะไม่น่าไปด้วยกันได้) อันอาจจะเป็นประโยชน์ทางความคิดแก่ท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย
เศรษฐกิจยุโรปดูเหมือนจะมีทางรอด?
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเปิดโทรทัศน์ดูข่าวทีไร เป็นต้องเจอข่าวน้ำท่วม และเมื่อวานนี้เองข่าวภาคค่ำ (ช่องอะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว) ก็จบรายงานด้วยการนำเสนอภาพน้ำท่วมใหญ่ในประเทศแถบละตินอเมริกาประเทศหนึ่ง โดยฉายภาพคนสามสี่คนปีนหนีน้ำขึ้นไปเกาะบนคาคบไม้ แล้วก็มีเสียงพูดตอนจบในทำนองว่า น้ำท่วมมิได้เป็นปรากฏการณ์เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น








