สัจธรรมความจริง จากพระบรมราโชวาท

  • Wednesday, October 18, 2017 - 10:27

    ผมได้รับเชิญจากท่านคณบดีคณะนิติศาสตร์ให้เขียนบทความในการจัดทำหนังสือ "สตมวารสายธารนิติธรรมตามรอยพ่อ" เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงมีต่อวงการนิติศาสตร์ไทย เพื่อน้อมนำแนวพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสมาปฏิบัติ

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระองค์เคยมีพระราชดำรัสให้กับประชาชนในโอกาสก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ตอนหนึ่งว่า

    "มีคนพูดว่าข้าพเจ้าไม่ดี พระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ดี ทำอะไรผิด แต่เขาต้องแสดงออกมาว่า พระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ผิด ผิดไม่ได้ เป็นตามความจริงในระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐธรรมนูญ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวฯ ผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น The King can do no wrong แต่เวลาบอกเดอะคิง บอกว่า The King can do no wrong ก็เป็นสิ่งที่ wrong แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ผิดแล้ว ไม่ควรพูดอย่างนั้น ความจริงเวลาอ่านตำรากฏหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษ มีตำราที่คนอ้างเสมอและคนที่เรียนภาษาอังกฤษ เรียนกฎหมายอังกฤษต้องอ้างเสมอ เรื่อง The King can do no wrong ความจริง The King can do no wrong คือ การดูถูกเดอะคิงอย่างมาก เพราะว่าเดอะคิงทำไม can do no wrong ไม่ได้ do no wrong ไม่ได้ เพราะว่าแสดงให้เห็นว่าเดอะคิงไม่ใช่คน แต่ว่าเดอะคิงทำ wrong ได้ แต่ข้อสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเป็นเดอะคิง และเขาก็บอกว่า do no wrong does no wrong เราก็เห็นด้วยกับเขา เพราะว่าการทำอะไร ถ้าคนเราถือว่าต้องมีสติ คือ หมายความว่า รู้ว่ากำลังทำอะไร รู้กำลังคิดอะไร และไม่ปล่อยให้มัน ให้ผิดออกมา ก็ไม่ผิด ผิดไม่ได้ อันนี้ก็เป็นการพูดว่าข้าพเจ้าเองไม่ผิด ไม่มีวันผิด ถ้าสมมติพูดผิดพราะไม่รู้ แต่ผิดว่าโดยรู้ว่าผิด การทำผิดโดยไม่รู้ไม่ดี แต่บางทีไม่รู้เพราะว่าไม่มี ก็ขอโทษนะ พูดไม่ได้สติ ขาดสติ คือ ไม่ระวังตัว ทีหลังก็เสียใจ เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคิง ก็เสียใจหลายครั้ง แต่ตอนที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเป็นคิง คิงแบบไทยๆ ซึ่งฝรั่งบอกเป็นเดอะคิง เข้าใจว่าน้อยครั้งที่ทำผิด เพราะระวัง ถ้าไม่ระวัง ป่านนี้ก็คงตายแล้วมันลำบาก ต้องระวัง ถ้าไม่ระวังก็ตาย เป็นเรื่องของธรรมชาติของที่เรียกว่าการเมืองหรือการที่อยู่ในสายตาของคน สายตาของคนมันฆ่าได้ ถ้าเราไม่ระวังเราตาย ก็เลยถึงบอกได้ว่าทำไมการที่บอกว่า The King can do no wrong เพราะต้อง do no wrong"

    ข้อความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชดำรัสที่ส่งสัญญาณให้เห็นว่า ช่วงเวลานั้นมีกระบวนการและเหตุการณ์บางอย่างไม่ปกติในบ้านเมืองกระทบต่อสถาบัน พระราชดำรัสนี้นอกจากทรงตอบ "ที่มีคนพูดว่า" แล้วพระองค์ยังให้สัจธรรม ความจริงของมนุษย์แต่ละคนว่า มนุษย์ทุกคนสามารถทำผิดได้ กษัตริย์ทำผิดไม่ได้ แต่สำหรับพระองค์ท่านที่ไม่ทรงทำผิดไม่ใช่เพราะเหตุผลจากคำว่า The King can do no wrong แต่เป็นเพราะพระองค์ท่านไม่ทรงทำสิ่งที่ผิด The King can do no wrong แต่พระองค์ท่าน Does no wrong

    อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปทบทวนพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงมีต่อนักกฎหมายและผู้มีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบในบ้านเมือง จะเห็นว่า ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องของความรอบรู้คู่กับมีศีลธรรม ดังปรากฏในพระราชดำรัสเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ ที่พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทรงขอให้ยึดมั่นคุณธรรม โดยตั้งมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์ สุจริต ถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

    โดยในปี พ.ศ.๒๔๙๖ พระองค์มีพระราชดำรัสถึงนักกฎหมายและอาชีพทนายความโดยตรง ทรงให้ใช้ความรู้ที่ได้จากมหาวิทยาลัยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

    ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ทรงให้ความหมายของอุดมคติไว้ชัดเจน ดังข้อความที่ว่า

    "อุดมคติ นั้น ก็คือมโนภาพหรือความนึกคิดถึงความดีงามอันเลอเลิศในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งถ้าเป็นไปตามมโนภาพนั้นแล้ว ก็จะจัดว่าเป็นของที่ดีที่งามเลิศด้วยประการทั้งปวง กล่าวโดยทั่วไปมนุษย์เราย่อมปรารถนาจะประสบแต่สิ่งที่ดีงามเจริญตาเจริญใจ จึงควรจะได้มีอุดมคติด้วยกันทั้งนั้น แต่หากควรเป็นไปในทางไม่ก่อความเบียดเบียนแก่ผู้อื่น โดยเพ่งเล็งถึงประโยชน์สุขของผู้อื่นหรือส่วนรวมด้วยการเล็งผลดีหรืองามเลิศดังว่านี้ ถ้าหากเป็นไปเพียงแต่ประโยชน์สุขของตนเองเท่านั้น และเป็นการเบียดเบียนประโยชน์สุขของผู้อื่นแล้ว ก็จะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว หาควรได้ชื่อว่าอุดมคติไม่"

    แต่พระบรมราโชวาทที่สำคัญและสะท้อนปัญหาที่แท้จริงของการบังคับใช้กฎหมายของบ้านเมือง คือ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ที่พระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาว่า

    "เมื่อกฎหมายของเราดีอยู่แล้ว จุดใหญ่ที่สำคัญที่สุดในการธำรงรักษาความยุติธรรมในบ้านเมือง จึงได้แก่การสร้างนักกฎหมายที่ดี ที่จะสามารถวิเคราะห์ และใช้กฎหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ทุกคนสร้างตนให้เป็นนักกฎหมายที่ดีแท้ โดยฝึกตนให้มีความกล้าในอาชีพของนักกฎหมาย คือกล้าที่จะปฏิบัติการไปตามความถูกต้องเที่ยงตรงทั้งตามกฎหมายและศีลธรรม ไม่ปล่อยให้ภยาคติ คือ ความเอนเอียงไปด้วยความหวาดกลัวในอิทธิพลต่างๆ เข้าครอบงำ สำหรับเป็นกำลังส่งให้ทำงานได้ด้วยความองอาจ มั่นใจและมุมานะ อีกประการหนึ่ง ต้องฝึกให้มีความเคารพเชื่อมั่นในสัจธรรม คือความถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ตามความเป็นจริงอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ไม่เห็นสิ่งอันอื่นใดยิ่งไปกว่าความจริง สำหรับป้องกันมิให้ความอยุติธรรม และความทุจริตเกิดขึ้น"

