เศรษฐกิจพอเพียง ปักหมุด ณ "เลโซโท"

  • Tuesday, October 24, 2017 - 11:54

    ในบรรดาประเทศที่มีความร่วมมือนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ "เลโซโท" นับว่าเป็นประเทศแรกที่ "เอาจริงเอาจัง" มีการ "ตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง" ขึ้น โดยศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในต่างประเทศจะมี 2 รูปแบบ คือ การใช้พื้นที่ของประชาชนเป็นแปลงสาธิต ในเวลาเดียวกันก็เป็นศูนย์การเรียนรู้กลายๆ อย่างเช่น ที่ติมอร์เลสเต แต่ศูนย์การเรียนรู้จริงๆ อย่างที่เกิดขึ้นในไทย คือมีทั้งแปลงเกษตร ที่ยึดหลักแบ่งสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็นโคก หนอง นา 30:30:30:10 และพึ่งพาตนเอง ไม่ใช้สารเคมี ตลอดจนมี "ศูนย์" ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจถึงหลักการและวิธีการดำเนินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขณะนี้ ในต่างประเทศมีเพียง "ราชอาณาจักรเลโซโท" ดินแดนในทวีปแอฟริกาที่ไกลโพ้น ห่างจากประเทศไทยมากมาย ที่ดำเนินการตามหลักทฤษฎีใหม่อย่างแข็งขัน

    ประเทศ เลโซโท (โซโท และ อังกฤษ : Lesotho) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ราชอาณาจักรเลโซโท (โซโท : Mmušo wa Lesotho; อังกฤษ : Kingdom of Lesotho) เป็นประเทศขนาดเล็กใน ทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ทั้งหมด 30,355 ตารางกิโลเมตร (11,720 ตารางไมล์) พรมแดนถูกล้อมรอบด้วย ประเทศแอฟริกาใต้ ทุกทิศ ทำให้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง มีเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดคือ มาเซรู เลโซโทมีรูปแบบการปกครองแบบ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นหนึ่งในสามประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่นเดียวกับ ประเทศโมร็อกโก และ ประเทศสวาซิแลนด์ เลโซโทเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีหิมะ แต่ใช้ประโยชน์จากหิมะที่ละลายเป็นน้ำอุปโภคบริโภคใช้ในประเทศ

    ปัญหาพื้นฐานของเลโซโท

    ประเทศเลโซโทก็เหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศในแอฟริกาที่อยู่ระหว่างการพัฒนาประเทศ มีปัญหาหลักคือการขาดแคลนอาหาร ทั้งประเทศผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอ เนื่องมาจากภูมิอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อน แล้งจัด ฝนมากจนเกินไป และเนื้อที่เพาะปลูกทำการเกษตรมีน้อย โดยเฉลี่ยแล้วเกษตรมีที่ดินเฉลี่ยกันครอบครัวละ 0.5-1 แฮกตาร์ (ประมาณ 3-6 ไร่) เท่านั้น

    ประกอบกับในระยะที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศเน้นไปที่อุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้ประเทศเกิดปัญหาขาดแคลนเรื่องอาหาร ที่ผลิตได้แค่ เพียง 30% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมากถึง 70% แรงงาน จึงอพยพมาทำงานในเมือง หรือข้ามพรมแดนไปทำงานในประเทศแอฟริกาใต้ เพราะอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่มีแต่จะสร้างหนี้ เนื่องจากมีการลงทุนที่แพงมาก เพราะจะต้องลงทุนเครื่องมือ สารเคมี และปัจจับการผลิตเริ่มต้น ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สนใจอาชีพเกษตรกรรม มองว่าเป็นอาชีพล้าหลังและไม่ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น

    แต่สิ่งที่ท้าทายเลโซโทที่สุดคือ การขาดความรู้ การไม่มีความรู้เรื่องการปลูกพืชและขาดปัจจัยการผลิตทุกอย่างและปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารที่ประเทศแห่งนี้

    จะว่าไปแล้วปัญหาการเพาะปลูกทำการเกษตรของเลโซโทมีปัญหารอบด้านทั้ง น้ำ ดิน และสภาพแวดล้อม

    "เลโซโท" เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูง พื้นที่ราบลุ่ม ประเทศนี้มีความสูง 1,400-1,600 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มียอดเขาสูงจำนวนมาก บางยอดมีหิมะปกคลุมตลอดปี พื้นที่เหล่านี้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญสายใหญ่ที่หล่อเลี้ยงแอฟริกาตอนใต้ เป็นแม่น้ำสองสาย

