แอ่วเหนือที่บ้านแซว สัมผัส 6 ชนเผ่า

  • Friday, October 13, 2017 - 00:00

    ซู่...สายฝนเทลงมาทันทีเมื่อเราได้มาถึงยังสนามบินแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดีเลยว่าการเดินทางไปเยี่ยมชมวัฒนธรรม ประเพณี และลิ้มรสอาหารที่หลากหลายของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงรายครั้งนี้คงจะชุ่มฉ่ำแน่นอน

    ที่ ต.บ้านแซวแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีหลากหลายวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชนเผ่าที่ได้ย้ายถิ่นมาอาศัยอยู่ที่นี่ แบ่งเป็นพื้นที่ของชุมชนอีสานล้านนา, บ้านแม่แอบที่มีชนเผาลาหู่ อาข่า ไตใหญ่ ลัวะ และจีนยูนนาน และชนเผ่าอิ้วเมี่ยน ที่อาศัยอยู่ในหุบเขาลุ่มน้ำห้วยกว๊าน การใช้ชีวิตของผู้คนที่นี้ยังคงดำเนินไปตามวิถีดั้งเดิม ทั้งอาหาร การแต่งกาย ประเพณีต่างๆ ที่ถูกรักษาและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน
    กลายเป็นจุดที่มีเสน่ห์ของวัฒนธรรมข้ามชนเผ่าอย่างกลมกลืน หากใครที่รักการท่องเที่ยวแบบชุมชน ได้สัมผัสวิถีชีวิตที่ไม่มีการปรุงแต่งของชนเผ่าต่างๆ ที่จะสร้างความประทับใจตลอดการมาเยือนที่บ้านแซวที่จะทำให้อยากหวนกลับมาอีกครั้งแน่นอน

    สายฝนที่ตกโปรยๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ชาวบ้านที่นี่ก็พร้อมต้อนรับเมื่อพวกเราที่ได้เดินทางมาถึงบ้านแม่แอบ สถานที่แรกในการเที่ยวชม ต.บ้านแซวในช่วงสาย ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม การต้อนรับที่อบอุ่น พร้อมกับการแสดงรำวงสามัคคี ฟ้อนดาบของชนเผ่าไตใหญ่ การบรรเลงดนตรีสดด้วยเครื่องดนตรีท้องถิ่น เปล่งเสียงท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านได้เข้ากับท่ารำอย่างสนุกสนาน พลอยให้พวกเราอดที่จะขยับแข้งขยับขาตามจังหวะไม่ได้
    เพลิดเพลินกับดนตรีและการร่ายรำ ชาวไตใหญ่ก็ได้ทำอาหารพื้นบ้านอย่างข้าวแคบที่มีรสชาติมันๆ จืดๆ วิธีการทำคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ แต่นำมาตากแห้งและทอด ชาวไตใหญ่จะกินแทนข้าวในช่วงกินเจ คู่กับอาหารที่กินเป็นประจำอย่างข้าวเหลืองที่ทำมาจากสีดอกปุ๊ด (ดอกพุทธะ) มีดอกเป็นสีขาว และมีสีเหลืองที่บริเวณปลายของลำต้น นำมาสกัดให้ออกสีเหลือง กินกับไก่บ้านอบที่ทำจากขมิ้น จะให้เข้ารสก็ต้องเสิร์ฟด้วยน้ำพริกน้ำผัก และผักอีเม็ด อาหารทุกอย่างล้วนทำมาจากวัตถุดิบในท้องถิ่นที่หาได้ง่าย

    ถัดไปไม่ไกลมากนัก พวกเราก็ไปฝากท้องกับอาหารรสชาติจีนแท้ของหมู่บ้านชนเผ่าจีนยูนนาน บอกเลยว่าชาวจีนยูนนานที่นี่จะเคร่งเรื่องประเพณี และส่วนใหญ่จะกินเจ ซึ่งบางบ้านจะกินทุกวัน แต่บางบ้านก็กินเฉพาะวันพระ เค้กไข่งาขาวก้อนโตน่าทาน สูตรโบราณไม่ใส่ยีสต์และผงฟู ตีด้วยมืออบด้วยเตาถ่าน ราคาเพียงก้อนละ 30 บาท ทานคู่กับน้ำเต้าหู้ ที่ใครมาถึงบ้านแอบแล้วไม่ได้ทานถือว่าพลาดมาก เพราะรสชาติที่ทำจากถั่วเหลือง 100% ใช้ฟืนจากต้นลิ้นจี่ในการต้ม รสชาติจึงออกมากลมกล่อม ได้รสน้ำเต้าหู้แท้ๆ แบบยูนนาน