    พระบรมราโชวาทนี้ สะท้อนสัจธรรมความจริงอีกปัญหาหนึ่งของกระบวนการปกครองบ้านเมืองว่า แม้มีกฎหมายที่เหมาะสม ทันสมัยจะใช้บังคับแล้วก็ยังไม่เพียงพอ แต่ยังจำเป็นต้องมีนักกฎหมายที่ดี และนักกฎหมายที่ว่าดีนั้น ทรงเห็นว่ายังต้องดีแท้ด้วย คือ ดีเพียงความรู้ ความสามารถก็ยังไม่ดีแท้ เพราะดีแท้คือนักกฎหมายที่มีความกล้าที่ปฏิบัติการไปตามความถูกต้องเที่ยงตรงทั้งตามกฎหมายและศีลธรรม ไม่ปล่อยให้ภยาคติ คือ ความเอนเอียงไปด้วยความหวาดกลัวในอิทธิพลต่างๆ เข้าครอบงำ

    น่าสังเกตว่า พระบรมราโชวาทที่ทรงพระราชทานแก่เนติบัณฑิตในปี พ.ศ.๒๕๑๘ นั้น เป็นเวลาที่ทรงครองราชย์มาถึง ๓๐ ปีแล้ว เป็นเวลานานที่ได้ทรงผ่านประสบการณ์ของบ้านเมืองมากแล้ว ได้ทรงประสบพบเห็นปัญหาที่ผ่านมา และได้ทรงเห็นการกระทำของบุคคลของสถาบันต่างๆ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ว่า บทบาทแต่ละองค์กรมีปัญหาอะไรกระทบต่อประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนหรือไม่อย่างไร

    และเป็นความจริงตลอดมา ดังที่พระองค์ท่านได้ทรงมีพระบรมราโชวาทกับลูกเสือในวันชุมนุมว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ใช้กฎหมายในประเทศนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี และมีพระบรมราโชวาทต่อเยาวชนลูกเสือในวันลูกเสือแห่งชาติปี พ.ศ.๒๕๑๒ ว่า

    "ต่อไปวันข้างหน้าลูกเสือจะเป็นคนสำคัญของชาติ คือจะเป็นผู้บริหารปกครองบ้านเมืองได้ ขอให้ลูกเสือทราบถึงสิ่งสำคัญในการปกครองไว้ว่า บ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"

    หลายครั้งที่พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสได้สะท้อนถึงเหตุการณ์ของปัญหาบ้านเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าเราอ่านพระราชดำรัส หรือพระบรมราโชวาทในบางปีแล้วทบทวนดูว่า ก่อนมีพระบรมราโชวาทมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เราก็จะได้เห็นความจริงในข้อนี้

    ดังปรากฏตามพระบรมราโชวาท ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ และวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ซึ่งมีเหตุการณ์เลวร้ายรุนแรงกระทบต่อประเทศชาติประชาชนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

    ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของกลุ่มบุคคที่สามารถเข้าไปจัดการกับปัญหานั้นได้ และการที่เหตุการณ์นั้นรุนแรง ทั้งที่ไม่ควรจะเกิด แต่ก็เกิดขึ้นได้ เพราะผู้มีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบมิได้ปฏิบัติภารกิจหน้าที่ของตนเองตามตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นอยู่และที่ได้รับมอบหมาย จะเป็นเพราะไม่มีความกล้าในอาชีพของตนที่จะปฏิบัติการไปตามความถูกต้อง เที่ยงตรงตามกฎหมาย หรือจะเป็นเพราะมีภยาคติ คือ เอนเอียงไปด้วยอิทธิพลต่างๆ เข้าครอบงำ หรือจะด้วยเหตุอะไรก็ตาม ก็แสดงให้เห็นถึงการขาดความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิงของบุคคลเหล่านี้ทั้งสิ้น

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ จึงได้มีพระบรมราโชวาทหลังเหตุการณ์นั้นได้ผ่านไปในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ว่า

    "ความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้า จะเกิดมีขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญมั่นคงเป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคงทั้งนั้นจะสำเร็จผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายในชาติ มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ให้เต็มกำลัง ด้วยสติรู้ตัวด้วยปัญญารู้คิด และด้วยความสุจริตจริงใจโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ยิ่งกว่าส่วนอื่น

    จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ อยู่ในสถาบันหลักของประเทศและชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วตั้งจิตตั้งใจให้เที่ยงตรง หนักแน่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์ คือชาติบ้านเมืองอันเป็นถิ่นที่อยู่ที่ทำกินของเรา มีความเจริญมั่นคงยั่งยืนไป"

