ครหา 2 ข่าวใหญ่ 'เบี่ยงกระแส' หอบ 'บิ๊กป๊อก' หลบกระสุนตก

  • Monday, September 25, 2017 - 14:40

    เกิดขึ้นท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นเพียงการ “เบี่ยงกระแส” สำหรับข่าวใหญ่ 2 ข่าวในปลายสัปดาห์

    ข่าวแรก กรณีกองบังคับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นจุดเป้าหมาย บ้านผู้ต้องสงสัยพัวพันการทุจริตงบสนับสนุนบูรณปฏิสังขรณ์ งบสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม และงบสนับสนุนเผยแผ่พระพุทธศาสนา จำนวน 17 จุด

    2 ในจุดสำคัญคือ การเข้าตรวจค้นบ้านพักของ 2 อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทั้งนายพนม ศรศิลป์ และนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์

    นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องสงสัยเพิ่มขึ้นอีก 14 ราย รวมกับล็อตแรก 5 คน ทำให้ปัจจุบันมีผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 19 คน ในคดีทุจริตเงินทอนวัด

    ข่าวที่สอง กรณีที่ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) สามารถจับกุมตัวนายตำรวจยศ “พ.ต.อ.” และพวกรวม 3 คน ที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีออกนอกประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

    โดย “พ.ต.อ.” ดังกล่าวคือ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เป็นคนขับรถยนต์คัมรี่ มีซันรูฟ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ณย-2123 กทม. ขับพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ไป จ.สระแก้ว โดยผ่านถนนสุวินทวงศ์ กทม. จ.ฉะเชิงเทรา และ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    ทั้ง 2 กรณีคือเรื่องที่สังคมให้ความสนใจมาก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น โดยประเด็นการทุจริตเงินทอนวัด ในช่วงที่ผ่านมาหลังมีการโยก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จากตำแหน่ง ผอ.พศ. ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สังคมแสดงความกังวลกันมากว่า การตรวจสอบจะเข้มข้นเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะการตัดสินใจเปลี่ยนตัวครั้งนี้เพื่อลดการกระทบกระทั่งกับ “พระ”

    ซึ่งการตัดสินใจเปลี่ยนตัวจาก พ.ต.ท.พงศ์พร มาเป็นนายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา ทำให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกตำหนิไม่ใช่น้อย

    ขณะที่ประเด็นการหายตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลยในคดีละเว้นไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนก่อให้เกิดความเสียหาย ฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่ “บิ๊กตู่” เรื่อยมาถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.), พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ถูกตั้งข้อสงสัยว่า จงใจหลิ่วตาให้อดีตผู้นำหญิงหนีออกนอกประเทศ

    เมื่อทั้ง 2 เรื่องกลับมามีความเคลื่อนไหว การตรวจค้นทำให้เห็นว่า รัฐบาลยังขับเคลื่อนเรื่องการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด การจับนายตำรวจที่เป็นคนพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า ฝ่ายบริหารไม่ได้เป็นคนสั่งการอย่างที่มีการข้อสงสัยกัน

    มันย่อมทำให้ทั้ง 2 ประเด็นได้รับความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะกับสื่อ!

    ทว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่กลับได้ผลลัพธ์ที่ไม่ได้พอใจสักเท่าไหร่ แม้จะชิงพื้นที่สื่อได้ก็ตาม นั่นเพราะมีการตั้งข้อสังเกตกันว่า “เจตนา” ในการประโคมข่าวดังกล่าว เพื่อกำลังดึงความสนใจจากประชาชน หลังผู้ใหญ่ในรัฐบาลกำลังเผชิญมรสุมเรื่องการเข้าไปพัวพันกับการประพฤติมิชอบ

    โดยเฉพาะ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ผ่านมา กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” ต้องรับมือกับ 2 กรณีใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรง เรื่องแรก กรณีที่กระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกระทิงแดง เช่าพื้นที่ป่าสาธารณะห้วยเม็ก ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่ต่อมาชาวบ้านได้ทำหนังสือคัดค้าน เพราะยังเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์

    หลังเกิดเรื่อง พล.อ.อนุพงษ์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง โดยอ้างว่า ขั้นตอนในส่วนเจ้าหน้าที่ระดับบนถูกต้องแล้ว แต่ประเด็นดังกล่าวยังได้รับความสนใจ และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

