นี่ไง...คำตอบ 'นายกฯ คนต่อไป'?

  • Tuesday, September 12, 2017 - 00:00


    รัฐบาลตอนนี้............

    เหมือนอยู่ช่วงน้ำหลากปลายปี ซึ่งเป็นธรรมดา จะมี "กอสวะ" ไหลมาเป็นแพ!

    ธรรมชาติสวะ

    ไม่มีทิศ-ไม่มีทางในตัว ขึ้นอยู่กับกระแสน้ำ พัดพาไปทางไหน สวะก็ไหลตามไปทางนั้น

    เจอเสาหรือตอม่อสะพานกลางน้ำ ก็จะวนพัน

    อันไหนไม่แข็งแรง ก็เสร็จสวะ

    แต่ถ้าแข็งแรง ก็ไม่มีปัญหา น้ำลง พามา เดี๋ยวน้ำขึ้น ก็พามันไป

    เว้นแต่ "น้ำตาย" คือไม่ขึ้น-ไม่ลง อืด..อึ้ดทึ่ด อยู่อย่างนั้น

    สวะจะพันตีน เดินสะดุดล้มได้!

    เหมือนรัฐบาล "นายกฯ ประยุทธ์" ที่เป็นดอกไม้มากเกสร ผึ้ง-แมลงรุมตอมแย่งคลึงเคล้า

    แต่ตอนนี้ คงเป็น "ดอกอุตพิด"........?

    เพราะแย่งรุมตีนแทนคลึงเคล้ากันคนละตุ้บ-สองตุ้บ น่าสนุก นัยว่า ดอกที่บาน เกสรส่งกลิ่นเน่า มากกว่ากลิ่นหอม

    การเสพสังคมการเมืองของคนไทย ดูๆ ไปก็ เรียบง่ายดี ไม่คิดอะไรให้มันลึกซึ้ง ปวดกระบาล

    สนใจแค่ว่า เลือกตั้งเมื่อไหร่.......

    ใครจะเป็นนายกฯ, พรรคไหนจะได้ตั้งรัฐบาล?

    และที่เป็นปรัศนีย์คาหัวใจ คันคะเยอเหมือนขี้กลากกิน คือ อยากรู้ ระหว่าง

    "ระบอบทักษิณ" กับ "ระบอบประยุทธ์"

    ระบอบไหน จะได้เป็น "จ้าวยุทธจักร" ในตลาดเลือกตั้งปลายปีหน้า?

    "ระบอบอภิสิทธิ์" ไม่มีใครคาใจ

    เท่ากับไม่มีใครต้องการ "ไฟต์ล้างตา" สักเท่าไหร่!

    มีแต่มองล้นไปถึงขั้น "รัฐบาลรวมมิตร" หรือที่เรียก "รัฐบาลแห่งชาติ"

    ใครเสนอนะ......

    เช้ย...เชย ยาระงับประสาทเพิ่งหมดฤทธิ์ หรือเพิ่งโผล่ขึ้นมาจากก้นหลุมมิทราบ?

    ประเทศไทย-คนไทย ไม่ได้มีปัญหาต่อกันหนักหนา ถึงขนาดต้องเป็น "รัฐบาลแห่งชาติ"

    เพียงแต่ อยู่สุขสบายกันมานาน เบื่อ..จืดชืดสบายจำเจ เลยหาเรื่องทะเลาะกันเล่น เพื่อความเร้าใจ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง

    ก็แค่นั้น..........

    มีแต่สายอาชีพ "นักเลือกตั้ง"

    กับพวกสายพันธุ์ "จิ้งหรีด" ตามพงหญ้าเท่านั้น ที่ชีวิตจะอยู่ได้แต่ละวัน ต้องมีคนคอยปั่นหัวให้

    แล้วก็เอาที่เขาปั่นหัวยกเป็นปัญหาชาติ ด้วยมึนตึ้บ-ตาลาย เพ้อเจ้อไปถึงเรื่องปรองดอง...ต้องสมานฉันท์ ไม่จบ-ไม่สิ้น

    บ้าบอ คอแตก จริงๆ........

    กับเรื่องปรองดอง-สมานฉันท์ คนไทยน่ะ ไม่มีใครที่ไหนแตกแยกเย็บไม่ติดหรอก

    มีแต่ "รับจ้างแตก" หลอกแดกระบอบทักษิณชั่วขณะเท่านั้น!

    เพื่อนฝูงผม หลายคน..........

