ยกระดับมาตรฐานการบิน ลุ้นICAOปลดธงแดงก.ย.60

  • Monday, August 7, 2017 - 00:00


    ..........................
    "คาดว่าภายในวันที่ 31 ส.ค.2560 สายการบินทั้งหมดที่ได้รับ AOC จะมีผู้โดยสารรวมทั้งสิ้นคิดเป็น 98% ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่ใช้บริการเข้า-ออกประเทศไทย และจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการที่ ICAO จะเข้ามาตรวจสอบ ICVM เพื่อปลดธงแดง ตามที่ กพท.ได้ยื่นขอไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าทาง ICAO จะตอบรับและเดินทางเข้าตรวจสอบเพื่อปลดธงแดงในเดือน ก.ย.นี้"
    ..........................

    หลังจากที่องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) “ติดธงแดง” ประเทศไทยบนเว็บไซต์ของ ICAO เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2558 ที่ผ่านมา เพราะกรมการบินพลเรือนไม่สามารถแก้ไขปัญหา “ข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย” (Significant Safety Concerns : SSC) ได้ภายในกำหนดเวลา 90 วัน

    ทำให้ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการบิน โดยเฉพาะองค์กรกำกับดูแลอย่างกรมการบินพลเรือนต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ให้มีมาตรฐานมากขึ้น โดยการแยกการดำเนินงานของกรมออกเป็น 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. 2.กรมท่าอากาศยาน 3.กองค้นหาและช่วยเหลืออากาศยาน และ 4.กองนิรภัยการบินและสอบสวนอากาศยานประสบเหตุ

    รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐานและประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลการบินพลเรือน ใน 8 หัวข้อหลักๆ คือ การออกกฎหมาย (Legislation), โครงสร้างองค์กร (Organization), การออกใบอนุญาต (Licensing), การดำเนินการ (Operations) ด้านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยการบิน (Airworthiness), การสอบสวนอุบัติเหตุ (Accident Navigation) การให้บริการการเดินอากาศ (Air Navigation Service) และสนามบินขนาดเล็ก (Aerohrone)

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานด้านการดำเนินการ หรือ Operations นั้น ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะไทยสอบไม่ผ่าน 33 ข้อ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย กรณี SSC ในเรื่องการขนส่งสินค้าอันตราย และการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ

    และหลังจากใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาต่างเป็นเวลานาน จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะได้รับการตรวจสอบระหว่างวันที่ 11-21 ก.ค.2560 ที่ผ่านมา โดยผู้ตรวจของ ICAO จาก 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเปอร์โตริโก บังกลาเทศ เกาหลีใต้ และศรีลังกา ได้เดินทางเข้าตรวจสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของไทย โดยประเด็นที่ ICAO ให้ความสำคัญมีหัวข้อหลัก คือความปลอดภัยทางการบินเชิงกายภาพ (physical security), ระบบรักษาความปลอดภัย (system security) โดยเฉพาะระบบทางไซเบอร์, แผนรับมือฉุกเฉิน และระดับพนักงานดำเนินการ

    แนะพัฒนากำลังคนรักษาความปลอดภัยเพิ่ม

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 ก.ค.60 นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบตามโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน (USAP-CMA) ว่า ICAO ได้กำหนดข้อตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยไว้จำนวน 463 ข้อ เบื้องต้นไทยมีประเด็นที่ต้องปรับปรุงแก้ไข 49 ประเด็นจากทั้งหมด ซึ่งไม่มีประเด็นที่เป็นของข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัย (SSC)

    หมายความว่ามาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินของไทยที่มีอยู่มีความเพียงพอ และในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ ICAO มีการตรวจสอบหน่วยงานบริหารด้านการจัดจราจรทางอากาศด้วย คือ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ซึ่งผลการตรวจสอบ บวท. สอบผ่านทั้งหมด ไม่พบข้อบกพร่องใดๆ หรือต้องให้คำแนะนำเพิ่มเติมใดๆ

    ขณะเดียวกัน สิ่งที่ ICAO ได้มีข้อแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไข เช่น แนะนำให้ไทยพัฒนากำลังคนในการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น ทั้งผู้ตรวจสอบจาก กพท. และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสนามบิน เนื่องจากไทยให้มาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด 38 ท่าอากาศยานทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องมีจำนวนคนให้เพียงพอตามมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เหนื่อยล้าในการทำงาน

    "แม้ไทยจะออกแบบมาตรฐานรักษาความปลอดภัยเป็นมาตรฐานเดียวกันหมดทุกสนามบิน อย่างไรก็ตาม แต่ละสนามบินนั้นมีระดับความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน ICAO จึงแนะนำให้สนามบินแต่ละแห่งจัดทำแผนรักษาความปลอดภัยของตนเองส่งให้หน่วยงานกลาง คือ กพท. เป็นผู้ประเมินอีกครั้ง" นายจุฬากล่าว