    พี้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่ต้นน้ำ ดูดซับน้ำไว้จำนวนมาก ทำให้เลโซโทผลิตน้ำให้เป็นสินค้าออก ขายให้กับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้

    อย่างไรก็ตาม ภายในประเทศไม่มีการกักเก็บน้ำให้ใช้ประโยชน์ ไม่มีระบบชลประทาน ส่งผลให้ชาวบ้านทำเกษตรโดยรอรับน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้เกิดสภาพสภาวะอากาศที่ไม่แน่นอน บางปีฝนตกหนัก บางปีแล้งจัด จนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผิตได้

    Nchemo Maile ปลัดกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ของเลโซโท กล่าวว่า ประเทศเลโซโทมีน้ำมาก แต่เกษตรกรกลับนำน้ำออกมาใช้ไม่ได้ เนื่องจากภูมิประเทศมีความลาดชันสูง โดยปกติทางน้ำจะอยู่ต่ำกว่าฟาร์ม ทำให้เกษตรกรต้องสูบน้ำขึ้นมาใช้ หรือไม่ก็ขึ้นไปใช้น้ำบนเขา หลังจากนั้นก็ใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วงมาช่วยในการกระจายน้ำ เพราะฉะนั้นปัญหาของเลโซโทก็คือ แม้จะมีน้ำมาก แต่แหล่งน้ำเหล่านั้นไม่สามารถเข้าถึงได้ เกษตรกรจำเป็นต้องมีแท็งก์น้ำบนไร่ตัวเองที่เป็นที่สูง เพื่อสูบน้ำขึ้นไปเก็บ ซึ่งการจะสูบน้ำได้ต้องใช้น้ำมัน ต้องใช้เงินเพื่อซื้ออีก นั่นคือปัญหาของเกษตรกรที่นี่ ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงมาก พวกเราต้องพัฒนาระบบการจัดการน้ำให้ดีขึ้นเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้ โดยเน้นการใช้ระบบชลประทานและเทคโนโลยีต้นทุนต่ำ น้ำแต่ละหยดในเลโซโทจึงมีค่าเป็นอย่างมาก

    ปัญหาดิน

    นอกจากนั้น เลโซโทยังมีปัญหาเรื่องของคุณภาพดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ภูเขาของเลโซโท ถ้ามองไปก็จะเห็นว่าเป็นภูเขาหิน มีไม้ยืนต้นน้อยมาก ทั้งไม้ดั้งเดิมและไม้ป่าปลูก การกัดเซาะชะล้างจึงเกิดขึ้นรุนแรงและซ้ำซาก ที่มาจากทั้งการกัดเซาะจากน้ำและการพัดพาจากลม สภาพของดินที่นี่จึงเต็มไปด้วยกรวดและหิน เป็นความเสื่อมโทรมจากสภาพภูมิศาสตร์ดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ตามด้วยการชะล้างที่ขาดการป้องกัน

    อีกทั้งเกษตรกรยังทำการเกษตรแบบเกษตรเชิงเดี่ยว คือปลูกพืชชนิดเดียว ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาสำคัญเรื่องดินอีกประการคือ คนเลโซโทไม่มีการปรับปรุง บำรุงดินมาเป็นเวลานาน แม้เขาจะมีมูลสัตว์อยู่มาก แต่เขาก็ไม่ได้ใช้เป็นปุ๋ย ชาวบ้านได้แต่นำมูลสัตว์มาตากแห้งใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนการทำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก

    จากปัญหาพื้นฐานดังกล่าวทำให้เกษตรกรเลโซโทปลูกพืชตามวิถีดั้งเดิม ปลูกตามชนิดเดียวเพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ เพื่อแลกเป็นเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว แต่ที่ดินก็ขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงมีการใช้สารเคมีเพื่อบำรุงและกำจัดศัตรูพืช ทำการเกษตรที่รอน้ำจากธรรมชาติ ปีไหนน้ำดีก็จะได้ผลผลิตดี ปีไหนแล้งจัดก็ได้น้อย ก็เท่ากับว่าผลผลิตที่ลงทุนไปทั้งสารเคมี เมล็ดพันธุ์ เครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ก็เปลี่ยนเป็นหนี้สินพอกพูน