    ก่อนเกิดระบอบทักษิณ ก็เที่ยว-ก็แดกกันชนิดหารูให้แตกไม่ได้

    แต่พอเกิดระบอบทักษิณ บางคน...ขอแยกไปขุดทองในระบอบทักษิณก่อน บางคนเหมือนตายจากไปเลย

    โน่น...ไปปักธงนำหน้าไพร่...........

    เห็นแล้วก็ขำ พวกไพร่ "สายพันธุ์จิ้งหรีด" ก็ต้องกินน้ำค้างตามยอดหญ้า จึงจะมีแรงกรีดปีกร้อง ร้องให้เขาปั่นหัวไปกัดกัน

    ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น ไม่ปั่น ก็ไม่กัด ไปเปลี่ยนไม่ได้หรอก

    ส่วนพวกระดับมือปั่น

    รวยเอา...รวยเอา แค่เหมาหัวคิวกิจกรรม ก็พุงปลิ้นจากเงินจ้างทำระยำเมือง!

    แล้วตอนนี้ .........

    ระบอบทักษิณ กำลังกลายพันธุ์ เป็น "สายพันธุ์พลัดถิ่น" ดำดินโผล่นอกประเทศบ้าง ดำไปโผล่ในคุกบ้าง

    ทำท่าจะสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทย

    พวกเห็บกำลังระดมเป่าตูดซากกันยกใหญ่ แต่บางพวก "สมองไว" มองทางข้างหน้าขาด

    คืนเพื่อน-คืนญาติ "รักบ้าน-รักเมือง" รวยแล้วเลิกเป็นแถว!

    ธรรมชาติคนไทย-การเมืองไทย ก็แบบนี้ ไม่มีรักแท้และเกลียดถาวร

    ดังนั้น คำว่า "ปรองดอง-สมานฉันท์" จึงมีใช้ในหมู่คนแค่ ๒ จำพวกเท่านั้น

    ๑.พวกรับจ้างรักชาติเป็นอาชีพ

    ๒.พวกลิเกอาชีพ!

    มนุษย์น่ะ นอกจากมีชีวิต ยังมีเซลล์สมอง ไม่ใช่หอม-กระเทียม ที่มีแค่ชีวิต ไม่มีสมอง ยัดใส่โหลดอง ให้เป็นอะไร ก็เป็นได้

    ดังนั้น คนเราน่ะ ถ้าไม่สร้างเหตุปัจจัยไปปั่น-ไปปลุก ก็อยู่ร่วมชาติบ้านเมืองกันได้ตามปกติ

    ไม่ต้องไปอ้อนวอน-งอนง้อให้ใครมาปรองดองกับใคร หรือต้องตั้งเวที-ตั้งวงสัมมนา หาวิธีปรองดองหรอก

    เปลืองงบจ้าง "นักวิชาเกิน" เปล่าๆ!

    ปล่อยให้เป็นหน้าที่ธรรมชาติมนุษย์ เยียวยาด้วย "เซลล์สมองมนุษย์" กันเองเถอะ

    เมื่อไม่มีใครไปยุ่มย่าม มันก็จะสมานด้วยตัวมันเองแหละ

    เคยเห็นการฟักไข่มั้ย เคยทำวุ้นมั้ย?

    ขืนไปหยุกหยิก ยุ่มย่าม ทำเขยื้อน มันไม่ฟักเป็นตัวหรอก น้ำที่จะให้แข็งตัวเป็นวุ้น มันก็ไม่เป็น

    รัฐบาลทหารนี่เหมือนกัน.......

    หยุกหยิกกะเรื่องปรองดอง-สมานฉันท์ ถึงขั้นเป็นกฎหมาย

    ยกตัวอย่างมาซักแห่งในโลกซิ

    ว่าที่ไหน คนสมานฉันท์กันได้ "ด้วยบังคับทางการกฎหมาย"?

    เพียงชั่วครู่-ชั่วขณะ น่ะพอได้

    ที่จะให้สมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวตลอดไป ชาติหน้าบ่ายๆ ก็อย่าหวัง

    ผู้นำชาติ-นำรัฐบาล ต้องทำ.......

    คือบริหารให้คนในชาติ "มีความหวัง" ในชีวิตปัจจุบัน และมองเห็นความไพศาลแห่งสังคมชาติในอนาคต

    เนี่ย แค่นี้แหละ.........

    ทำให้คนมั่นใจ-มีความหวัง แล้วใครที่ไหนมันจะเอาแต่ก้มหน้า-ก้มตากัดกันไม่ยอมเลิกล่ะ?