    อีกเรื่อง เป็นช็อตต่อเนื่องภายหลังจาก พล.อ.เฉลิมชัย ผบ.ทบ. แถลงปลดประจำการ “เรือเหาะ” ที่ใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการจัดซื้อในปี 2552 ที่มี “บิ๊กป๊อก” เป็น ผบ.ทบ. ทำให้นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย หยิบเรื่องดังกล่าวไปยื่นให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า

    กรณีนี้มีความพยายามอธิบายว่า เรื่องดังกล่าวจบไปแล้ว เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีมติตีตกข้อกล่าวหาว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้นทุจริตในการจัดซื้อ ขณะที่ “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ชี้แจงว่า สามารถหยิบขึ้นมาใหม่ได้ แต่ต้องมี “หลักฐานใหม่” เท่านั้น

    ซึ่งมีการโต้แย้งว่า สิ่งที่นายศรีสุวรรณขอให้ตรวจสอบเป็นเรื่องของความ “คุ้มค่า” ไม่ใช่เรื่องของการทุจริต กระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบจึงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

    ในส่วนตัว “บิ๊กป๊อก” เอง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สีหน้าแสดงเห็นชัดว่า ไม่มีความสุขกับการถูกขุดคุ้ยและตรวจสอบในทั้ง 2 ประเด็น

    เมื่ออยู่ๆ ทั้ง 2 ข่าวใหญ่ล่าสุดโผล่ขึ้นมากลางครัน กระแสความสนใจของประชาชนในเรื่อง “ห้วยเม็ก” และ “เรือเหาะ” จึงถูกลดหลั่นความสำคัญลงไป

    สิ่งที่ตามมา นอกจากเรื่องข้อสงสัยตั้งใจ “เบี่ยงกระแส” อีกหอกหนึ่งที่กำลังพุ่งใส่รัฐบาลจากปรากฏการณ์ครั้งนี้คือ เป็นอีกครั้งที่มีความพยายามในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ โดยใช้วิธีหาเรื่องใหญ่เรื่องอื่นมาดึงความสนใจ เพื่อให้ประเด็นร้อนๆ ซาลง

    มีหลายๆ ครั้งที่สังคมตั้งคำถามกับเรื่องนี้ว่า เมื่อมีบุคคลในรัฐบาลถูกพาดพิงกระบวนการตรวจสอบมักจะไม่เข้มข้น หรือองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบนั้นไม่ได้ปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา เพราะ “เกรงใจ”

    “สตง.” หน่วยงานที่เคยทำหน้าที่อย่างเข้มข้นในยุคของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกครหาว่า มักจะทำหน้าที่“การันตี” ความถูกต้อง หรือ “ฟอก” ให้อยู่เสมอ อาทิ เรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ หรือการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์

    “ป.ป.ช.” โดยเฉพาะตัวประธาน ป.ป.ช. อย่าง “บิ๊กกุ้ย” ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ “ตระกูลวงษ์สุวรรณ” โดนค่อนแคะอย่างหนักถึงการทำหน้าที่ในคดีที่เกี่ยวกับคนใน คสช.และรัฐบาล

    เหล่านี้ล้วนเป็น “ภัยเงียบ” ที่อันตรายต่อ คสช.และรัฐบาลในอนาคต เช่นเดียวกับ “บิ๊กตู่” หากต้องนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัย เพราะเรื่องการพัวพันการทุจริต และการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบคือ “หัวเชื้อ” อย่างดีในการเสื่อมอำนาจ

    ย้อนกลับไปสมัยพรรคไทยรักไทย มีเรื่องทำนองนี้เช่นกัน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกต่อต้านอย่างหนักหลังพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือการส่งคนของตนเองเข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็น “ยันต์กันผี” ให้ตัวเองในคดีต่างๆ จนที่สุดนำมาสู่การขับไล่และถูกโค่นลงจากอำนาจ

    ที่ “ทักษิณ” ยังคงความนิยมอยู่ได้ในหมู่คนเสื้อแดง แม้แต่ปัจจุบันที่ “อีสานโพล” สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ส่วนใหญ่ยังอยากให้คนของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เพราะยังมีเรื่องประชานิยมเป็นโปรไฟล์ให้ตัวเอง

    ในขณะที่ “รัฐบาลบิ๊กตู่” เรื่องเศรษฐกิจยังเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ยังฉุดไม่ขึ้นเท่าที่ควร หากต้องมาเผชิญกับข้อครหาเรื่องการพัวพันการทุจริต หรือการหลบเลี่ยงการทุจริต ย่อมไม่ส่งผลดีแน่ทั้งปัจจุบันและอนาคตแน่
    น่าเป็นห่วงไม่น้อย.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น