    แม้รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรภายใต้ระบบการทำเกษตรที่เรียกว่า block system คือการรวมตัวกันในเรื่องเครื่องมือและปัจจัยการผลิตจากภาครัฐและเอกชน แต่จะต้องมีการจ่ายผลผลิตคืนให้กับภาครัฐร้อยละ 50 หลังการเก็บเกี่ยว และพื้นที่แต่ละแห่งจะได้รับการสนับสนุนเพียง 2-3 ปีเท่านี้น

    ทั้งหมดนี้ทำให้เลโซโทมีปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร ทำให้ประชากรยังบริโภคผักที่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ถึง 70% ดังกล่าว

    เริ่มแรก-สู่ผลลัพธ์

    เมื่อมีการก่อตั้ง "ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไทย-เลโซโท" โดยสมเด็จพระราชินีของกษัตริย์เลตซีที่ 3 พระราชทานที่ดินให้ตั้งศูนย์

    การจัดตั้งศูนย์เริ่มจากการจัดการพื้นที่ และพื้นที่นี้ก็เป็นตัวแทนของปัญหาทั้งหมด เนื่องจากมีความลาดชัน เป็นหินทราย ในฤดูใบไม้ผลิจะมีแอ่งน้ำขังอยู่ในบางจุด สร้างความเสียหายต่อผลผลิต ด้านภูมิอากาศ ถ้าเป็นฤดูหนาวก็จะหนาวติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน การจัดสรรพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ทำการเกษตร ซึ่งจะมีแหล่งเก็บน้ำตามฤดูกาล อาศัยน้ำตามธรรมชาติ พื้นที่เกษตรตรงนี้มีการปลูกพืชอย่างผสมผสาน ผลที่ได้การปลูกพืชที่มีแหล่งเก็บน้ำได้ผลผลิตที่ดีกว่า ทำให้เกษตรกรมีอาหารเลี้ยงปากท้องได้ตลอดทั้งปี

    ว่าไปแล้ว ปัญหาโดยรวมของเลโซโทก็คือ ความแห้งแล้งและยากจน ช่วงแรกคณะนักวิชาการจากไทยที่ส่งไปต้องทำการบ้านว่าจะออกแบบหนทางแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อช่วยขจัดความหิวโหย รวมทั้งยังต้องครอบคลุมในด้านพืช สัตว์ ประมง ปศุสัตว์ อาหาร และสิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องมีความยั่งยืน

    เวลาผ่านไป เกษตรกรเลโซโทสามารถผลิตอาหารได้ เป็นที่สนใจของประชาชนชาวเลโซโทมากและกำลังดำเนินรอยตาม นับว่าประสบความสำเร็จมาก และในปี 2554 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเลโซโท เพื่อทรงติดตามคว้ามก้าวหน้า และพบว่าการนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรผสมผสานมาใช้ในเลโซโทประสบความสำเร็จแล้ว จึงได้ส่งมอบอาคารการดำเนินการให้เจ้าหน้าที่เลโซโทดำเนินการต่อ

    นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากไทยที่ถูกส่งไปให้คำแนะนำช่วยเหลือ ยังแนะนำให้เลโซโทปลูกป่าเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาดินที่เสื่อมโทรม ความแห้งแล้งและยากจน จึงต้องศึกษาว่าควรจะทำการเกษตรแนวไหนเพื่อช่วยเขาและขจัดความหิวโหยได้ ซึ่งครอบคลุมในด้านพืช สัตว์ ประมง ปศุสัตว์ อาหาร และสิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องมีความยั่งยืน ไม่ใช่ว่าพอเรากลับ เขาก็กลับมายากจนเหมือนเดิม

    หลังจากริเริ่มโครงการในช่วง 2 แรก คณะผู้เชี่ยวชาญจากไทยได้ให้ความช่วยเหลือสร้างศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่แก่เลโซโท บนที่ดิน 37.5 ไร่ ณ เมืองมาเซียง ที่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ให้ทำเป็นแปลงสาธิตได้เป็นผลสำเร็จในระดับหนึ่ง สามารถให้เจ้าหน้าที่เกษตรของเลโซโทรุ่นแรกเข้าไปศึกษาเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของไทยแล้ว เพื่อนำไปแก้ปัญหาความไม่พอเพียงให้กับประเทศที่ผลิตอาหารไม่พอ ให้คนในประเทศได้กิน

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกๆ ชาวเลโซโทเองจะเกิดความคลางแคลงใจ ไม่มั่นใจว่าเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยเขาได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือจะช่วยให้เกษตรกรเลโซโทเกิดความยั่งยืนในอาชีพได้มากน้อยแค่ไหน

