ยุติธรรมไม่สองมาตรฐาน

  • Thursday, August 31, 2017 - 00:00


    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติให้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เฉพาะกรณี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จำเลยที่ 4 เพียงรายเดียว จากกรณีเหตุการณ์การสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่บริเวณหน้ารัฐสภา

    ส่วนกรณีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 3 ที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่ให้ยกฟ้องคดี

    ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาฯ เฉพาะจำเลยที่ 4 ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับจากวันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 195 วรรค 4 ต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ได้สร้างความกังขาและคำถามเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้บาดเจ็บล้มตายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยได้ออกมาแถลงการณ์เรียกร้อง ในการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในเรื่องการเลือกปฏิบัติ ไม่อุทธรณ์ จำเลยอีก 3 คน

    ทั้งนี้ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ระบุว่า ทางกลุ่ม เตรียมดำเนินการทางกฎหมายต่อ ป.ป.ช. โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้ คือ 1.ตามความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่ระบุว่าสามารถแจ้งความเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

    2.ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยการรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนสองหมื่นรายชื่อ ร้องผ่านไปที่ สนช. หรือ ส.ส. และ ส.ว.ในอนาคต เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ต่อไป และ 3.ร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ดำเนินคดี

    โดยกล่มพันธมิตรฯ ระบุด้วยว่า ป.ป.ช.ควรจะขยายเวลาการอุทธรณ์ออกไป ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 ก.ย. แต่ถ้าหากไม่ทำ ก็จะทำให้สังคมเกิดคำถามว่าต้องการช่วยเหลือบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับคนใน คสช.หรือไม่ รวมทั้งพฤติกรรมที่ ป.ป.ช.รีบชิงมีมติเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าต้องการปิดช่องไม่ให้มีเวลาพิจารณาในการอุทธรณ์ 3 คนที่เหลือ

    แน่นอนว่ามติดังกล่าวนอกเหนือจากข้อกังขาของกลุ่มพันธมิตรฯ ป.ป.ช.คงหนีไม่พ้นคำวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอำนาจ โดยเฉพาะตัวประธาน ป.ป.ช. ที่มีความแนบแน่นกับกลุ่ม คสช.โดยตรง และไม่แปลกที่จะถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าการดำเนินการในครั้งนี้ จะเป็นบรรทัดฐานลงดาบแต่ผู้ปฏิบัติ ขณะที่ผู้มีอำนาจลอยตัว เพราะในอนาคต ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำอีก

    และปัญหาสำคัญที่จะตามมา นั่นคือ คำถามของบรรทัดฐานในการทำงานของคดีความ โดยเฉพาะความเป็นสองมาตรฐาน ซึ่งแน่นอนในขณะนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าต้องถูกนำมาเปรียบเทียบกับคดีใหญ่ และอยู่ในความสนใจของประชาชนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้บังคับบัญชา กรณี โครงการรับจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช.ร่วมกับอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องจำเลยคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ/เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ที่ดำเนินนโยบายโดยไม่ยับยั้งความเสียหาย เป็นเหตุให้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

    เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุม 7 ตุลา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.ในขณะที่เกิดเหตุ ทั้งหมดพ้นวิบากกรรม ในฐานะผู้ดำเนินนโยบาย ไม่แตกต่างกัน ในที่นี้คือความรับผิดชอบในการสลายการชุมนุมจนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย

    ฉะนั้น เหตุใดในคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเปรียบเหมือนผู้บังคับบัญชา ป.ป.ช.ถึงไล่บี้เอาผิด เมื่อเทียบกับกรณีการสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ ถึงละเว้น นายสมชาย ในฐานะผู้บังคับบัญชานโยบาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มาตรฐานการฟ้องของ ป.ป.ช.จึงอาจถูกมองและเป็นข้อกังขาได้ ว่าเหตุใดถึงไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันในกรณีความรับผิดชอบสูงสุด ในฐานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือผู้ดำเนินการนโยบาย ระหว่างสองกรณีความผิด ที่ไม่ถูกดำเนินการเหมือนกัน

    แต่กลับเป็นสองมาตรฐาน และยิ่งทำให้เสียงครหา หรือเสียงวิจารณ์แจ่มชัดมากขึ้น ในประเด็นที่ระบุว่า ป.ป.ช.พยายามทำให้อดีตจำเลยบางคนหลุดวงโคจรความผิดจากเหตุการณ์ และเอื้อประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจบางกลุ่มซึ่งมีความใกล้ชิดกัน และไล่บี้ดำเนินการอย่างไม่ลดละกับกลุ่มผู้มีอำนาจ ซึ่งเรียกได้ว่าอยู่คนละฝั่งอย่างถึงที่สุด และท้ายที่สุดผลการไต่สวนของความรุนแรงในการสลายการชุมนุม จะทำให้ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบและมีเพียงผู้ปฏิบัติกลายเป็นจำเลย ต้องรับผิดจากผลแห่งนโยบาย

    แน่นอนว่าในส่วนของกระบวนการต่อไปจากนี้ ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ ในส่วนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มีสิทธิที่จะดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมายตามความเหมาะสม ขณะที่ประชาชนเองก็ต้องช่วยกันติดตามตรวจสอบ และตั้งคำถาม ท้วงติง หรือจับตามองถึงการทำงาน ตรวจสอบ ป.ป.ช.ได้เช่นเดียวกัน

    โดยเฉพาะเรื่องการทำหน้าที่เพื่อสร้างบรรทัดฐาน ไม่มีสองมาตรฐาน หรือเลือกปฏิบัติ และต้องยึดหลักให้แน่นในเรื่องความยุติธรรม ที่ไม่เอียงซ้ายหรือขวาเพื่อสนองตอบผู้มีอำนาจ หรือผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กล้าที่จะทำหน้าที่ด้วยมาตรฐานเดียว อันเป็นหน้าที่ ป.ป.ช.ต้องพึงตระหนักและรับผิดชอบไว้เหนือสิ่งอื่นใดใช่หรือไม่?.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น