อัดแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคขนส่ง

  • Monday, September 25, 2017 - 00:00

    เมื่อพูดถึงโครงการสำคัญๆ ที่กรมทางหลวงอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ การอำนวยความสะดวกและยกระดับการให้บริการ รองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก หรืออีอีซี ที่ภาครัฐได้มีการจูงใจให้เกิดการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

    นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า การดำเนินการตามยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของกรมทางหลวงนั้น ที่ผ่านมามีการพัฒนาปรับปรุงระบบบริหารจัดการของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการทำงาน ด้านบุคลากร ความรู้คู่คุณธรรม ส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณะได้อย่างรวดเร็ว

    สำหรับสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินคือการปรับปรุงและพัฒนาถนนเพื่อรองรับโครงการอีอีซี ตามนโยบายของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นั้นมี 13 โครงการ ระยะทางประมาณ 193.31 กม. มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งมี 6 โครงการที่ติดขัดปัญหาเงินกู้ที่ล่าช้า ทำให้ไม่สามารถประมูลและลงนามสัญญาได้ตามแผนในปี 2560 นี้ ต้องรอแผนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) คาดว่าจะเปิดประมูลภายในเดือน ก.พ.61

    ส่วนการพัฒนาเพื่อสนับสนุนเขตเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ มี 10 พื้นที่ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก จำนวน 6 พื้นที่ 7 ด่าน ได้แก่ ด่านแม่สอด แห่งที่ 2 จ.ตาก, ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 จ.หนองคาย เชื่อมต่อจังหวัดหนองคายเข้ากรุงเวียงจันทน์, ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 จ.มุกดาหาร, ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว, ด่านหาดเล็ก (ท่าเรือคลองใหญ่) จ.ตราด และด่านสะเดา จ.สงขลา

    ส่วนระยะที่ 2 ประกอบด้วย ด่านแม่สายและด่านเชียงของ จ.เชียงราย, ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 จ.นครพนม, ด่านบ้านพุน้ำร้อน (ทวาย) จ.กาญจนบุรี และด่านสุไหงโกลก จ.นราธิวาส โดยทั้ง 2 ระยะ รวมจำนวนโครงการทั้งสิ้น 71 โครงการ แล้วเสร็จ 18 โครงการ

    เร่งมอเตอร์เวย์ 3 สายทาง

    นอกจากนี้ ยังเร่งเดินหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) อีก 3 สายทาง ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สาย
    บางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงินลงทุนสำหรับก่อสร้างงานระบบ 8,400 ล้านบาท ตอนนี้ลงนามครบทั้ง 40 สัญญาแล้ว ความคืบหน้าขณะนี้ 13% เร็วกว่าแผน 4% โดยมีกำหนดแล้วเสร็จทั้งโครงการและเปิดให้บริการในปี 2563

    โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. วงเงิน 49,120 ล้านบาท ลงนามในสัญญาแล้ว 21 สัญญา จากทั้งหมด 25 สัญญา และอีก 3 สัญญา ลงนามภายในเดือน ก.ย.นี้ ส่วนอีก 1 สัญญาอยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากเอกชนที่ประกวดราคายื่นเกินราคากลาง และไม่ยอมลดราคา จึงเรียกรายที่ 2 เข้ามาต่อรองราคาให้ลดอยู่ในวงเงินงบประมาณ จึงต้องทำความตกลงกับกรมบัญชีกลางเพื่อยกเว้นขอผ่อนผัน ส่วนภาพรวมโครงการ คืบหน้า 3% เนื่องจากติดเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน คาดจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ และก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการ ปี 63

    อย่างไรก็ตาม สำหรับมอเตอร์เวย์ทั้ง 2 เส้นทาง ปัจจุบันกรมทางหลวงอยู่ระหว่างการเตรียมแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกการให้เอกชนร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost สำหรับการก่อสร้างงานระบบ การบริหารจัดการ และการบำรุงรักษาทั้งโครงการ ทั้งนี้คาดว่ากรมจะสามารถประกาศ TOR ได้ภายในเดือนมกราคม 2561

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายพัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กม. ใช้งบประมาณการก่อสร้าง 14,200 ล้านบาท ปัจจุบันคืบหน้าทั้งโครงการ 43% พร้อมเปิดให้บริการต้นปี 63 ซึ่งหลังจากที่โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้สามารถเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่ง ระหว่างภาคกลางกับภาคตะวันออกได้อย่างสมบูรณ์

    ดึงเอกชนร่วมลงทุน

    นอกจากนี้ ยังมีส่วนโครงการอื่นๆ ที่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงการคลัง ภายใต้ความร่วมมือภาครัฐ-ภาคเอกชน หรือ PPP คือให้เอกชนลงทุนเองทั้งหมด ตั้งแต่งานก่อสร้างงานระบบจัดเก็บ การบำรุงรักษา ได้แก่ มอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 119 กม. วงเงินลงทุน 80,600 ล้านบาท คาดจะสรุปรูปแบบการลงทุนได้ภายในเดือน ก.ย.นี้, สายบางปะอิน-นครสวรรค์ ระยะทาง 206 กม. ผ่านการเห็นชอบ EIA แล้ว อยู่ระหว่างเสนอตั้งของสำรวจออกแบบ