    เทโล สโกเน ข้าราชการบำนาญวัย 65 ปี อดีตผู้อำนวยการด้านพืชไร่ กระทรวงเกษตรฯ เลโซโท ปัจจุบันเขารับทำหน้าที่เป็น ผู้จัดการโครงการเศรษฐกิจพอเพียงไทย-เลโซโท กล่าวว่า เกษตรกรเลโซโทปลูกพืชตามวิถีดั้งเดิม พวกเขาปลูกพืชเพียงชนิดเดียวลงบนสวนของตัวเอง เพื่อให้ได้ผลผลิตอันเป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อแลกเป็นเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว เพราะที่ดินขาดความสมบูรณ์ พวกเขาจึงใช้สารเคมีเพื่อบำรุงผลผลิตและกำจัดศัตรูพืช พวกเขาทำการเกษตรโดยรอน้ำจากธรรมชาติเท่านั้น ปีไหนน้ำดีจึงได้ผลผลิตดี ปีไหนแล้งจัดก็เท่ากับว่าส่วนที่ลงทุนไปทั้งสารเคมี เมล็ดพันธุ์พืช และเครื่องมือต่างๆ ก็เปลี่ยนเป็นหนี้สินพอกพูน

    เทโล สโกเน ผู้จัดการศูนย์ฯ กล่าวว่า ตามทฤษฎีเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งยึดหลักการการพึ่งพาตัวเอง ทำให้พวกเขาเริ่มรู้จักนำผลผลิตที่เหลือใช้จากสวนมาทำเป็นปุ๋ย ไม่ต้องซื้อสารเคมี เน้นการปลูกพืชหมุนเวียน และเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ใช้ในคราวต่อไป

    "แต่เกษตรกรจะทำแบบนั้นได้จะต้องมีความรู้ ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนสำหรับเลโซโท และเพราะเหตุนี้ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งเดียวในประเทศนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรในเลโซโท"

    การจัดสรรพื้นที่เป็นสิ่งแรกที่ได้ดำเนินการตามแนวทางทฤษฎีใหม่ เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นระบบวนเกษตร ให้เหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม คือมีการปลูกผัก ปลูกไม้ผล และปลูกป่า โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ทำการเกษตรโดยมีแหล่งเก็บกักน้ำ และการเกษตรตามฤดูกาลที่อาศัยน้ำจากธรรมชาติ และเน้นการปลูกพืชผสมผสานลงในพื้นที่ ผลคือ การปลูกพืชโดยมีแหล่งเก็บกักน้ำให้ผลผลิตที่ดีกว่า และการปลูกพืชผสมผสานจะสามารถบำรุงรักษาแร่ธาตุในดินไม่ให้เสื่อมโทรม และได้ผลผลิตดีกว่าการปลูกพืชชนิดเดียวลงบนดิน อีกทั้งการปลูกพืชผสมผสานทำให้เกษตรกรมีอาหารเลี้ยงปากท้องได้ตลอดทั้งปี บางรายก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่มีมากพอ

    "ตอนแรกที่ได้ยิน ไม่รู้ว่าคืออะไร และไม่แน่ใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้กับชาวเลโซโทได้จริงหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นว่าเป็นโครงการที่กษัตริย์เลโซโทสนพระทัย นำมาจากประเทศไทย เพื่อการช่วยเหลือเกษตรกรยากจน ก็คิดไว้ก่อนว่าคงจะดี ไม่อย่างนั้นกษัตริย์เลโซโทคงไม่นำมา แต่จะดีจริงแค่ไหน ช่วยเกษตรกรได้จริงหรือเปล่า ขอลองลุ้นดูผลงานสักระยะหนึ่งก่อน"

    เทโล สโกเน กล่าวว่า เพราะที่ผ่านมาเขามีประสบการณ์ทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ มายาวนาน รู้เห็นอะไรมามากมาย ผ่านสารพัดโครงการพัฒนาเกษตรกรมาไม่น้อย จึงประเมินค่าแค่เพียงว่า เศรษฐกิจพอเพียงคงให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกับโครงการอื่นๆ ที่ทำไปทำมา...ชาวบ้านไม่เพียงไม่รวยขึ้น ยังได้โอกาสเป็นหนี้มากเป็นเงาตามตัว

