สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ผู้นำหนีความรับผิดชอบไม่พ้น

  • Monday, July 31, 2017 - 00:00


    สถานการณ์การเมืองกลับมาร้อนระอุอีกหน จากคดีความที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อม.22/2558 ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตาม ป.อาญา มาตรา 157 กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวกว่า 5 แสนล้านบาท ..เพราะจะมีการแถลงปิดคดีด้วยวาจาของอดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 1 สิงหาคม และหลังจากนั้น ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม 2560

    ไม่ว่าจะมีเจตนาอะไร หรือเป็นแค่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของนักการเมืองที่มีสมัครพรรคพวก ลิ่วล้อ แฟนคลับ ต้องแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้กำลังใจ "อดีตผู้นำ" ...เชื่อได้ว่า ดราม่าใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันอังคารที่ 1 สิงหาคมศกนี้ มิได้มีนัยสำคัญอันใดที่จะส่งผลกระทบ หรือสร้างแรงสะเทือนให้คณะตุลาการของศาลในแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องใช้เป็นเหตุปัจจัยในการนำไปประกอบการพินิจพิเคราะห์พิจารณา เพื่อการวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินใจคดีความดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ในทางตรงกันข้าม อาจจะกลายเป็นดาบสองคมสำหรับจำเลยก็ได้ หากสถานการณ์บานปลายเกิดความวุ่นวายปั่นป่วน เพราะสามารถตีความได้ว่า เป็นความพยายามในการใช้ม็อบสร้างแรงกดดันต่อศาลในทางอ้อม และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองก็ได้

    เหตุการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่แฟนคลับ "ยิ่งลักษณ์" หรือสมาชิกพรรคเพื่อไทยนัดหมายกันไปแสดงพลังสนับสนุนนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าถูกต้องนั้น จะเป็นภาพสะท้อนการกระทำที่ชัดเจนอีกครั้งว่า ในฐานะผู้นำแล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งดีและไม่ดีได้อย่างไร ในเมื่อเป็นสิ่งที่นางสาวยิ่งลักษณ์ตระหนักรับรู้อยู่แก่ใจ เฉกเช่นเดียวกับกรณีความเสียหายอย่างมากมายมหาศาลจากนโยบายรับจำนำข้าว เพราะมีเสียงทัดทาน คัดค้าน ตำหนิ ติเตือนจากภาคประชาชน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รวมทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านให้ตรวจสอบในการดำเนินโครงการนี้ แต่อดีตนายกรัฐมนตรีกลับเพิกเฉย และไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่กระทำในสิ่งที่ถูกที่ควร สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสถานการณ์นั้นๆ

    หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมายของคดีความ หรือจะมองตามขั้นตอนของการดำเนินคดีแล้ว จะพบว่า ความพยายามของจำเลยชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ดิ้นรนสร้างกระแสทางการเมืองด้วยวาทกรรม "ช่วยชาวนาแต่ต้องติดคุก" หรือ "ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด" จนถึงฟ้องต่อสังคมว่า ถูกรัฐบาลทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 กลั่นแกล้งอายัดทรัพย์สินทั้งๆ ที่คดียังอยู่ระหว่างการไต่สวน...ไม่ว่าจะใช้บทบาทไหนก็ตาม มิได้เป็นสาระสำคัญที่จะเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดใน 2 สถานะเลย นั่นคือ 1.ในสถานะนายกรัฐมนตรีผู้ดูแลนโยบายโดยรวม 2.ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอกรอบนโยบายข้าว อนุมัติแผนงานโครงการ ดูแลปฏิบัติตามนโยบาย

    เพราะข้อแก้ต่างของจำเลยทั้งหมดมีอยู่ในพยานเอกสาร หลักฐาน และพยานบุคคลเรียบร้อยแล้ว จากการพิจารณาไต่สวนคดีนี้มาตั้งแต่ปี 2558 ที่ระบุว่า นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งตรงกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่รัฐบาลต้องปฏิบัติและคณะรัฐมนตรีต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อรัฐสภา หากนายกฯ สั่งระงับยับยั้งการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวก็จะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ที่กำหนดว่าคณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และมีผลผูกพันตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ อีกทั้งยืนยันว่า การดำเนินการของนายกฯ ตามโครงการรับจำนำข้าวเป็นการใช้อำนาจของนายกฯ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วๆ ไปมิได้มีหน้าที่โดยตรง นอกจากนั้นยังชี้แจงว่า นายกฯ ในฐานะประธานและคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติไม่มีอำนาจหน้าที่ในการมีมติสั่งยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ส่วนการติดตาม กำกับ ดูแลการปฏิบัติตามนโยบาย ก็เป็นความรับผิดส่วนบุคคล ที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

    จะฟังขึ้นหรือฟังไม่ขึ้น ทั้งหมดเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่สถานการณ์ทางการเมือง หรือความกดดันใดๆ ไม่อาจจะแทรกแซง ความพยายามสร้างกระแส หรือปลุกระดมทางการเมืองมาเป็นข้อต่อสู้ในทำนองว่า เป็นเพศแม่ที่ถูกกลั่นแกล้งนั้น มิได้ยังประโยชน์อันใดให้เกิดขึ้นเลย เพราะความดีความงาม ความชั่วความเลว มากกว่าหรือน้อยกว่า ไม่มีคำว่าเพศหญิงหรือเพศชายเป็นเครื่องตัดสินชี้ขาด แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ คนยากจน กับคนร่ำรวย คนมียศถาบรรดาศักดิ์ กับคนเดินดินกินข้าวแกง คนธรรมดากับคนมีตำแหน่งใหญ่โตนั้น จะถูกตัดสินหนักเบาไม่เท่ากัน เพราะสังคมส่วนใหญ่จะให้ความเคารพและศรัทธากับคนที่มีต้นทุนสังคมมากกว่า ฉะนั้น คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่ารัฐมนตรี และอธิบดีอย่างไม่ต้องสงสัย

    คำแถลงปิดคดีนี้ของฝ่ายโจทก์ นายวิชา มหาคุณ ว่า "โครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นโครงการที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศที่ชัดเจนมากที่สุด และจับทุจริตได้มากที่สุด เท่าที่ประเทศนี้ได้เคยมีการจับทุจริตมา แม้โครงการนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของชาวนา แต่การรับจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ สรุปเป็นคำสั้นๆ ว่า 'รัฐบาลยิ่งลักษณ์จำนำข้าว ชาวนาจำนำชีวิต ประเทศจำนำหนี้' และนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ทราบมาตลอดว่าโครงการนี้ส่งผลกระทบ แต่ก็ไม่มีการระงับยับยั้ง ดังนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ควรต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด" ...นับเป็นข้อยืนยันได้อย่างดีว่า ในฐานะผู้นำบริหารนโยบายผิดพลาดแล้ว ไม่อาจจะหนีความรับผิดชอบได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม แต่จะต้องรับผิดชอบหนักเบาเพียงใดนั้น ต้องรอดูดุลยพินิจของศาลต่อไปในเร็วๆ นี้.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น