ปลาไหลในการเมืองโลก สู่เกมรุกโรดแมป"คสช."

  • Sunday, October 8, 2017 - 00:00

    ในทิศทางของโลกที่ผันผวน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในทิศทางของประเทศมหาอำนาจต่อประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการแบ่งขั้วผลประโยชน์ ประเทศไทยที่อยู่ในภูมิรัฐศาสตร์สำคัญในภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้ง หรือมาจากการรัฐประหาร ก็ต้องจัดวางท่าทีให้สมดุลเหมือนกัน

    ในขณะเดียวกัน ท่าทีของผู้นำประเทศมหาอำนาจ ก็สำคัญต่อสถานการณ์โลก การจัดวางน้ำหนักในแต่ละประเด็นของไทย จึงต้องรอบคอบ ระมัดระวัง โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ให้ถูกลากไปเป็นหางเครื่องเชียร์ฝ่ายไหน

    การเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ของไทย ซึ่งสวมหมวกเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามคำเชิญของ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประธานาธิบดี สหรัฐฯ หลังสายตรงหากัน 30เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำอาเซียน คนที่ 3 และ เป็นการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีของไทย อย่างเป็นทางการในรอบ 12 ปี ล่าสุดก.ย.ปี2548

    การแลกเปลี่ยน ข้อหารือ การพบปะกันระหว่าง พลเอกประยุทธ์ กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์

    จึงไม่ได้เป็นการ "ด้นสด" พูดคุยเจรจาความเมือง ด้วยความรู้สึก และการตัดสินใจส่วนตัว แต่ต้องการมีการพิจารณา ไตร่ตรอง พิจารณาข้อมูลจากทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง

    ผลสรุป มีทั้ง ได้และเสีย ของทั้งสองฝ่าย แต่ใครจะมากหรือน้อยมากกว่ากัน "ตาชั่ง" ผลประโยชน์ชาติคงยากจะวัดได้ ทุกอย่างจะคลี่คลายเมื่อการการพูดคุยผ่าน "คำพูด" และ "ตัวหนังสือ" จะปรากฎเป็นผลการปฏิบัติที่ส่งผลต่อคนในชาติในเวลาถัดมา

    เมื่อย้อนกลับไปดู มีหลายประเด็นเป็นการตอกย้ำเรื่องภาพความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เช่นการฝึกร่วมผสมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ภายใต้ รหัสการฝึกคอบบร้าโกลด์ ที่ได้มีการฝึกร่วมกันมาถึง 35 ปีแล้ว มี 28 ประเทศที่ร่วมทำการฝึก
    รวมถึงความร่วมมือจากสหรัฐในด้านการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีป้องกันประเทศ

    "ในเรื่องเหล่านี้ เราไม่ได้มีอาวุธเอาไว้เพื่อจะสู้รบกัน เรามีไว้เพื่อไม่ให้เกิดการรบกัน ทำให้ขาดศักยภาพทางสงครามเท่านั้นเอง ก็คิดว่ายังมีความจำเป็นอยู่ อีกเรื่องคือ ภัยการก่อการร้าย" พลเอกประยุทธ์ ระบุในรายการศาสตร์พระราชา

    ขณะที่การจัดหายุทโธปกรณ์แม้จะไม่ได้ตอบรับ หรือ ปฏิเสธว่ามีพูดถึงในระดับใด แต่การเอ่ยปากของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ถึงการที่สหรัฐฯ ปลดล็อคให้ไทยพิจารณาจัดหาอาวุธจากสหรัฐฯ ได้ ทั้งที่ยังเป็นรัฐบาลทหาร

    พร้อมทั้งการเปิดให้สามารถซื้อเฮริลคอปเตอร์โจมตีฝูงใหม่จากบริษัทผู้ผลิตในประเทศสหรัฐฯ แทน เฮริลคอปเตอร์คอบบร้าที่ประจำการที่ศูนย์การบินทหารบก กำลังจะปลดประจำการ และไม่นับการเรียบเรียงบัญชีอาวุธ 3-4 รายการที่คองเกรสสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ได้จัดหาตามแผนพัฒนากองทัพมาแล้ว ในงบประมาณปี 2560

    ทั้งเฮริลคอปเตอร์แบล็คฮอร์ค 4 ลำ ,จรวดแอมแรมป์, และ โครงการปรับคืนสภาพ F-16 MLU

    อันถือเป็นการจัดซื้อ - จัดหา เชิงสัญลักษณ์หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พบกับผู้นำฯหลายประเทศ

    ไม่นับข้อตกลงความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ ในการเชิญผู้นำประเทศต่างๆ ไปเยือน เพราะอย่างลืมว่าไทย เป็นประเทศที่ได้ดุลการค้ามาตลอด เฉพาะปีที่แล้วได้ดุลประมาณ 12,437 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ในบัญชีรายชื่อคำสั่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ลำดับที่ 11 ของประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า

    การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงทุนโทรศัพท์สายตรงมาคุยกับพลเอกประยุทธ์ พร้อมยืนยันให้การสนับสนุนรัฐบาลไทยในทุกเรื่อง และยังเชิญนายกฯ ไทยให้ไปเยือน โดยฝ่ายไทยก็เสนอกลับไปว่าช่วงประชุมเอเปกฟอรั่ม 2017 ซึ่งจะมีการประชุมในปีนี้ ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ขอให้ "ทรัมป์" มาเยือนไทย และ เจ้าตัวก็ตอบรับมาเยือนไทย ถือเป็นการเปิดเกมส์เชิงรุกระหว่างประเทศ

    เพราะที่ผ่านมา นับแต่รัฐประหารปี 2557 สหรัฐฯ ภายใต้การนำของ "โอบาม่า" ยึดตามระเบียบวิธี และกฎเกณฑ์ในการปฏิเสธรัฐบาลทหารมาโดยตลอด ทำให้ไทยได้รับ มิตรภาพจากจีนอย่างเต็มเปี่ยม ความใกล้ชิดในทุกด้านเพิ่มขึ้นจากเดิม จนกระทั่งนำไปสู่การจัดหาอาวุธเชิงยุทธศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์จากจีน นั่นก็คือ "เรือดำน้ำชั้นหยวน "

    การกลับมาผูกมิตรของสหรัฐฯ ครั้งนี้นอกจากผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจของตนเองโดยหลับตาข้าง "ประชาธิปไตย"ไปข้างหนึ่ง ยังมุ่งหวังให้ไทยออกแรงเป็นตัวกลางในการแสดงท่าทีต่อปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี หรืออย่างน้อยก็ยึดตามมติยูเอ็น

    ในขณะที่ "นายกฯประยุทธ์" และรัฐบาลต้องการให้สหรัฐฯ เปิดกว้างให้รัฐบาลปัจจุบัน ลดอุปสรรค กฎเกณฑ์ระหว่างกันอันเนื่องมาจากเงื่อนไขความเป็นรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยลง เพราะการดำรงอยู่ของ คสช. ตามโรดแม้ป เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง ต้องอยู่ภายใต้การยอมรับของนานาชาติด้วย

    ทำให้ ประเด็นที่น่าสนใจคือระหว่างการหารือ พลเอกประยุทธ์ ยังได้อธิบายถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ แม้ "ทรัมป์" จะไม่ได้สอบถาม โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนา อย่างยั่งยืน ว่า" ผมก็ได้ยืนยันว่า เราเดินหน้าตามRoad Map ของเรา ซึ่งจะมีการเลือกตั้งแน่นอนในช่วงปลายปีหน้า...

    ...คำว่า “เลือกตั้ง” ก็คือการประกาศวันเลือกตั้ง จากนั้นต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการต่ออีกประมาณ 150 วัน ก็ยืนยันไปตามนั้น ตาม Road Map แล้วผมก็ถือโอกาส ถ้ามีเวลา ท่านก็ชื่นชมประเทศไทย ท่านบอกว่าประเทศไทยสวยงาม คนไทยก็น่ารัก ก็เห็นในภาพ อะไรต่าง ๆ ในวีดิทัศน์ อะไรต่าง ๆ หลายครั้งผมก็ถือโอกาสขอเชิญท่านประธานาธิบดีทรัมป์ และภรรยาเยือนเมืองไทยด้วย ในโอกาสที่อาจจะในช่วงเดินทางไปร่วมประชุมที่เอเชียในเดือนหน้านี้ หรือโอกาสอื่นตามความเหมาะสม...

    การผูกสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ผ่านผู้นำอย่าง "ทรัมป์" ภายใต้ความแนบแน่นที่มากขึ้นกับจีนตามลำดับ ยิ่งทำให้ "นายกฯประยุทธ์" มีไพ่ให้เล่นในเกมส์ระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งทุกประเทศก็ปฏิบัติกัน แต่การลื่นไหล และไปได้กับทุกขั้วมหาอำนาจ ซึ่งไม่ต่างจากคำเรียกขานพรรคการเมืองไทยอย่างพรรคชาติไทย ว่า "ปลาไหลใส่สเก็ต"นั้นต้องมีความรอบคอบ และดีดลูกคิดผลประโยชน์ชาติอย่างระมัดระวัง

    แน่นอนว่า "แต้มต่อ"เหล่านี้จะเป็น "กุญแจ" สำคัญในการไขไปสู่การเดินไปตามโรดแม้ปเลือกตั้งอย่างราบรื่น โดยป้องกันไม่ผู้เสียประโยชน์ไปเสี้ยมมหาอำนาจให้เข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในได้เหมือนเช่นในอดีต เพราะมหาอำนาจต่างได้สิ่งที่เขาต้องการไปแล้ว แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นหลักประกันให้รัฐบาล คสช.จะดำรงอยู่อย่างไร้ปัญหา

    เพราะว่าการเมืองไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยอมรับจากมหาอำนาจของโลกอย่างเดียว แต่องค์ประกอบของโครงสร้างอำนาจภายในที่อัดแน่น และ ซับซ้อน เป็นอีกตัวชี้วัดว่าการเมืองไทยจะไปได้ราบรื่นอย่างที่ผู้นำไทยวาดภาพไว้หรือไม่ !!

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น