    "หลังจากผมถูกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขอร้องให้เข้ามาเป็นผู้จัดการโครงการเศรษฐกิจพอเพียงไทย-เลโซโท แทนคนเก่าซึ่งเป็นคนหนุ่ม เนื่องจากต้องการความเป็นผู้อาวุโสที่สามารถประสานงานขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ และได้รับความยอมรับ เกรงอกเกรงใจจากข้าราชการอื่นๆ เมื่อได้มาลงมือทำเอง ได้เห็นกับตาตัวเอง และเข้าใจในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญไทยถ่ายทอดให้"

    และว่า โครงการจากประเทศไทยนี้สามารถนำไปแก้ปัญหาให้กับคนเลโซโทได้จริง เพราะเป็นแนวทางการนำทรัพยากรที่เรามีอยู่มาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าเต็มที่ ช่วยให้ชาวบ้านสามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ปุ๋ยทำเอง เมล็ดพันธุ์ก็ใช้ของตัวเอง ไม่ต้องไปซื้อหาให้เปลืองเงิน เพราะสาเหตุของความยากจนของคนเลโซโทส่วนหนึ่งก็แบบเดียวกับคนไทย นั่นคือซื้อแทบทุกอย่าง...ปุ๋ยก็ซื้อ เมล็ดพันธุ์ก็ซื้อ สุดท้ายก็เป็นหนี้

    โครงการช่วยเหลือเกษตรกรจากรัฐบาลเลโซโทที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ จะเป็นการแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมี ใช้เมล็ดพันธุ์แบบนั้นแบบนี้ แต่เกษตรกรต้องควักเงินซื้อเอง และเมื่อเกษตรกรแห่ปลูกกันมาก ปลูกเหมือนกัน ผลผลิตที่ออกมาล้นตลาด ถูกพ่อค้ากดราคาซื้อ เป็นหนี้เป็นสินธนาคาร และถูกธนาคารยึดที่ทำกินไป

    "แต่หลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่ผู้เชี่ยวชาญไทยแนะนำ สอนให้เราพึ่งพาตัวเอง ปลูกให้ตัวเองมีกินพอเพียงไว้ก่อน มีเหลือแล้วค่อยขาย ถึงจะไม่ได้เงินก้อนใหญ่มาก เหมือนกับมีเท่าไรขายหมดอย่างเมื่อก่อน แต่ช่วยให้เรามีเงินเก็บมากกว่า...เพราะมีกินอิ่ม เหลือขายมี แต่ได้กำไรเก็บเข้าบ้าน ไม่ต้องจ่ายเงินให้ใคร ผิดกับแบบที่เคยเป็นมา มีเท่าไรขายหมดแล้วซื้อเขากิน เงินมีไม่พอ สุดท้ายก็เป็นหนี้" ผู้จัดการโครงการเศรษฐกิจพอเพียงไทย-เลโซโท กล่าว

    นิซีอัว เลทซี ผู้ช่วยเกษตรสาวเขตมาเซรู (เมืองหลวงของเลโซโท) กล่าวยอมรับว่า ความยากจนของชาวเลโซโทส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อดั้งเดิม ที่ผ่านมาเกษตรกรเลโซโทนิยมปลูกพืชชนิดเดียว หรือพืชเชิงเดี่ยว ปลูกแล้วขายหมด ไม่ปลูกพืชอย่างอื่น ผสมผสานเหมือนอย่างที่โครงการเศรษฐกิจพอเพียงทำ สาเหตุมาจากชาวบ้านเชื่อว่า การปลูกพืชหลายชนิดในแปลงเดียวกัน พืชจะตาย ก็เลยปลูกอย่างเดียว แต่หลังจากมีการนำเศรษฐกิจแบบพอเพียงจากประเทศไทยมาทดลองทำ มีการปลูกพืชหลายอย่างรวมกัน เกษตรกรที่ทราบข่าวต่างอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่าเราสามารถปลูกพืชหลายชนิดในที่ดินแปลงเดียวกันได้ ชาวบ้านที่รู้เรื่องต่างมีความสุข รู้สึกตื่นเต้น อยากจะมาดูมาเห็นของจริง ว่าในโลกก็มีการปลูกพืชอย่างนี้ได้ด้วย และต้องการจะเอารูปแบบนี้ไปทำในที่ดินของตัวเอง

    แม้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของกษัตริย์ไทยจะช่วยพลิกชีวิตชาวเลโซโทได้จริง แต่ผู้ช่วยเกษตรสาวคนรุ่นใหม่มีความกังวลว่าแนวทางนี้จะได้ผล สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีแหล่งน้ำ

