ยุทธศาสตร์ชาติในกำมือทหาร

  • Monday, September 4, 2017 - 00:00


    เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างทันทีทันควัน เมื่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2560 ในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหน้าเดิม แม้จะมีชื่อของศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด เพิ่มเติมรวมทั้งภาคเอกชนอย่างนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และนายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานกรรมการบริษัทแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิสจำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ก็ตาม

    การตั้งข้อกังขาจนถึงข้อสังเกต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไปในด้านลบมากกว่าด้านบวกนั้น ก็เพราะเนื่องจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเปรียบเสมือน "ซูเปอร์บอร์ด" ของชาติที่จะกำหนดและวาดอนาคตของประเทศในระยะเวลา 20 ปี ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า มาตรา 65 รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล มาตรา 120 กำหนดให้การจัดทำงบประมาณของรัฐบาล ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา 162 กำหนดให้คำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดต่อๆ ไป ต่อที่ประชุมรัฐสภา ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา 270 ได้กำหนดให้ ส.ว.ชุดแรกจำนวน 250 คน ที่หัวหน้า คสช.แต่งตั้งมา มีอำนาจในการเร่งรัดให้รัฐบาลชุดต่อๆ ไป ต้องปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ

    นอกจากนั้น พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา 5 กำหนดให้การจัดทำนโยบาย งบประมาณ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนงานด้านความมั่นคง หรือแผนอื่นใดของรัฐบาล ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ ยังต้องกำกับดูแลให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา 26 กำหนดขั้นตอนการลงโทษของผู้ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ว่าอาจมีความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา

    คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจึงไม่แตกต่างจากผู้กำหนดชี้ชะตาอนาคตของประเทศชาติบ้านเมือง นับจากวันนี้ไป ด้วยแนวคิดที่ว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมิได้มีการกําหนดวิสัยทัศน์ประเทศและยุทธศาสตร์ชาติไว้ ทำให้การกําหนดนโยบายสาธารณะมีลักษณะ "ทีใครทีมัน" กล่าวคือ พรรคการเมืองที่เข้ามาทําหน้าที่ฝ่ายบริหารมักให้ความสําคัญกับนโยบายที่ตนเองได้หาเสียงไว้กับประชาชนเป็นหลัก เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลใหม่ก็จะผลักดันนโยบายของตนเองตามที่ได้หาเสียงไว้ โดยไม่สนใจที่จะสานต่อนโยบายที่ได้ดําเนินไปแล้วจากผู้บริหารชุดก่อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่มีการกําหนดทิศทางการขับเคลื่อนประเทศที่ชัดเจน แต่เป็นการตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก และเน้นนโยบายหรือมาตรการที่เกิดผลในระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม เพื่อรักษาฐานคะแนนเสียง

    ด้วยหลักการและแนวคิดที่อยากเห็นประเทศไทยเดินหน้าไปอย่างมีทิศทางจากเดิมสะเปะสะปะขึ้นกับความพึงพอใจของผู้กุมอำนาจบริหารนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าส่งเสริมสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคงต้องหาคำตอบคาใจก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนหน้าเก่าหน้าเดิม สวมชุดทหาร รวมทั้งพรรคพวกในแวดวงข้าราชการ ที่มักจะจำกัดวิสัยทัศน์อยู่ในมุมของความมั่นคง จนกลายเป็นความหวาดระแวง ที่สำคัญ ผลงานการบริหารราชการแผ่นดินในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2557 ฟ้องบอกค่อนข้างชัดเจนว่า มองทุกปัญหาเป็นเรื่องการเมือง ก้าวไม่พ้นระบอบทักษิณ แล้วประเทศชาติจะเดินหน้าได้อย่างไร จริงไหม??.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น