    นายจุฬากล่าวว่า หลังจากตรวจเสร็จแล้วตัวแทน ICAO จะสรุปผลไปยังคณะกรรมการกลาง ใช้เวลาประมาณ 60 วัน (ประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ก.ย.2560) จึงจะได้ผลตรวจอย่างเป็นทางการ จากนั้น กพท.มีระยะเวลาตอบกลับว่าเห็นด้วย หรือมีข้อทักท้วงต่อข้อแนะนำต่างๆ หรือไม่ภายใน 30 วัน หากเห็นด้วยก็จะต้องจัดทำแผนดำเนินการตามข้อแนะนำ (Collective Action Plan : CAP) ส่งไปยัง ICAO ภายใน 30 วัน ซึ่งไทยจะเป็นผู้กำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการเองทั้งหมด โดยมี ICAO คอยติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ

    และในช่วงที่ไทยกำลังแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยนั้น ทาง กพท.ก็ได้เดินหน้าออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (AOC Re-certification) ให้กับสายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศทั้งหมด 28 ราย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.59 เป็นต้นมา

    อย่างไรก็ตาม กระบวนการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่นี้ ถือเป็นมีความสำคัญเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากธงแดงของ ICAO และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการสร้างมาตรฐานทางการบินของประเทศเป็นไปที่ ICAO กำหนด

    ก่อนตรวจ ICVM ออก AOC ครบ

    นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้มี 8 สายการบินของไทยที่ได้ใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (AOC) เกินเป้าหมายที่ ICAO กำหนดไว้ โดยสายการบินไทยสมายล์ และไทยไลอ้อนแอร์ เป็นสายการบินที่ 7 และ 8 ที่ได้ใบรับรอง AOC ตามลำดับ

    ทั้งนี้ กทพ.ยังคงดำเนินการในเรื่องของการออกใบรับรองการเดินอากาศฉบับใหม่ให้กับสายการบินที่ยังไม่ได้รับ โดยมีทั้งหมด 23 สายการบิน ซึ่งขณะนี้สามารถออกใบรับรองการเดินอากาศฉบับใหม่ไปแล้วทั้งหมด 8 สายการบิน โดยคิดเป็น 84% ของสายการบินที่ได้มีการยื่นกับ ICAO ให้เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งในข้อกำหนดหากต้องการยื่นขอตรวจสอบซ้ำหรือ "ICAO Coordinated Validation Mission : ICVM) จะต้องผ่านได้อย่างน้อย 75% ของจำนวนสายการบิน

    แต่ขณะนี้ถือว่าอยู่สูงกว่าที่กำหนด ส่วนจำนวนเที่ยวบินคิดเป็น 92% และจำนวนผู้โดยสารคิดเป็น 97% ทั้งนี้ ถือเป็นการให้ความมั่นใจความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย ซึ่งต้องเร่งออกใบรับรองดังกล่าวสำหรับสายการบินที่เหลือ ก่อนที่ ICAO จะเข้ามาตรวจสอบในเดือน ก.ย.นี้

    ลุ้นปลดธงแดงเดือน ก.ย.60

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคม คาดว่าภายในวันที่ 31 ส.ค.2560 สายการบินทั้งหมดที่ได้รับ AOC จะมีผู้โดยสารรวมทั้งสิ้นคิดเป็น 98% ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่ใช้บริการเข้า-ออกประเทศไทย และจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการที่ ICAO จะเข้ามาตรวจสอบ ICVM เพื่อปลดธงแดง ตามที่ กพท.ได้ยื่นขอไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าทาง ICAO จะตอบรับและเดินทางเข้าตรวจสอบเพื่อปลดธงแดงในเดือน ก.ย.นี้

    อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้สายการบินยังไม่ได้รับใบ AOCใหม่ภายในเดือน ส.ค.นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้จะต้องหยุดทำการบินเส้นทางบินระหว่างประเทศทันที แต่ยังสามารถทำการบินเส้นทางบินภายในประเทศไทยได้ ล่าสุดมี 2 สายการบินที่ประเมินแล้วเห็นว่าจะไม่สามารถผ่านขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อออก AOC ได้ทันตามกำหนด ได้มีการแจ้งมายัง กพท.ว่าจะขอเปิดทำการบินภายในประเทศแทน มี 2 สายการบิน คือ สายการบินเวียดเจ็ทแอร์ และสายการบินโอเรียนท์ไทย และอาจมีสายการบินอื่นๆ แจ้งเข้ามาเพิ่มเติม

    ดังนั้น จะมีการเสนอขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กบร.) ที่มีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เป็นประธาน เพื่อพิจารณาอนุมัติก่อน ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาให้กับสายการบินที่ยังไม่ได้รับใบรับรองการเดินอากาศใหม่ โดยการขอเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินใหม่ภายในประเทศได้ เพื่อลดผลกระทบทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น