    สาระสำคัญของพระราชดำรัสนี้ทรงขอให้ผู้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญของประเทศอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง และตั้งจิตตั้งใจให้เที่ยงตรงหนักแน่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ขอย้ำคำว่า "ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง...ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด"

    พระราชดำรัส ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานแก่ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ ที่เข้าเฝ้าฯ ในวันนั้น ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และข้าราชการระดับสูง ตลอดจนคนไทยทุกหมู่เหล่า

    "จึงควรจะทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนไว้ให้กระจ่างแล้วตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด มีความไม่ประมาท และด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เพราะการกระทำโดยประมาท ขาดความรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดเสียหายในหน้าที่ และการกระทำโดยขาดสติยั้งคิด ขาดเหตุผล ขาดความรู้จักถูกผิดนั้น เป็นเหตุให้เกิดความหลงความลืมตัว ทำให้กระทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่โดยชอบได้ ซึ่งเป็นอันตรายมาก อาจจะนำความเสียเสื่อมสลายมาสู่ตนเอง ตลอดทั้งประเทศชาติได้ จึงขอให้ทุกคนได้สังวรระวังให้มาก และประคับประคองกายใจให้เที่ยงตรง หนักแน่น ในอันที่จะปฏิบัติภารกิจในตนของตนให้ถูกต้องตามหน้าที่ เพื่อความมั่นคง และเพื่อสามารถประโยชน์สุข อันยั่งยืนของชาติบ้านเมืองเรา"

    จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองในปี พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๓ มีพระบรมราโชวาททั้งสองปีติดต่อกัน มีข้อความทำนองเดียวกันคือ ให้ผู้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญในสถาบันหลักของประเทศและชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่างและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

    สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๕๓ อันเกิดจากความละเลยไม่ตระหนักรับผิดชอบในหน้าที่ที่ตนมีตำแหน่งหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ แต่กลับปล่อยปละละเลยให้เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น

    การที่ได้นำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสมาบันทึกไว้ในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์เพื่อให้เห็นสัจธรรมความจริงว่า พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามครรลองคลองธรรม ตามหลักนิติธรรม ก็ยังปรากฏอยู่ในหมู่ผู้คนของเราและมีผลต่อประเทศชาติคือบ้านเมืองและประชาชน จึงเป็นเรื่องที่สถาบันการศึกษา หรือองค์กรต่างๆ ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องให้ความสำคัญกับพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสอันเป็นสัจธรรมความจริง ยังเป็นทั้งข้อเตือนใจและข้อแนะนำให้ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ เพราะความเป็นจริงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ทรงผ่านประสบการณ์และพบเห็นมาแล้ว จึงพระราชทานคำแนะนำในเรื่องนั้น และพระองค์ก็ทรงเป็นผู้ปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ เป็นทั้งผู้กำหนดแนวทางปฏิบัติและทรงเป็นผู้ปฏิบัติจริงด้วย จึงพูดได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นทั้งนักคิดและนักปฏิบัติอย่างแท้จริง

    แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว ๗๐ ปี พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่ทรงแนะนำเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติป้องกันและแก้ไขปัญหาในบ้านเมืองนี้ไว้หลายปีแล้ว แต่บ้านเมืองก็ยังมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ทั้งในอดีต ปัจจุบันและในอนาคต คนเหล่านั้นจึงยังจะต้องทำทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีต่อไป พระบรมราโชวาทที่ทรงแนะนำเป็นแนวทางปฏิบัติจึงยังคงจำเป็นต้องนำไปปฏิบัติต่อไป อันจะเป็นประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่งใหญ่ต่ออนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองของคนไทยทุกคน.

    หมายเหตุ : "สัจธรรมความจริง จากพระบรมราโชวาท" เขียนโดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ในหนังสือชื่อ "สตมวารสายธารนิติธรรมตามรอยพ่อ" จัดพิมพ์โดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่มีต่อประเทศชาติและวงการนิติศาสตร์ไทย

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น