"พระราชดำริ" ข้ามทวีป...สู่แดนไกลโพ้น

  • Tuesday, October 24, 2017 - 11:40

    ความยิ่งใหญ่ของพระองค์เกิดจากน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาและกรุณาต่อมนุษยชาติทุกผู้ทุกนาม ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะอยู่ในฐานะ ถิ่นฐานหรือชนชั้นใด และการทรงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าจะสามารถพัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความเข้มแข็ง ยืนหยัดได้บนลำแข้งของตน อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของมนุษย์ ทำให้พระองค์ไม่ทรงกำหนดขอบเขตของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าต้องอยู่บนดินแดนประเทศไทยเท่านั้น และทรงยินดีที่จะให้ความรู้ของพระองค์สามารถนำไปช่วยเหลือชนชาติอื่นๆ ได้อย่างดี

    โดยเมื่อปี 2558 ประชาคมโลกได้ร่วมกันรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือที่เรียกว่า Sustainable Development Goals หรือ Goals SDGs ซึ่งมีเป้าหมาย 17 ข้อ และจะต้องทำให้สำเร็จภายในปี พ.ศ.2573 หรือ ค.ศ.2030 ได้ยกย่องให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economic Program : SEP) หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาที่ประเทศอื่นๆ ควรนำไปใช้ โดยทางองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้การยอมรับว่า แนวทางการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นหนึ่งในหนทางที่จะนำพาประเทศต่างๆ ไปสู่การพัฒนายั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทั้ง 17 ข้อที่ยูเอ็นวางไว้

    จุดเริ่มต้นความสนใจในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในต่างประเทศ มาจากการที่ผู้นำในหลายประเทศได้เข้าร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในคราวนั้นมีการเชิญผู้นำประเทศต่างๆ ไปดูงานในโครงการพระราชดำริที่ห้วยฮ่องไคร้ฯ

    หลังจากนั้นมีหลายประเทศที่สนใจในแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น เลโซโท โดยกษัตริย์อเล็กซิสที่ 3 แห่งโลโซโท ทรงมีความสนพระทัยมาก นอกจากนี้ยังมี สปป.ลาว กัมพูชา ติมอร์เลสเต ฯลฯ

    ส่งผลให้ทางรัฐบาลไทยริเริ่มนโยบาย SEP For SDGs Partnership เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนกับต่างประเทศในการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนา โดยมีจุดประสงค์ให้ประเทศต่างๆ มีความเข้มแข็งไปด้วยกัน พร้อมกับการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ สามารถทำให้ทั้งภาคเกษตร ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และการพัฒนาชุมชนสามารถประสบความสำเร็จในการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

    กษัตริย์เลโซโทเยือนไทย

    ต่อมาเมื่อปี 2549 กษัตริย์เลโซโททรงเคยเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ครั้งนั้นพระองค์ได้เสด็จฯ ไปยังศูนย์พัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จ.เชียงใหม่ เป็นการส่วนพระองค์ พระองค์สนพระทัยในการทำเกษตรผสมผสาน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 เป็นอย่างมาก และคิดว่าจะเป็นหนทางจะนำไปสู่การแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารของเลโซโทได้

    สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งเลโซโท ถึงกับขอพระบรมราชานุญาตนำแนวทางเกษตรผสมผสานและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในประเทศเลโซโท เนื่องจากประเทศเลโซโทเป็นประเทศเล็กๆ ขนาดใหญ่กว่าจังหวัดอุบลราชธานีของไทยนิดหน่อย อยู่บนที่ราบสูง พรมแดนถูกห้อมล้อมด้วยประเทศแอฟริกาใต้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล ภูมิประเทศค่อนข้างแห้งแล้ง ผลิตอาหารไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขาดดุลการค้ามาก

    หลังจากปี 2549 ในหลวง ร.9 ทรงส่งเจ้าหน้าที่จากไทยไปให้ความรู้ มอบทุนในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเกษตรตัวอย่างในประเทศโลโซโทขึ้น และยังทรงให้การสนับสนุนในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านบุคลากร วิชาการ เงินทุน อุปกรณ์ รวมถึงการส่งวิทยากรไปฝึกอบรมให้กับนักวิชาการและเกษตรกรที่เลโซโท โดยพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 ได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ จำนวน 40 ไร่ ให้ทดลองทฤษฎีการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งตอนนี้การทดลองได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และกำลังขยายไปยังส่วนต่างๆ ของเลโซโท

    ความร่วมมือระหว่างไทยกับเลโซโทในปี 2549 มีชื่อเป็นทางการว่า “โครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านดิน ด้านพืช และด้านป่าไม้ของไทยไปปฏิบัติงานจำนวน 3 คน โดยมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในประเทศไทย 

    นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการทำปุ๋ยหมักที่ทรงส่งวิทยากรไทยไปสอนวิธีทำปุ๋ยหมักแทนการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถช่วยเกษตรกรชาวเลโซโทประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกมาก และมีผลผลิตที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น

    ขณะที่ นายสตีเฟน โมฟูเบตโซอานา รองปลัดกระทรวงเกษตรและความมั่นคงของอาหาร เลโซโท ให้เหตุผลที่ทางรัฐบาลเลโซโทให้ความสนใจในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่สมเด็จพระราชาธิบดีทรงนำแบบอย่างมาจากประเทศไทย และทำให้แนวพัฒนาประเทศต้องพลิกกลับ เน้นพัฒนาชนบทมากขึ้น.