    ทุกวันนี้เกษตรกรเลโซโท 90% ยังคงยึดมั่นการปลูกพืชแบบพึ่งพาน้ำฝนอย่างเดียว ครั้นจะใช้ระบบชลประทานคงทำไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายแพงเกินไป แต่แนวทางหนึ่งที่พอจะทำได้นั่นคือ คงต้องให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันจัดการทำระบบผันน้ำจากภูเขา จากหิมะที่ละลายลงมายังแปลงเกษตร ที่ผ่านมาเราไม่เคยคิดจะทำกัน ได้แต่รอน้ำจากฝนบนฟ้าอย่างเดียว แต่เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากที่ผู้เชี่ยวชาญไทยได้ทำขึ้นกับแปลงสาธิตนี้ เราเชื่อชาวเลโซโทก็ทำได้

    เกษตรกรอีกหลายคนที่เข้ามาเรียนรู้จากศูนย์ บางคนบอกอีกว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความดีความงามตรงที่นอกจากจะสอนให้เราทำเกษตร แต่ยังสอนให้เราดูแลทรัพยากรของเราให้เป็นมรดกต่อไปในอนาคต

    ปลัดกระทรวงเกษรฯ กล่าวตบท้ายว่า การเข้ามาของศูนย์ตรงกับความต้องการของเลโซโทเป็นอย่างมาก เพราะเราอยากจะส่งเสริมให้คนทำเกษตรอินทรีย์-ต่อไปนี้เราอยากให้ที่นี่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้แล้ว เราอยากจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางที่คนจะมาเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตรอีกด้วย

    "จะทำอย่างไรให้ทรัพยากรที่เราใช้อยู่ในวันนี้สามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้อีกในอนาคต ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้สอนเพียงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้น แต่ยังสอนให้เรารู้จักที่จะดูแลรักษาและไม่เบียดเบียนธรรมชาติ เพื่อให้ทรัพยากรเหล่านั้นยังคงอยู่กับลูกหลาน ชุมชน สังคม และประเทศ บนความยั่งยืนที่สามารถเริ่มต้นได้จากตนเอง"

    ความในใจเกษตรกร

    ลาลิโช และ มานาโป เกษตรกรเลโซโทที่เข้ามาเยี่ยมเยียนที่ศูนย์บ่อยครั้ง มานาโปมีข้อสงสัยในการปรับปรุงดิน จะไถและปรับปรุงดินอย่างไรถึงจะทำให้ดินร่วนซุยที่สุด และจะปลูกถั่วเพื่อเพิ่มสารอาหารในดินได้อย่างไร

    ย้อนกลับไปในปีแรก ลาลิโช คือเกษตรกรกลุ่มแรกที่เข้ามาเรียนรู้การปลูกพืชจากศูนย์ เนื่องจากมีปัญหาการกำจัดศัครูพืชในสวน แต่เมื่อเรียนรู้การนำวิถีทางธรรมชาติกลับไปทำที่สวนผลผลิตของเขาก็ได้ผลดี จนเหลือเงินที่ขายไปจุนเจือครอบครัว ปัจจุบันเขากลายเป็นเกษตรกรที่สามารถสอนเกษตรกรคนอื่นๆ ได้แล้ว

    Nittia Tuoane ผู้อำนวยการโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไทย-เลโซโท กระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร บอกว่า ศูนย์นอกจากจะให้ความรู้เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบศูนย์แล้ว ยังมีเกษตรกรที่อยู่ต่างจังหวัดมารวมตัวกันเพื่อมาดูงานที่ศูนย์แห่งนี้ว่าทำอะไรบ้าง ดังนั้น หลายปีมานี้เกษตรกรที่อยู่รอบศูนย์จะได้ประโยชน์ในขั้นแรก และด้วยความสามารถของพวกเขา เราหวังว่าเมื่อกลับไปที่ชุมชนของตัวเอง พวกเขาจะสามารถให้ความรู้คนอื่นๆ ในชุมชนได้

    ความรู้จากศูนย์ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรทุกระดับ ทั้งระดับครอบครัวที่ต้องการปลูกพืชไว้กินเอง และการเพาะปลูกเพื่อจำหน่าย เช่นเดียวกับ Npho Thalto เกษตรกรเลโซโท อดีตข้าราชเกษียณ ได้ใช้ความรู้จากศูนย์การเรียนรู้ฯ มาทำแปลงผักเล็กๆ ในบ้านเพื่อนำมาบริโภคในครอบครัว เมื่อก่อนที่ปลูกเฉพาะกะหล่ำปลีกับหัวหอมเท่านั้น เพราะปลูกง่าย เป็นที่นิยมปลูกกัน ส่วนหัวหอมปลูกเพราะมีความแข็งแรง แต่หลังจากที่ได้ไปเรียนรู้ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็ทำให้รู้ว่าจำเป็นที่จะต้องปลูกผักหลายๆ ชนิด เพราะถ้าปลูกผักชนิดเดียวจะมีปัญหาเรื่องโรคในพืชผักได้

