อุตุเตือนฝนหนักต่อเนื่อง รบ.ลั่น'เอาอยู่'ไม่ซ้ำปี'54

  • Thursday, October 12, 2017 - 00:00


    รัฐยันสถานการณ์น้ำไม่หนักเหมือนปี 54 การันตีแผนบริหารจัดการดี ห่วงประชาชนเจ้าพระยาตอนล่างเดือดร้อน หลังกรมชลฯ เตรียมผลักดันน้ำออกด้านข้างผ่าน "อยุธยา" ขณะที่กรมอุตุฯ ยังเตือนตกหนักต่อเนื่อง ทางด้าน "ผบ.ทบ." ระบุนายกฯ เป็นห่วง เชื่อมั่นสถานการณ์คลี่คลายภายใน 2 สัปดาห์

    เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาว่า ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถระบายน้ำได้ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม.) จากเดิม 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยทาง กทม.คาดว่าปริมาณน้ำจะสูงถึง 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ เนื่องจากกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำจากภาคเหนือ จึงทำให้ปริมาณน้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมากขึ้น ซึ่งกรมชลประทานก็มีแผนในการผลักดันน้ำไปยังภาคตะวันออกและบางส่วนของภาคตะวันตก ทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา และอาจทำให้พื้นที่ตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบบางส่วน

    นายสมพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เฉลี่ยประมาณ 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที อยู่ในเกณฑ์ที่ กทม.สามารถรองรับได้ ไม่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ใด สำหรับปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนใกล้เต็มความจุ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีแผนปัดน้ำจากเขื่อนต่างๆ มายังแม่น้ำสายหลัก อาจทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพฯ มากขึ้นด้วย แต่จากการติดตามแผนระบายน้ำจากเขื่อนต่างๆ ยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ ยกเว้นชุมชนที่อาศัยอยู่นอกแนวป้องกันริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณกว่า 400 ครัวเรือน ทั้งนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้กำชับไปยังสำนักงานเขตทั้ง 10 เขตในพื้นที่ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเข้าอำนวยความสะดวกประชาชนในด้านต่างๆ ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในนั้น สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง โดย กทม.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดชั่วโมงต่อชั่วโมง เพื่อติดตามผลกระทบจากอิทธิพลการปล่อยน้ำและสถานการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง รวมถึงน้ำเหนือด้วย

    นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า การที่อุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฝนตกชุกหนาแน่นทั่วประเทศในระยะนี้ เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะจะทำให้เป็นปริมาณสมทบกับน้ำเหนือและน้ำหนุน คาดว่าปริมาณฝนนั้นอาจกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่มากนัก ฝนที่ตกลงมาในช่วง 1-2 วันนี้อาจทำให้มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ กทม. แต่ด้วยแผนบริหารจัดการน้ำฝนปิดล้อมปริมาณน้ำทั้งหมด โดยการลำเลียงปริมาณน้ำฝนในระบบลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่รอบนอก ซึ่ง กทม.ก็พยายามเร่งระบายน้ำส่วนนี้ให้แห้งเป็นปกติภายใน 1-2 ชั่วโมง หรือตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ส่วนในกรณีของน้ำเหนือและน้ำหนุนนั้น อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ กทม.มั่นใจว่ารับมือได้

    “ขณะนี้ กทม.ได้เตรียมรับมือสถานการณ์ คือ ติดตามและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมติดต่อข้อมูลกับกรมชลประทานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กทม.ได้เตรียมกระสอบทรายเรียงตามแนวป้องกันน้ำท่วมริมพระยา ตามบริเวณจุดฟันหลอ เช่น ท่าเทียบเรือ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพฯ” นายสมพงษ์กล่าว

    "บิ๊กตู่"สั่งทบ.ช่วยประชาชน

    พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อกังวลของประชาชนจากการเพิ่มปริมาณการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 ว่าจากข้อมูลของกรมชลประทานวันนี้ในปี 2554 น้ำที่จังหวัดนครสวรรค์มากถึง 4,650 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ขณะนี้อยู่ที่ 2,630 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาวันนี้ในปี 2554 มากถึง 3,634 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ขณะนี้อยู่ที่ 2,404 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งปี 2554 มากกว่าปีนี้ 1 ใน 3

    นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า วันที่ 12 ตุลาคม ปริมาณน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์จะสูงที่สุดจากน้ำเหนือที่หลากมาทางแม่น้ำปิง ประมาณ 2,700-2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแม่น้ำสะแกกรังไหลมาบรรจบแล้วจะใช้เขื่อนเจ้าพระยาทดน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งเหนือเขื่อน ซึ่งขณะนี้รับได้วันละ 509 ลบ.ม.ต่อวินาที จากศักยภาพสูงสุด 740 ลบ.ม.ต่อวินาที เนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้นำเครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำมาเสริมเร่งระบายน้ำออก เพื่อเพิ่มปริมาณการรับเข้า

    ทั้งนี้ การระบายน้ำออกท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะคงไว้ที่ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและลำน้ำสาขาในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา สูงขึ้น 50-80 เซนติเมตรเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดท้ายเขื่อนเตือนประชาชนถึงระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้น โดยที่สิงห์บุรีวันนี้ระดับน้ำสูงกว่าวานนี้

    ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า เป็นห่วงผลกระทบต่อประชาชนขยายวงจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเพิ่ม แต่ก็ได้เตรียมพร้อมทั้งกระสอบทรายและการขนย้ายเครื่องมือหนักเข้าไปช่วยประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และเชื่อว่าน้ำจะไม่ท่วมเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน เพราะได้มีแผนเตรียมการป้องกันไว้อย่างดี

    พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากฝนตกหนักในช่วงนี้ว่า ปัจจุบันนี้สภาพโดยรวมของปริมาณน้ำในทุกพื้นที่มีจำนวนมาก และได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพอสมควร และในระหว่าง 2-3 วันนี้ ในส่วนของเขื่อนต่างๆ จะเร่งระบายน้ำเพื่อรองรับน้ำฝนที่จะตกเพิ่มลงมา ทาง พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยและสั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพบก เตรียมกำลังพลลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะบริเวณด้านท้ายเขื่อน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 3 ไปเตรียมความพร้อม และส่งคนเข้าไปช่วยเพิ่มเติม และจากการที่ตนได้ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม สภาพน้ำปัจจุบันมีปริมาณน้ำค่อนข้างสูง และประชาชนมีผลกระทบ 6 อำเภอ ซึ่งเป็นอำเภอ รอบนอกเขื่อนกั้นน้ำ

    พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า ส่วนการบริหารจัดการของจังหวัดทำได้ดี ซึ่งได้คุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดว่าได้มีการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำเอาไว้ 7 พื้นที่ เนื้อที่ประมาณ 6 แสนได้ รองรับน้ำประมาณ 1,000 ล้าน ลบ.ม.

    "ปริมาณน้ำในปีนี้ไม่ได้แตกต่างจากปริมาณน้ำในปี 54 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เพียงแต่การบริหารจัดการในช่วงที่ผ่านมาทั้งในส่วนของกรมชลประทาน กระทรวงมหาดไทย สามารถดำเนินการได้ดี ประชาชนจึงได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่มากนัก คาดว่าประมาณ 2 สัปดาห์ทุกอย่างจะคลี่คลาย" พล.อ.เฉลิมชัยกล่าว

    อุตุฯ เตือนฝนตกต่อเนื่อง

    วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศ เรื่องฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย มีผลกระทบถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2560 ฉบับที่ 11 โดยระบุว่า ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ราบลุ่มต่อไปอีก 1 วัน

    ทั้งนี้ หย่อมความกดอากาศต่ำได้เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือของประเทศไทยและประเทศเมียนมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง และมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางแห่ง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณวัดไชโยวรวิหาร ต.ไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง ว่าที่ ร.ท.อรรถชล ทรัพย์ทวี นายอำเภอไชโย พร้อมทหารจากกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ได้ก่ออิฐบล็อกบริเวณทางขึ้นลงบันไดริมแม่น้ำเจ้าพระยาของวัดไชโย หลังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใกล้เอ่อล้นตลิ่ง สามารถไหลเข้าถึงภายในวัดไชโยวรวิหาร ขณะที่บริเวณหมู่ 1-2 ต.ไชโย บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าหน้าที่จากเทศบาล ต.เกษไชโย ได้นำรถแบ็กโฮตอกเข็มไม้บริเวณริมตลิ่ง ซึ่งเป็นถนนใช้เป็นทางสัญจรของชาวบ้าน

    ทางด้านสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน จ.อ่างทอง ล่าสุดเลยจุดวิกฤติแล้ว ที่บริเวณสถานีวัดระดับน้ำ C7A หน้าศาลากลาง จ.อ่างทอง มีระดับอยู่ที่ 8.53 เมตร จากระดับตลิ่ง 9.32 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,330 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ท่วมบ้านเรือนแล้ว 25 ตำบล 71 หมู่บ้าน จำนวน 1,567 หลังคาเรือน 5 อำเภอ มีอำเภอเมืองฯ, อ.วิเศษชัยชาญ, อ.ป่าโมก, อ.ไชโย และ อ.โพธิ์ทอง และน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ สูงกว่าร้อยละ 104 ของความจุอ่าง เตรียมเสนอที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ขอระบายน้ำออกเป็นวันละ 45 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรับมือกับภาวะน้ำหนุน

    ส่วนสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั่วทั้ง จ.ขอนแก่น ยังคงมีพายุฝนตกลงมาอย่างหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เมืองขอนแก่น, บ้านแฮด, บ้านฝาง, หนองเรือ และ อ.น้ำพอง ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง ขณะที่แหล่งน้ำสาธารณะหลายแห่งก็มีปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์เมื่อเช้าวันที่ 11 ตุลาคม มีระดับน้ำอยู่ที่ 2,548.37 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 104.87 ของความจุอ่าง โดยมีปริมาณน้ำไหลลงความจุอ่างมากถึงวันละ 128.67 ล้าน ลบ.ม.

    นายชาญณรงค์ จันทมงคล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ระดับน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกชั่วโมง เฉลี่ยชั่วโมงละ 1 ซม. หรือประมาณ 3-4 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ต้องเพิ่มการระบายน้ำเป็นวันละ 34 ล้าน ลบ.ม. ทำให้เขื่อนต้องเสนอการเพิ่มการระบายน้ำเป็นวันละ 45 ล้าน ลบ.ม. จึงได้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัด เพื่อขอเพิ่มการระบายน้ำขึ้นอีกเป็น 45 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากแนวโน้มปริมาณน้ำที่จะไหลลงความจุอ่างนั้นยังคงมีอย่างต่อเนื่องทุกชั่วโมง ขณะที่การเพิ่มปริมาณการระบายน้ำดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตอนท้ายของเขื่อน และที่อาศัยอยู่ในเขตแม่น้ำพองและแม่น้ำชี ที่จะประสบปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนและผลผลิตทางการเกษตรแน่นอน.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น