ความไม่ชอบธรรม เหตุแห่งความเสื่อม

  • Saturday, September 9, 2017 - 00:01


    29 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับโอน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

    ต่อมาวันที่ 6 ก.ย. นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 214/2560 ให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ตำแหน่งที่ 15 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

    ในวันเดียวกันนั้น นายจิรชัยยังได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 215/2560 มอบหมายให้ พ.ต.ท.พงศ์พรรับผิดชอบการตรวจราชการในเขตตรวจราชการที่ 8 ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย.2560 เป็นต้นไป

    ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พรทำหนังสือในฐานะ ผอ.พศ. ถึงนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมรับคำสั่งย้ายจากตำแหน่ง ผอ.พศ.ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า 1.การรับโอนและการให้ไปช่วยราชการข้างต้นนั้น มิได้เป็นไปโดยความรู้เห็นหรือความสมัครใจของเจ้าตัว 2.เมื่อมติคณะรัฐมนตรีมีผลให้กระผมพ้นจากตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

    ฉะนั้นกระผมจึงยังอยู่ในตำแหน่งนี้ และมีอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งทุกประการ จนกว่าจะเข้าเงื่อนไขดังกล่าว 3.การขอและการให้ยืมตัวกระผมไปช่วยราชการ ทั้งที่รู้ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติข้างต้น อาจขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และอาจกระทบพระราชอำนาจได้

    4.การอนุมัติให้ยืมตัวของท่าน พิจารณาเพียงว่าสำนักนายกรัฐมนตรีไม่เสียหาย แต่มิได้พิจารณาว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง (พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 46) เสียหายหรือไม่ อนึ่ง การให้ยืมตัวหัวหน้าส่วนราชการขณะที่มีรองหัวหน้าส่วนราชการซึ่งใกล้เกษียณ (1 ตุลาคม 2560) เหลือเพียงนายคนเดียว น่าจะทำให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีภารกิจกว้างขวางเสียหายได้

    5.การอนุมัติให้ยืมตัวผมไปช่วยราชการ มิใช่กฎหมาย จึงไม่ทำให้กระผมพ้นจากตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง อีกทั้งในความเป็นจริงกระผมยังปฏิบัติราชการในตำแหน่งได้ โดยมิต้องนั่งประจำที่สำนักงานพระพุทธศาสนา ฉะนั้น การรักษาราชการแทนตามคำสั่งที่อ้างถึงจึงยังไม่เกิด เพราะการรักษาราชการแทนเป็นไปโดยผลของกฎหมาย มิใช่การแต่งตั้งของผู้ใด นอกจากนี้ การแต่งตั้งตามคำสั่งที่อ้างไม่จำเป็นต้องกระทำ เนื่องจากขณะนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพียงคนเดียว (พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46)

    6.การถือปฏิบัติตามคำสั่งที่อ้างถึงในขณะนี้ จะทำให้เกิดการปฏิบัติราชการโดยปราศจากอำนาจทางกฎหมาย ทำให้เสียหายแก่ราชการร้ายแรงได้ 7.การแจ้งให้กระผมไปช่วยราชการ ยังมิได้กระทำโดยผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ กระผมได้มีหนังสือเรียนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ พศ.00001/09328 ลงวันที่ 4 กันยายน 2560 เพื่อแย้งกรณีดังกล่าวไว้ด้วยแล้ว รายละเอียดตามเอกสารที่แนบ”

    ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวนำมาซึ่งการตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความไม่เป็นธรรม และคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้สวนทางกับการเดินหน้าปฏิรูประบบราชการ หรือปฏิรูปประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และยังชี้ชัดให้เห็นถึงวังวนของปัญหาระบบอุปถัมป์ ว่ายังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในระบบราชการ ให้ปรากฏประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกันยังนำมาซึ่งผลจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ที่กระทบความเชื่อมั่น ศรัทธาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ความจริงจังในการเข้ามากวาดล้างระบบทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศไว้ เป็นเข็มทิศในการบริหารประเทศ

    แต่กลับกลายเป็นรัฐบาลเลือกที่จะแตะ แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยใช้อำนาจ จัดการเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองเป็นสำคัญ โดยลืมไปว่า ต้นทุนของสังคมที่พันตำรวจโทพงศ์พรมีในมือ คือการเข้ามาสะสางปมปัญหาทุจริตในแวดวงผ้าเหลือง

    รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กำลังฉายภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่แตะกลุ่มอำนาจที่เกี่ยวรัด ผลประโยชน์โดยตรงกับรัฐบาล ท่ามกลางข้อกังขาของสังคม ในการโยกย้ายผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในครั้งนี้ และท้ายที่สุด ไม่ว่าตัวบุคคลอย่างพันตำรวจโทพงศ์พรจะได้รางวัลจากการลุกขึ้นสู้ จนได้ตำแหน่งใหญ่โตกว่าเดิม หรือมีการเคลียร์ใจกันจบเรื่องราวจนเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย

    แต่เหตุที่เกิดขึ้น คือภาพสะท้อนของอำนาจ 2 ฝั่ง ระหว่างอำนาจทางสงฆ์ และอำนาจทางการเมือง ที่ผนวกเกาะเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออกในสังคมไทย เป็นอำนาจที่พึ่งพากันในระบบ จนไม่สามารถแตะต้อง หรือตรวจสอบได้ตามวิถีทางที่ถูกที่ควร

    แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ปรากฏจากกรณีนี้ คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในวงการผ้าเหลืองยังคงอยู่ และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถูกจดจำจากประชาชนในเรื่องการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมจากการกระทำในครั้งนี้ อันเป็นสนิมเนื้อใน เหตุแห่งความเสื่อม เพิ่มขึ้นทุกวัน!.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น