    Npho Thalto จะปลูกพืชหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ในปีที่แล้วเธอปลูกแครอต ปีนี้หันมาปลูกกระเทียม บอกว่านอกจากจะมีผลผลิตหลากหลายไว้รับประทานแล้ว ยังทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ดีอีกด้วย

    "จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ฉันรู้ว่าเราต้องผลิตเพื่อการบริโภคก่อนแล้วค่อยผลิตขายให้กับเพื่อนบ้าน หรืออาจจะขายกระทั่งทั้งหมู่บ้านได้ หลักการนี้ช่วยฉันได้มาก เพราะช่วยให้ฉันปลูกพืชเพื่อรับประทานในครอบครัวได้ และยังขายให้กับเพื่อนบ้านได้เลย ผักจากสวนที่เราปลูกเองสามารถเก็บมาทำอาหารได้เลยโดยที่เราไม่ต้องเดินทางไปซื้อ สะดวกมาก จากแต่ก่อนที่ฉันไม่ค่อยได้ใช้ผักจากสวนตัวเองมากนัก อาศัยซื้อจากเพื่อนบ้าน แต่หลังจากได้เรียนรู้จากศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงที่มาจากประเทศไทย ฉันก็ค้นพบว่าทุกอย่างที่เรากิน เราสามารถนำมาจากสวน ไม่ว่าผัก ผลไม้ ถั่ว ยกเว้นแต่ข้าวเท่านั้นที่เรายังปลูกเองไม่ได้ แต่อย่างอื่นเราปลูกได้หมด และฉันตั้งใจจะขายผลผลิตเพื่อนำเงินมาให้หลานสาวที่ยังเรียนหนังสือ หรือตัวฉันเองถ้าไม่มีเงินใช้ก็ยังมีรายได้จากสวน"

    ขณะเดียวกัน โบกาน หนุ่มนักบัญชี ที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรมาได้แค่เพียงปีเดียวก็พอใจกับผลิตทางการเกษตรของตัวเอง เพราะสามารถขายให้ชมุชน รวมถึงร้านซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในเลโซโท

    "สิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมากในเลโซโทก็คือ เรื่องรายได้ ผมพบว่าการเป็นชาวนาสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ ในช่วงฤดูหนาวผมปลูกผักโขม ฤดูร้อนผมปลูกพริกหยวกส่วนแปลงที่มีผ้าพลาสติกคลุม ผมเรียนรู้วิธีการปลูกมาจากศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง และเตรียมไว้ปลูกมะเขือเทศ ส่วนพื้นที่ว่างเปล่าตรงโน้นเคยปลูกข้าวโพดมาก่อน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว ผมก็ปล่อยให้ซากพืชย่อยสลายเพื่อให้กลายเป็นปุ๋ย หลังจากนั้นก็จะเริ่มปลูกใหม่อีกครั้ง"

    โบกานยังบอกว่า ปัญหาหลักคือการขาดความรู้ของเกษตรกรเลโซโท ด้วยเหตุนี้ เมื่อเขาตัดสินใจยึดอาชีพเกษตรกรเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เขาจึงเข้าไปอบรมที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งที่ได้คือการเรียนรู้เรื่องการใช้น้ำให้ได้ประโยชน์สูงสุด และการใช้ระบบน้ำหยด สามารถช่วยให้เราเปลี่ยนจากการเป็นเกษตรกรธรรมดาๆ ไปเป็นเกษตรกรปลูกเพื่อขายได้ และการใช้พลาสติกคลุมแปลงก็ช่วยให้สามารถปลูกพืชในฤดูหนาวได้ โดยช่วงฤดูหนาวเขายังสามารถปลูกกะหล่ำปลีและผักโขมได้ ที่สำคัญก็คือการปลูกพืชหมุนเวียนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้จากศูนย์

    โบกานไม่ได้เก็บความรู้ไว้กับตัวเองคนเดียว แต่เขายังสอนคนงานในฟาร์มให้มีความรู้เรื่องการปลูกพืชไปด้วย ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่มาเรียนรู้กับโบกานบอกว่า ต้นหญ้าที่แปลงผักซึ่งต้องกำจัด สามารถนำมาทำปุ๋ยหมักได้