    ประเด็นที่เป็น "หัวใจปัญหา" มันอยู่ตรงนี้

    อย่าว่าแต่คนเลย หมู-หมาก็เหมือนกัน ถ้าหิว มองไม่เห็นทางได้อาหารยังท้อง

    มันก็ต้องกัดกัน ด้วยหิว ด้วยโกรธ ด้วยหงุดหงิด หวังความอยู่รอดเฉพาะตัวตามสัญชาตญาณ

    ฉะนั้น ผู้นำที่มองเห็นประเด็นปัญหาสังคมชาติ ต้องไม่มองกิริยาการขยุกขยิกของประชาชน ว่านั่นคือปัญหา

    มันคือหน้าที่ "ผู้บริหาร"............

    ประชาชนเขาคัน คันตรงไหนในวิถีชีวิตเขา ท่านก็ไป "เกา" ให้เขาตรงนั้น

    ส่วนการสามัคคีปรองดอง มันเป็นอิทัปปัจจยตา

    ทำให้ทุกข์ประชาชนหาย สุข-สามัคคีปรองดอง ก็จะตามมาเอง!

    เมื่อวาน (๑๑ ก.ย.๖๐) รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

    นำคณะลงทุนรายใหญ่กว่า ๕๗๐ ราย มาพบนายกฯ ประยุทธ์ ที่ทำเนียบฯ

    ถ้าเขาไม่สนใจ เพื่อการลงทุนในประเทศไทย เขาคงไม่มา

    ในทางเดียวกัน.........

    เสถียรภาพรัฐบาล คือเสถียรภาพประเทศ ถ้าเขาไม่มั่นใจในเสถียรภาพ และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลประยุทธ์

    "ทำจริง-ทำต่อเนื่อง" ในโครงการพัฒนาที่ริเริ่มทั้งหลายหรือไม่

    โดยเฉพาะโครงการ EEC ?

    จ้างเขาก็ไม่สน และไม่มา!

    ผมดู fb คุณ Marisa Chorkratin เข้าใจว่าอยู่ร่วมนักลงทุนญี่ปุ่นที่ทำเนียบฯ ด้วย สรุปประเด็น โพสต์ว่า

    นักลงทุนญี่ปุ่น ตั้ง ๓ คำถาม กับนายกฯ

    ๑.ไทยคาดหวังอะไรจากญี่ปุ่น?

    ๒.รบ.จะพัฒนาอีอีซีระยะกลาง-ยาวอย่างไร?

    ๓.ไทยคาดหวังอะไรจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่น?

    ฟังดู พื้นๆ ง่ายๆ แต่ตอบ........ยากฉิบ!

    ประเมินได้เลย ทัพนักลงทุนญี่ปุ่นชุดนี้ ไม่ใช่ "สักแต่ว่ามา" เพราะทำการบ้านมาดีเหลือเกิน

    จึงตั้งคำถามได้ "แหลมคม-ชัดเจน-ถึงแก่น-รู้ทัน" อย่างนั้น

    ซึ่งนายกฯ ก็ตอบประมาณว่า........

    -ขอให้มั่นใจ ผมจะทำทุกอย่างให้ไทยและญี่ปุ่นมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันที่สุด เพื่อวันข้างหน้า และความเท่าเทียมความมั่นคงทางด้านการค้า การลงทุน ฯลฯ.........

    -ยืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากที่สุด จึงขอให้มีความเชื่อมั่น

    -ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดเข้ามา จะต้องสานต่อโครงการ EEC และเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในยุทธศาสตร์ชาติแล้ว จึงขอให้มั่นใจในด้านความมั่นคงของโครงการ

    และขอยืนยันด้วยเกียรติยศของผมเองที่เป็นนายกรัฐมนตรีและเคยเป็นทหาร ว่า

    ไทยให้เกียรติกับประเทศญี่ปุ่น ขอให้ไว้วางใจประเทศไทย ฯลฯ

    ก็เห็นมั้ย........

    "คิดมนุษย์" ไม่ว่าชาติไหน ฐานอาชีพไหน สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องการความมั่นใจ ความหวังในอนาคตที่เชื่อได้ แบบมีหลักประกัน!

    ไม่พูดในทัศนคติญี่ปุ่น

    พูดในทัศนคติไทย ใน ๓ ประโยค ที่นายกฯ ประยุทธ์ย้ำกับนักลงทุนญี่ปุ่น

    -ขอให้มั่นใจ ในวันข้างหน้า

    -ขอยืนยัน ในเสถียรภาพรัฐบาล

    -ขอยืนยันความต่อเนื่องโครงการด้วยเกียรติยศนายกฯ และทหาร

    นี้เท่ากับยืนยัน "การคงอยู่ของประยุทธ์"

    หรือท่านว่าไม่ใช่?

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น