    สำหรับสายบางปะอิน-นครราชสีมา วงเงิน 8,4000 ล้านบาท และบางใหญ่-กาญจนบุรี 6,400 ล้านบาท เป็นงานระบบและบำรุงรักษา โดยจะจ้างเอกชนมาดำเนินการระยะเวลา 30 ปี คาดจะออกทีโออาร์ได้ต้นปี 61

    นอกจากนี้ ยังมีการจ้างศึกษา PPP ปี 61 โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ส่วนต่อขยายส่วนยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน ระยะทาง 18 กม. เป็นส่วนต่อขยายทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ไปเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา วงเงินลงทุน 25,000 ล้านบาท ขณะนี้ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างรอการพิจารณา EIA

    เชื่อมด่วนบางมด-บางขุนเทียน

    ส่วนสายที่จะหยิบขึ้นมาทำอย่างเร่งด่วนอีกเส้นคือ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทางยกระดับบนทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ระยะทาง 75 กม. วงเงินลงทุน 89,000 ล้านบาท เดิมทีจะดำเนินการแบบ PPP แต่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ ช่วงบางมด-บางขุนเทียน ทำให้กรมทางหลวงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้นเป็นปี 61 ขณะนี้ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างพิจารณา EIA โดยจะเริ่มทำจากบางขุนเทียน-มหาชัย โดยในส่วนนี้จะไม่ทำถึงวังมะนาว จะสิ้นสุดถึงมหาชัย เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ถ้าทำ PPP จะไม่ทันรองรับทางด่วนของการทางพิเศษฯ

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายหาดใหญ่-ชายแดนไทย-มาเลเซีย ระยะทาง 71.5 กม. เชื่อมต่อเมืองหาดใหญ่กับด่านชายแดนสะเดาแห่งที่ 2 วงเงินลงทุน 30,500 ล้านบาท ขณะนี้ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการพิจารณา EIA ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการร่วมทุนที่เหมาะสม

    ปี 61 ลุย 59 โครงการพร้อมเฉลี่ยงานให้รายย่อย

    นายธานินทร์ กล่าวว่า โครงการในปี 2561 นั้นมี 59 โครงการ ซอยย่อยเป็น 88 โครงการ มี 6 โครงการที่เป็นโครงการเงินกู้ ที่ต้องคุยกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เพื่อเข้าสู่กระบวนการเงื่อนไขเงินกู้ ซึ่งยังไม่ได้หาตัวผู้รับเหมา ส่วน 82 โครงการ เป็นเงินงบประมาณ ขณะนี้หาตัวผู้รับจ้างประกาศทีโออาร์แล้ว 79 โครงการ คาดภายในกลางเดือน ก.ย.-ต.ค.จะได้ตัวผู้รับจ้าง และจะเดินหน้าลงนามสัญญาให้ได้ทั้งหมดภายในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อจะกระตุ้นการเบิกจ่ายให้การก่อสร้างเดินหน้าได้

    " สิ่งสำคัญที่กรมจะดำเนินการคือเกลี่ยงานประมูลใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เพื่อกระจายงานให้กับผู้รับเหมาทุกขนาดมีงานทำ ไม่เฉพาะแต่รายใหญ่เท่านั้นที่ได้งาน ซึ่งทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาล โปร่งใส่ ซึ่งจะเริ่มปีงบประมาณ 2561 ที่รอประมูลงานทันทีมี 30 โครงการ รวม 30,000 ล้านบาท" นายธานินทร์กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาคือ โครงการก่อสร้างวงแหวนน้ำอยู่ด้านตะวันออก เดิมทีเป็นวงแหวนรอบที่ 3 จะขุดคลองตรงกลางระหว่างถนนเพื่อระบายน้ำ ตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่บอกว่าควรจะมีคลองระบายน้ำทางด้านตะวันออก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากจังหวัดสระบุรี ลงมาด้าขวาของมอเตอร์เวย์สาย 9 วงแหวนตะวันออก เส้นบางปะอิน-บางนา จุดประสงค์หลักคือช่วยระบายน้ำ สำหรับการลงทุนขึ้นอยู่กับแบบ ถ้าเป็นยกระดับใช้เงินลงทุน 1,000-1,200 ล้านต่อ 1 กิโลเมตร (กม.)

    ต้นแบบรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

    นายธานินทร์กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตอนที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เฟสแรก 3.5 กม. ระหว่างสถานีกลางดง-ปางอโศก ซึ่งกรมทางหลวงได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เป็นผู้ดำเนินการในส่วนสัญญาที่ 1 งานก่อสร้างด้านโยธาเท่านั้น เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็ว ส่วนเฟสที่ 2-4 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการต่อไป อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน ต.ค.60 นี้จะเริ่มก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 4 เดือน ซึ่งการทำงานต้องดี มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วเพื่อใช้เป็นต้นแบบของการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในช่วงต่อไป.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น