ปั้นศูนย์กลางช็อปปิ้ง

  • Wednesday, October 4, 2017 - 00:00


    เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ "กรุงเทพฯ" เมืองหลวงของประเทศไทย คว้าแชมป์อันดับ 1 ในการเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมากที่สุดในโลกเป็นปีที่สองติดต่อกัน จากผลสำรวจดัชนีจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวประจำปี 2017 (2017 Global Destination Cities Index) ที่จัดทำโดยมาสเตอร์การ์ด

    โดยในปีที่ผ่านมา พบว่า กทม.มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวถึง 19.41 ล้านคน เอาชนะทั้งกรุงลอนดอน ปารีส, ดูไบ, โตเกียว และโซล

    ข่าวนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและน่าขอบคุณทีมงานเบื้องหลังที่ช่วยกันทำงาน ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภาคเอกชน และที่หนีไม่พ้นคือเจ้าบ้านคนไทยทุกคนที่ช่วยกันต้อนรับขับสู้นักท่องเที่ยวอย่างดี

    ทุกภาคส่วนที่กล่าวมา ล้วนทำงานกันหนัก เพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับต้นๆ ของโลกให้ได้ ซึ่งผลงานที่ออกมาก็พิสูจน์ได้แล้วว่าทำงานกันเก่งแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าก็คือ การทำอย่างไรที่จะรักษาแชมป์ด้านการท่องเที่ยวออกไปได้อีกยาวนาน

    เพราะต้องยอมรับว่า จุดแข็งทางด้านการท่องเที่ยวของไทยนั้น หลักๆ คือเรื่องของความคุ้มค่าในการใช้เงิน หากยังจำกันได้ เคยมีผลสำรวจมาก่อนหน้านี้ ระบุว่า กทม.เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินน้อยที่สุด และได้รับบริการในระดับคุณภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองอื่นๆ ทั้งค่าโรงแรมที่พัก ค่าใช้จ่ายในการเข้าชมสถานที่สำคัญ ค่าพาหนะ และค่าอาหาร

    แต่จุดขายของเราที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้น ต้องบอกว่ายังมีค่อนข้างจำกัด ในเมื่อเรายังคงขายแหล่งท่องเที่ยวเดิมๆ ขายวัฒนธรรม ขายอาหาร ขายแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งมันก็จะจำเจสำหรับนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาแล้ว หากต้องการนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาซ้ำ ไทยเองก็จะต้องหาจุดขายใหม่ๆ เข้ามาเสริม ทั้งในเรื่องของเป็นแหล่งช็อปปิ้ง ซึ่งไทยเองมีกลุ่มลูกค้าชาวเอเชียที่เป็นนักช็อปโดยดีเอ็นเออยู่แล้ว แต่การอำนวยความสะดวกในเรื่องของการช็อปปิ้ง โดยเฉพาะการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ

    ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นนั้นชัดเจน แม้เขาจะเปิดประเทศรับการท่องเที่ยวได้ไม่นาน แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวของเขานั้นก้าวกระโดดมากๆ ไม่แน่อีก 3-4 ปี ตัวเลขประเทศเขาอาจจะทะลุ 30 ล้านคน ทั้งๆ ที่ใช้เวลาโปรโมตน้อยกว่าไทยหลายสิบปีก็ตาม ส่วนหนึ่งก็เพราะเขามีระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) นักท่องเที่ยวที่จุดขายเลย ซึ่งสะดวกกว่าของไทยที่ต้องไปหาเคาน์เตอร์คืนภาษี ซึ่งบางที่มี บางที่ไม่มี ขณะเดียวกัน ร้านค้าในประเทศก็มีการทำป้ายราคาชัดเจน ระหว่างราคาที่รวมกับไม่รวมแวต ช่วยให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

    พร้อมกันนี้ ในเรื่องที่ภาคเอกชนพยายามผลักดันให้มีการทบทวนภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยนั้น ก็คิดว่าทางกระทรวงการคลังของไทยน่าจะช่วยกันคิดหาทางที่ดีที่สุดในการสร้างตรงนี้ขึ้นมา ทำให้รู้สึกว่ากรุงเทพฯ คือสวรรค์ของการช็อปปิ้งด้วย เหมือนที่เกิดขึ้นที่ฮ่องกง สิงคโปร์ ดูไบ เพราะเท่าที่เห็นในตามช็อปแบรนด์ดัง ก็มีลูกค้ามาต่อคิวซื้อกันเยอะอยู่แล้ว หากทำได้ คือ ลดภาษีให้เฉพาะกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเดียวก็ได้ ซึ่งหากทำได้ หรือมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

    ไม่ต้องห่วงเลยว่าการท่องเที่ยวของเราจะได้รับอานิสงส์เพิ่มขึ้นแน่นอน และไม่ใช่เฉพาะเจ้าของสถานที่ช็อปปิ้งจะได้รับประโยชน์ แต่บรรดาผู้ผลิตสินค้ารายเล็ก รายกลาง โดยเฉพาะกลุ่มโอท็อปนั้นจะได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเราให้เติบโตได้อีกมหาศาล.

    ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น