เรียนรู้เท่าทัน "โพล"

  • Monday, September 11, 2017 - 00:00


    เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงขั้นถามหาจริยธรรมสำนึกของคนในแวดวงวิชาการ และจรรยาบรรณของคนทำงานสื่อสารมวลชนกันอย่างน่าสนใจ และสมควรที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทบทวนพิจารณาไม่มากก็น้อย สำหรับกรณีการเผยแพร่โครงการสำรวจ ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจและบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ ที่จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะในหัวข้อความนิยมต่อนายกรัฐมนตรีไทยในช่วง 15 ปี ระหว่างปี 2545-2560 ซึ่งระบุว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้รับความนิยมสูงสุด เมื่อดำรงตำแหน่งในปี 2546

    การแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 33,420 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 24 เม.ย.-15 พ.ค. ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับทราบ ติดตามข่าวสารการเมืองกว่า 80% นั้น น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและการพัฒนาระบุถึงผลสำรวจความเชื่อถือของนายกฯ ตั้งแต่ปี 2545–2560 ที่น่าสนใจพบว่า นายกฯ ที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) ได้รับความนิยมถึง 92.9% ในปี 2546 แต่ก็ลดลงมาเหลือ 77.2% ในปี 2549 ก่อนมีการรัฐประหาร ขณะที่นายกฯ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดถัดมาคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ 87.5% ในปี 2558 และ 1 ปีหลังรัฐประหารความนิยมลดลงมาเล็กน้อยที่ 84.6% และเพิ่มขึ้นในสองปีถัดมาที่ 84.8%

    ปรากฏว่า สำนักข่าวหลายแห่งรายงานข่าวดังกล่าวด้วยมุมมองที่แตกต่างกันไปตามอิสรภาพแห่งความคิด ด้วยการนำอดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักโทษหนีคุก เปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความไม่พอใจในวันต่อมาทันทีทันควัน โดยกล่าวว่า การนำเอาผลสำรวจที่รวมอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความผิดและอยู่ระหว่างหลบหนีมานำเสนอเผยแพร่แก่สาธารณะ อาจไม่เหมาะสมนัก เพราะอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และเห็นว่าการทำผิดกฎหมาย ทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

    แม้แต่นักกฎหมาย ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูป ยังตั้งข้อกล่าวหาว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่สร้างสรรค์ อีกทั้งสร้างความแตกแยกให้กับประเทศชาติประชาชน จนกระทั่งบานปลายถามหาความรับผิดชอบของสื่อที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร โดยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า สื่อมวลชนต้องเข้าใจหลักการและนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่เสนอความคิดเห็น และที่สำคัญต้องนำเสนออย่างสร้างสรรค์ คำถามแบบนี้ทำให้เกิดปัญหาในบ้านเมือง สื่อต้องเข้าใจบริบทและฟังข้อเท็จจริง แต่ขณะนี้สื่อไม่ได้ฟัง และหยิบบางเรื่องเพื่อตั้งคำถาม และเกิดปัญหาใหม่ ดังนั้น เราต้องทบทวนกัน ทุกฝ่ายทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ทำเพื่อสนุกและมันส์

    ทั้งนี้ ในรายละเอียดของการแถลงข่าวแล้ว มิได้มีการตีความตามท้องเรื่องว่า ทักษิณ ชินวัตร มีคะแนนนิยมสูงกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้แต่บรรทัดเดียว นอกจากนั้นที่น่าสนใจมีคำถามเกี่ยวกับนายกฯ ที่ได้รับความนิยมต่ำสุด คือ นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 37.6% ในปี 2551 ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2553 คือ 61.6% ตกลงมาเหลือ 51.2% ในปี 2554 ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2555 คือ 69.9% แต่ก็ตกลงมาเหลือ 63.4% ในปี 2556–2557 ซึ่งความนิยมตกต่ำของนายกฯ พลเรือนทั้งสามคนจะตกลงในช่วงที่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองสูงสุดของยุครัฐบาลนั้นๆ

    ผลวิจัยยังระบุว่า ทหารในยุค พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อตำรวจอยู่ที่เฉลี่ย 60.42% ตกต่ำที่สุดในปี 2557 ช่วง คสช.รัฐประหาร แต่สูงสุดในปี 2548 ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ ส่วนผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อบุคคลหรือคณะบุคคล พบว่า 5 อันดับแรก คือ แพทย์โรงพยาบาลของรัฐ 86.4% แพทย์ รพ.เอกชน 85.6% ทหาร 85.1% พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ 84.8% และ คสช. 82.3% ในขณะที่ความนิยมต่ำสุด 5 อันดับ พรรคประชาธิปัตย์ 36.8% องค์กรพัฒนาเอกชน 38.3% พรรคเพื่อไทย 39.4% พรรคการเมืองโดยรวม 43.5% และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบปฏิรูประเทศยุทธศาสตร์และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) (47.6 %)

    ภาพสะท้อนสังคมข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นจากกรณีผลการสำรวจของสถาบันพระปกเกล่านี้ นับว่าน่าสนใจที่คนไทยผู้รักชาติและประชาธิปไตยต้องทบทวน และช่วยกันศึกษาให้รู้เท่าทัน เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วการสำรวจความคิดเห็น หรือการทำโพลนั้นเป็นการวิจัยเชิงสำรวจเกี่ยวความคิดเห็น ความรู้สึก ความเชื่อของบุคคลต่อเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทางสังคม หรือสามารถกล่าวได้ว่า โพลเป็นการวิจัยรูปแบบหนึ่ง เป้าประสงค์ของการทำโพลที่สำคัญประการหนึ่งก็คือการแสวงหาความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของผู้คนในสังคม ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ส่วนการจะนำความจริงเหล่านั้นไปทำอะไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ทำโพลและมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร

    ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การทำโพลหรือสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก็เพื่อรับรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขในข้อผิดพลาด หรือเดินหน้าต่อในสิ่งที่ประชาชนพึงพอใจ อย่างไรก็ตาม การจะได้คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โพลต้องอยู่ภายใต้บรรยากาศเสรีภาพ ทั้งคนทำโพลและคนตอบคำถามโพล เพราะหลักใหญ่ใจความสำคัญหนึ่งของโพล คือ เสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) โดยปราศจากข้อจำกัดต่างๆ ที่จะทำให้การแสดงออกบิดเบี้ยวไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    สังคมไทยถือว่ามีประสบการณ์ปัญหาทั้งในด้านบวกและลบจากงานศึกษาวิจัยที่เรียกว่าโพลนี้อยู่หลายครั้ง เพราะมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มพร้อมที่จะใช้ผลงานทางวิชาการไปเป็น "ตัวช่วย" เพื่อหาความชอบธรรมทางการเมือง หรือแสวงหาผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ด้วยการตีความตามอำเภอใจหรือเข้าข้างตัวเอง ฉะนั้น การรู้เท่าทันต่อกระบวนการกลั่นกรองเนื้อหาสาระของข้อมูลข่าวสารในโลกปัจจุบันที่มีการเผยแพร่ส่งต่อกันอย่างฉับไวนั้น ถือว่าเป็นนัยสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป โดยเฉพาะท่ามกลางสังคมที่ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก และอ้างประชาธิปไตยเป็นตัวช่วยในการสร้างความชอบธรรม.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น