ทาสอเมริกา-ทาสไทย

  • Monday, August 14, 2017 - 00:00


    ดูๆ ไปความขัดแย้งในประเทศไทยเทียบไม่ได้เลยกับความขัดแย้งที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา

    แม้ความขัดแย้งในไทยจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน ๒ กลุ่มใหญ่ แต่ต้นสายปลายเหตุไม่ใช่ปัญหาที่หยั่งรากลึก จนแก้ไขอะไรไม่ได้

    จลาจลที่เวอร์จิเนียเกิดจากกลุ่มผิวขาวชาตินิยมขวาจัด เดินขบวนต่อต้านการถอนอนุสาวรีย์พลเอกโรเบิร์ต อี ลี ผู้บัญชาการฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกา

    อนุสาวรีย์พลเอกโรเบิร์ต อี ลี คือชนวนความขัดแย้ง เพราะช่วงสงครามกลางเมือง นายพลลีสนับสนุนให้มีทาสต่อไป

    นั่นหมายความว่า ลึกๆ แล้วสังคมอเมริกันในปัจจุบันยังมีการแบ่งชนชั้นระหว่างคนขาวกับคนดำอยู่อย่างกว้างขวาง และดูเหมือนความเกลียดชังจะปะทุขึ้นอีกรอบจากนโยบายกีดกันเชื้อชาติ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่นเอง

    หลังสงครามระหว่างเม็กซิโกและอเมริกา เพื่อแย่งชิงรัฐเทกซัส ในช่วง ค.ศ.1846-1848 จบลงด้วยชัยชนะของสหรัฐอเมริกา

    "ลี" มีส่วนสำคัญในการรบครั้งนั้น ลีได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พันเอกโรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด ลี ซึ่งเป็นยศที่สูงสุดของลีในสหรัฐอเมริกา

    เพราะเมื่อสหพันธรัฐอเมริกา หรืออเมริกาใต้ ได้ประกาศแยกตัวออกป็นอิสระจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากฝ่ายใต้ไม่ยอมรับนโยบายเลิกทาสของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น ของฝ่ายเหนือ การแยกตัวของฝ่ายใต้ เป็นเหตุนำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกา

    1 ในรัฐทั้ง 1 รัฐของฝ่ายใต้ ก็คือรัฐเวอร์จิเนีย บ้านเกิดของผู้พันลี ทำให้ลีได้ตัดสินใจสละหน้าที่การงานในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด เพื่อกลับมารับใช้บ้านเกิดที่เวอร์จิเนีย หลังจากเขาเข้าร่วมกับสมาพันธรัฐอเมริกา ลีก็ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายใต้ให้เป็น พลเอกโรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด ลี

    การถอนอนุสาวรีย์นายพลี จึงกลายเป็นการจุดชนวนก่อจลาจล!

    นั่นคือด้านความเชื่อ ชั้นชน และสีผิวในอเมริกา

    กลุ่ม White nationalist ซึ่งมีหลายกลุ่มในอเมริกา กระจายอยู่ในแทบทุกรัฐ ยังคงมีความเชื่อในเรื่องการรักษาชาติพันธุ์ผิวขาวที่บริสุทธิ์เอาไว้

    จึงไม่แปลกที่การเดินขบวนในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย มีผู้ชุมนุมบางคนถือธงนาซีแสดงเป็นสัญลักษณ์ด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า “เป็นการแสดงออกด้านความเกลียดชังอย่างน่าเลวร้าย ความโง่เขลา และความรุนแรงในหลายด้านที่ได้แสดงออกมา” แต่สายไปเสียแล้ว เพราะทรัมป์นั่นเองที่รณรงค์นโยบายกีดกันสีผิว

    เทียบกับประเทศไทย ไม่ต่างจากนายทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้นโยบายทางการเมืองกีดกันประชาชนที่ไม่เลือกพรรคไทยรักไทย

    หนำซ้ำบรรดาสมุนน้อยใหญ่ใช้วาทกรรมว่าด้วยเรื่องทาส มาสร้างความแตกแยกในสังคม จากกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ

    ที่อเมริกาความขัดแย้งเรื่องสีผิวคือเรื่องจริงที่สืบย้อนไปถึงยุคค้าทาส หยั่งรากลึกจนยากจะสลัดพ้นไปจากสังคมอเมริกัน

    ในประเทศไทย ครั้งหนึ่งการหมอบคลานถูกมองเป็นเรื่องทาสกับนายทาส

    แต่วันนี้หมอบคลานเป็นเพียงประเพณีแสดงความเคารพ ที่ไม่มีบริบทของคำว่าทาสมาเจือปน กระนั้นก็ตาม กลับมีความพยายามหยิบประเด็นทาสขึ้นมาเพื่อปลุกให้เกิดความเกลียดชังทางชนชั้น

    จะเห็นว่าต้นตอของปัญหาระหว่างสังคมไทยกับอเมริกันแตกต่างกัน

    ความขัดแย้งในไทยไม่ได้หยั่งรากลึกอย่างสังคมอเมริกัน เป็นแค่ความโลภของนักการเมืองที่ใช้ผลประโยชน์หลอกล่อให้ประชาชนเพื่อตัวเองจะได้ผลประโยชน์ก้อนโตกว่า

    หากหมดนักการเมืองเลวๆ ความขัดแย้งในสังคมจะเบาบางลง

    แต่ก็อยู่ที่ประชาชนว่ารู้เท่าทันนักการเมืองหรือไม่

    ฉะนั้นหากมองความขัดแย้งที่มีอยู่ทั่วโลก ปัญหาในไทยเปรียบได้แค่วงจรชีวิตยุงเท่านั้น.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น