    พระราชดำริแผ่ไพศาล 22 ประเทศ

    สุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไทกา) กล่าวว่า เมื่อ 12-14 ปีที่ผ่านมา นับจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง ร.9 ทรงเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ได้เริ่มพาประมุขประเทศต่างๆ ไปดูงานโครงการพระราชดำริ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศอื่นๆ รับรู้ผลงานของพระองค์ แต่ทางกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เรียกโครงการนี้ว่า "บัวแก้วสัมพันธ์" ซึ่งมีการเชิญผู้แทนประเทศระดับสูง แรกๆ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่หลังจากงานฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ท่านสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้นำรัฐมนตรี 10 ประเทศมาเข้าเฝ้าฯ ในหลวง ร.9 ท่านทรงแลกเปลี่ยนทัศนะ เล่าถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำ และทรงเล่าถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


    สุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์

    ต่อมาทาง กต.มองว่าน่าจะเผยแพร่โครงการนี้ออกไปอีก จึงทำโครงการความร่วมมือ 3 แบบ แบบแรก เป็นโครงการระยะสั้น โดยเชิญให้ประเทศต่างๆ เหล่านี้ส่งเจ้าหน้าที่มาอบรมเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เหมือนการเรียนหนังสือ 5-7 วัน พร้อมกับลงพื้นที่จุดต่างๆ ที่มีโครงการพระราชดำริ ซึ่งมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้งหมด 6 แห่ง โดยมีคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มูลนิธิชัยพัฒนา ให้ความร่วมมือ ซึ่งกิจกรรม "บัวแก้วสัมพันธ์" จัดมาตลอดปีละครั้งรวม 10 ปี

    แบบที่สอง คือการให้ทุนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกกับเจ้าหน้าที่ประเทศต่างๆ ที่สนใจ โดยผู้ได้รับทุนสามารถเข้าเรียนในหลักสูตรต่างๆ ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่สนใจได้ แต่แน่นอนว่าจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงสอดแทรกอยู่ในนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เขาเข้าใจหลักของ Grass root economy โดยมีบางมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ทางไทกาไปพูดคุยว่าควรมีเนื้อหาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอดแทรกไว้ในการเรียนการสอน

    ความร่วมมือ แบบที่สาม ก็คือ การส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของไทยออกไปช่วยเหลือประเทศที่มีความสนใจ ต้องการทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นไปในลักษณะเขาส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมาดูงานที่ไทย และทางไทยส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้คำแนะนำการดำเนินโครงการ

    "โครงการในต่างประเทศ 3 แบบ เราเชิญเขาให้มาดูงานเรา ก่อนหน้าที่มี SDGs เราก็เริ่มแล้ว แต่อาจจะน้อยหน่อย"

    อธิบดีกรมไทกากล่าวต่อว่า แต่พอยูเอ็นประกาศนโยบาย SDGs ก็มีหลายประเทศสนใจต้องการริเริ่มดำเนินโครงการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเลโซโทเป็นประเทศแรก ตามมาด้วยติมอร์ฯ สปป.ลาว กัมพูชา

    "คิงเลโซโทมาประเทศแรก เนื่องจากงานในหลวง ร.9 ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ท่านจึงได้มีโอกาสเสด็จไปดูงานโครงการส่วนพระองค์ที่สวนจิตรฯ ทรงบอกอยากได้แบบนี้ ให้ไปทำหน้าวังของท่าน พระราชวังของท่านอยู่นอกตัวเมือง ให้เราไปช่วยทำเป็นศูนย์เรียนรู้ จึงมีการเริ่มโครงการที่เลโซโทเมื่อปี 2556 เป็นระยะแรก และขณะนี้ไปถึงระยะที่สองแล้ว"

    แต่เมื่อปีที่แล้ว การที่ประเทศไทยเป็นประธานกลุ่มประเทศ 77 ก็เป็นโอกาสให้เราได้เผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประเทศต่างๆ มากยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีประกาศในเวทียูเอ็นว่า จะใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในรูปของหุ้นส่วน เท่ากับบรรลุเป้าหมาย 17 ข้อของ SDGs คือการสร้างความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ซึ่งที่มาผ่านเราก็มีโครงการที่ United Nations Office for South-South Cooperation หรือที่เรียกกันว่าเป็นโครงการ ใต้-ใต้ ก็คือเป็นการช่วยเหลือกันเองระหว่างประเทศกำลังพัฒนา และผลจากการที่ไทยเป็นประธานประชุมกลุ่ม 77 เมื่อปีที่แล้ว ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้มอบหมายให้ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในด้านการส่งเสริมแนวทางการพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน

    ขณะนี้มี 22 ประเทศที่สนใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ สปป.ลาว เลโซโท กัมพูชา ติมอร์เลสเต ชิลี ตองกา ฟิจิ ศรีลังกา โมซัมบิก โตโก เซเนกัล มาดากัสการ์ คีร์กีซสถาน เบนิน ไนเจอร์ บูร์กินาฟาโซ ทาจิกิสถาน ปารากวัย วานูอาตู ฟิลิปปินส์ คอสตาริกา ภูฏาน

    "ความร่วมมือที่เรียกว่าใต้-ใต้ อันเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ สมัยก่อนโครงการของเราเป็นโครงการแปรรูปอาหาร สร้างโรงพยาบาล แต่ตอนนี้เรามาเน้นตัวโครงการที่พัฒนาชุมชนโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราเริ่มศึกษาภูมิสังคมในประเทศต่างๆ ก่อน แต่ให้เน้นเข้าใจปรัชญา หลังเริ่มมาก็มีประเทศเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ มี ตองกา ฟิจิ พอปี 59-60 ก็มีศรีลังกา โมซัมบิก เบนิน โตโก เซเนกัล มาดาร์กัสกา กีร์กีซ ทาจิกิสถาน ไนเจอร์ ปารากวัย ชิลี ฟิลิปปินส์ แต่มีบางประเทศที่ขอเข้ามา เช่น กีร์กีซ อยู่ทางเอเชียกลาง แต่ประเทศเขาหนาวติดลบ 40 เราเห็นแล้วก็บอกว่าขอคิดดูก่อน เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ประเทศที่มีลักษณะอากาศหรือภูมิประเทศแบบนี้"

    สำหรับการดำเนินการช่วยเหลือในต่างประเทศโดยหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อธิบดีกรมไทกายืนยันว่า เราจะมีการปูพื้นให้เขาเข้าใจหลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับ Mind Set ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ในหลวง ร.9 ตรัสไว้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ให้เกิดความพร้อมที่จะนำไปใช้ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

    "เวลาไปพูดในต่างประเทศ สิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่เน้นย้ำกับประเทศต่างๆ อีกเรื่องคือ ให้เขาค่อยๆ ทำ ทำไปเรื่อยๆ ใช้ความอุตสาหะ อดทน เพราะไปเร่งรีบไม่ใช่ เพราะเราไม่สามารถทำแบบ Copy แล้ว Paste ได้ หรือสร้างให้เขา ยกไปตั้งให้เขาเลย ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นลักษณะของการสร้างกระบวนคิด ต้องให้เขาระเบิดจากข้างใน ในหลวง ร.9 ท่านทรงไม่เคยเร่งรีบ แต่ทรงต้องการให้เกิดความยั่งยืน มั่นคง ตรงไหนทำได้ก็ทำไปก่อน และนำหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ไปใช้ในบริบทตัวเองให้มากที่สุด ตรงนี้เราได้พยายามพัฒนาตัวชี้วัด มองว่าตัวชี้วัดในประเทศเราตัวไหน เขาน่าจะใช้ได้ ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องบริบท และเราเน้นว่าเจ้าหน้าที่ของเขาต้องมามีส่วนร่วมในโครงการ และเจ้าหน้าที่ส่วนหลางหรือดูแลในพื้นที่มีความสำคัญมาก"

    การเดินหน้าเผยแพร่ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในต่างประเทศในโครงการบัวแก้วสัมพันธ์ จะทำในรูปของการแจกโบรชัวร์ให้เขาไปดู เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ โดยเฉพาะเป้าหมายบรรลุ 17 ข้อของยูเอ็น ในเรื่องการแก้ไขความหิวโหย สร้างความมั่นคงอาหาร เพื่อให้เขาเข้าใจว่าการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายอะไรบ้าง เช่น เรื่องเกษตร การศึกษา สาธารณสุข

    "หลายประเทศรับทราบได้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราได้รับพระราชทานมาจากพระองค์ท่าน แต่สิ่งที่เราพยายามจะบอกเขาเพิ่มเติมก็คือ เราเองได้เริ่มต้นจากสิ่งที่เราได้รับมาจากพระองค์ท่าน เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นสิ่งที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเรา และคำว่าพอเพียงคืออะเไร โดยที่เราไม่ได้ปฏิเสธกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุนต่างประเทศ การสร้างกำไร การสร้างงาน การเพิ่มรายได้ การกระจายรายได้ การแบ่งปัน แต่เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นการสร้างรากฐานที่แน่นหนาขึ้นกับหน่วยเล็กๆ ที่เราเรียกว่าครอบครัวหรือระดับปัจเจกบุคคล ให้เข้มแข็ง มีหลักยึดที่ดี เพื่อเขาสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้ อันนี้คือสิ่งที่เราพยายามบอก เราทำในลักษณะคู่ขนาน สร้างความมั่นคงระดับรากหญ้า ที่จะมีส่วนดันเศรษฐกิจระดับบน สร้างความเข้มแข็งในสังคมมากขึ้น".

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น