    ตบท้ายด้วยหมี่เหลืองผัด ทานคู่กับเต้าหู้ทรงเครื่องที่มีลักษณะคล้ายกับน้ำพริกอ่อง ส่วนผสมที่ทำมาจากเต้าหู้ ตำให้เข้ากันด้วยพริกขี้หนูนิดหน่อย มะเขือเทศ กระเทียม มีรสชาติเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ที่เป็นสูตรเฉพาะของที่นี่ และข้าวเหนียวเหลืองสอดไส้ถั่วลิสง ทานเป็นของหวานล้างปาก ใครมาถึงก็อย่าลืมมาอิ่มมื้อกลางวันแบบชาวจีนแท้กันได้

    ใครเป็นสายแข็งในเรื่องกินก็อย่าหยุด มาต่อกับของอร่อยขึ้นชื่อของหมู่บ้านชนเผ่าลัวะอย่างข้าวซอยน้อยทรงเครื่อง หรือที่นักท่องเที่ยวให้ฉายาว่า พิซซ่า มีวิธีการทำจากแป้งข้าวเจ้าเท่านั้น ผสมกับต้นหอม ปรุงด้วยน้ำมัน ไข่ไก่ ถั่วและผัก นำไปแช่ในน้ำเดือด กินตอนร้อนๆ จะได้รสชาติที่เยี่ยมยอด จะมีขายในช่วงตรุษจีน สงกรานต์ ใครมาช่วงนี้ก็อาจจะได้ลองชิม แต่ต้องมาติดต่อไว้ก่อน ตามด้วยข้าวต้มเขาควายที่ทำมาจากใบไม้กวาด เพราะใบของมันทำให้มีกลิ่นหอมและห่อง่าย จิ้มกับน้ำตาล ทานเคียงคู่น้ำพริกข้าวซอย รับรองรสชาติแบบนี้จะไม่ลืมไปอีกนานเลย

    หนังท้องตึง หนังตาเริ่มหย่อน ต้องเรียกพลังให้ตัวเองหน่อย พวกเราจึงเดินหน้าต่อไปยังหมู่บ้านของชนเผ่าอาข่า มาสนุกสนานกับการละเล่นทางวัฒนธรรม ลาวกระทบไม้ (ตาปาแตะ) ชาวอาข่าที่นี่ก็แต่งตัวด้วยชุดประจำชนเผ่าเต็มยศ สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ มาแสดงการละเล่นที่มองดูเพลินได้ทั้งวันทีเดียว ถ้ามาในช่วงเทศกาลตรุษจีนก็จะได้ชมการละเล่นโล้ชิงช้า อีกหนึ่งการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าอาข่าด้วย

    เกือบจะครบทุกรสชาติ ทั้งกิน ชิม ชมการแสดง จะขาดการช็อปไปไม่ได้ พวกเราจึงได้เดินทางต่อไปยังหุบเขาลุ่มน้ำห้วยกว๊านที่ห่างจากหมู่บ้านด้านล่างประมาณ 17 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ก็เดินทางมาถึงที่อยู่ของชนเผาอิ้วเมี่ยนที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการปักผ้ากางเกงลายโบราณประจำชนเผ่าและลายประยุกต์ที่มีลักษณะการปักผ้าแตกต่างไปจากที่อื่น โดยปักจากด้านหลังให้เป็นลวดลายด้านหน้า บนผืนผ้าจะประกอบไปด้วยลายลายคิ้วเสื้อ เท้าเสือ กรรไกร แขวนทอง และลายอื่นๆ ที่ถูกปักร้อยเรียงบนผืนผ้าอย่างประณีตบรรจงด้วยมือของชาวอิ้วเมี่ยน จุดนี้ก็สามารถมาจับจ่ายซื้อกลับไปเป็นของฝากกันได้ นอกจากผ้าปักที่สวยงามแล้วยังมีกิจกรรมต่างๆ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

    อีกสิ่งหนึ่งที่ดูเป็นสีสันกับการเดินทางไปสัมผัสวิถีตามหมู่บ้านของชนเผ่าต่างๆ คือ การแต่งกาย เสื้อผ้าที่สวมใส่ ซึ่งแต่ละชนเผ่าดูมีเอกลักษณ์ ความประณีตในลายที่เย็บปักลงไปในผืนผ้า กลายมาเป็นชุดประจำชนเผ่า ทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงการแต่งกายแต่ละชนเผ่าที่ไม่เหมือนกัน แต่มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลจนอยากมีไว้ใส่สักชุด

    มายังชุมชนสุดท้ายที่ไม่ได้มีอยู่แค่ภาคอีสานเท่านั้น เพราะที่นี่เป็นแหล่งของคนอีสานล้านนาโดยแท้ ที่ได้อาศัยอยู่ในบ้านท่าขันทอง ต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ ควบคู่กับการเรียนรู้วิถีชีวิตของคนอีสานที่อาศัยอยู่ภาคเหนือ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ ในช่วงเย็นพวกเราจึงได้มาทานข้าวฝีมือชาวอีสาน แค่คิดว่ามื้อเย็นนี้จะต้องมีส้มตำ แจ่วบอง ก็น้ำลายสอแล้ว


    ก่อนทานข้าวมีพิธีบายศรีสู่ขวัญ และแห่ขันโตก ประเพณีแบบชาวอีสาน หลังจากนั้นก็ได้เวลาเปิบกันอย่างเอร็ดอร่อย คลอกับเสียงพิณ เสียงแคน ลำกลอนที่คอยบรรเลงระหว่างทานข้าว ได้บรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนทานที่บ้าน อิ่มท้อง พวกเราก็เคลื่อนย้ายเข้าที่พัก บ้านแซวการ์ เด้นแอนด์รีสอร์ท

    ทิ้งท้ายก่อนกลับด้วยการนั่งรถอีต๊อกชมบ้านท่าขันทอง ณ จุดชมวิวแม่น้ำโขง หรือที่เรียกว่า จุดออนซอนเด บนทางเดินระยะทาง 1 กิโลเมตร ที่นี่จะได้สัมผัสกับวิวที่ตราตรึงใจไปกับภูเขาสลับกันโอบล้อมแม่น้ำโขง สีเขียวขจีของป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ได้สูดโอโซนเข้าปอดเต็มที่ ซึ่งในอนาคตชาวบ้านท่าขันทองวางแผนที่จะพัฒนาให้ทางเดินสวยงามไปด้วยดอกกัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ยี่โถ พระยาเสือโคร่งเรียงรายในระยะทาง 8 กิโลเมตร

    จากนั้น รถอีต๊อกที่เคลื่อนตัวช้าๆ ไปยังสวนเสาวรสของยายนา ที่นักท่องเที่ยวเลือกเก็บกินได้ตามใจชอบ รสชาติของเสาวรสที่นี่จะแซ่บซี้ดกว่าที่อื่น เคล็ดลับความอร่อย ผ่าครึ่งลูกเสาวรสสีเหลืองทองผิวขรุขระแล้วใส่เครื่องเคียงพวกพริก น้ำตาล และเกลือ คลุกให้เข้ากันแล้วกิน เป็นการกินเสาวรสกับพริกเกลือแบบไม่ต้องจิ้ม เป็นอะไรที่ประทับใจมาก

    หากใครชื่นชอบการดูแลรักษาสุขภาพ ชาวบ้านก็มีใบ เปลือกของต้นดาวอินคา ชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณชั้นเลิศ ช่วยลดหน้าท้อง ลดระดับน้ำตาลในเลือด เบาหวาน ลดระดับคอเลสเตอรอล ความดัน และช่วยให้นอนหลับดี ฯลฯ มาจำหน่าย แถมยังเปิดสวนให้ได้เดินชมเห็นผลแท้ของดาวอินคา ส่วนอาหารกลางวันก็มีให้เลือกทั้งฝีมือชาวบ้าน หรือเลือกทำอาหารทานเองก็มีเมนูให้เลือกปรุงตามใจชอบ

    ส่วนที่พักก็มีให้เลือกทั้งแบบโฮมสเตย์ในราคาคนละ 300 บาท ฟรีอาหารเช้า หรือจะเป็นโรงแรมบ้านแซวการ์เด้น และที่นี่ยังมีรถให้นักท่องเที่ยวได้เลือกเดินทาง ทั้งรถอีต๊อก (เหมาจ่าย) 300 บาท/10 คน รถซาเล้ง 100 บาท/3 คน จักรยานคันละ 30 บาท/วัน หรือเลือกทำกิจกรรมล่องเรือแม่น้ำโขงในราคา (เหมา) คนละ 150 บาท/1 โมง ลำละ 15 คน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ อย่างสไลเดอร์บนโคลนกลางทุ่งนาอีกด้วย

    ต.บ้านแซวจึงเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะได้ครบทุกรสชาติของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละชนเผ่า ที่ครั้งนี้ได้มาสัมผัสถึง 6 ชนเผ่าด้วยกัน ลิ้มรสชาติอาหารที่แตกต่าง แต่ทุกอย่างล้วนถูกปรุงรสด้วยใจ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน หากใครอยากลองมาเปิดใจเที่ยวที่ ต.บ้านแซวก็สามารถแจ้งกับ เศรษฐศักดิ์ พรหมมา ปลัดเทศบาลตำบลบ้านแซว ที่เบอร์ 08-1952-7085 เพราะมาที่นี่คุณจะสามารถเก็บทุกความรู้สึกทุกสัมผัสไปได้อย่างคุ้มค่า เหมือนกับที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้พาพวกเรามาเก็บความทรงจำดีๆ กลับไป.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น