    นอกจากนี้ โบกานยังสอนคนงานให้มีความรู้เรื่องระบบการจัดการ เริ่มจากการจดบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนของเขา เพื่อให้รู้ว่าส่วนไหนควรที่จะพัฒนา

    "สวนของผมได้เปลี่ยนชีวิตลูกจ้างของผม พวกเขาได้กินอิ่ม พอสิ้นเดือนก็มีรายได้ ลูกจ้างประจำก็มีเงินเดือน สวนของผมสร้างความมั่นคงให้กับพวกเขา"

    ------------

    ความพึงพอใจของชาวเลโซโทจากการเรียนรู้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง มาจากการที่ความรู้จากศาสตร์พระราชาของไทย สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานเรื่องดิน น้ำ และสภาพแวดล้อมให้กับเขาได้

    ใน การแก้ปัญหาเรื่องน้ำ แม้เลโซโทจะมีน้ำมาก แต่ไม่สามารถนำแหล่งน้ำนั้นมาใช้ประโยชน์กับเกษตรกรได้ โบกาน หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่มาเรียนรู้จากศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง แหล่งน้ำที่เขาใช้ทำการเกษตรมาจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่อยู่ข้างบ้าน แต่เขารู้ว่าไม่สามารถพึ่งแหล่งน้ำตรงนั้นมารดพืชผักโดยตรงเพียงอย่างเดียวได้ เพราะบางปีก็มีสภาพแล้งจัด เมื่อไปเรียนรู้ที่ศูนย์ โบกานพบว่า พื้นที่ศูนย์เรียนรู้ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนพื้นที่เพาะปลูกที่มีการรองรับน้ำจากฝน และส่วนที่มีการกักเก็บน้ำไว้ใช้ ซึ่งวิธีการรดน้ำโดยการต่อสายจะทำให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ช่วยประหยัดน้ำ อีกทั้งได้เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชหมุนเวียน

    "ถังน้ำอันนั้น อธิบดีกรมป่าไม้เป็นคนบอกให้สร้าง แต่เราเป็นฝ่ายเก็บก้อนหินไว้ ผมก็นำน้ำจากเขื่อนมาเก็บไว้ แล้วใช้ระบบน้ำหยดในการรดน้ำผัก ส่วนน้ำอีกแท็งก์หนึ่งก็ใช้สำหรับรดน้ำในแปลงพลาสติกคลุม การจัดการและบริหารที่ดีทำให้ผมมีน้ำใช้ตลอดหรือผมจะรดน้ำ 2 แบบ คือแบบที่ใช้สายยางและระบบน้ำหยด ซึ่งผมเรียนรู้มาจากศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ผลที่ผมได้คือ ทำให้ผมไม่ต้องสูบน้ำขึ้นมาบ่อยๆ ประหยัดแรงงาน เครื่องมือ และเพาะปลูกมีผลผลิตส่งขายได้ตลอดทั้งปี แม้ในบางปีจะมีความแห้งแล้งอย่างหนักก็ตาม"

    ด้านเทโล สโกเน ผู้จัดการศูนย์ บอกว่า น้ำในศูนย์มาจากแห่งแรกคือ แหล่งน้ำที่อยู่บนภูเขา และมีการนำน้ำจากที่ราบสูงบนเขาที่มีทางน้ำยาวกว่า 2- 4กิโลเมตร ซึ่งน้ำส่วนนี้จะนำไปใช้ในแปลงปลูกพืชและนำมาเก็บกับไว้ในแท็งก์นี้ และยังมีการใช้พลาสติกมาช่วย โดยแท็งก์น้ำจะอยู่ใกล้โรงเรียนปลูกที่มีพลาสติกปกคลุม และทำระบบท่อส่งน้ำไปยังแปลงปลูก แปลงปลูกพืชที่มีสองส่วนคือ ส่วนที่ใช้น้ำจากแหล่งเก็บกักน้ำ แต่น้ำที่กักเก็บก็มีอยู่ไม่มาก ไม่เพียงพอและครอบคลุมกับการใช้น้ำทั้งไร่ ผลผลิตที่มีการกักเก็บน้ำไว้ให้ผลผลิตที่ดีกว่า อีกทั้งยังมีการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

    แก้ปัญหาดิน

    ภูเขาของเลโซโท ถ้ามองไปก็จะเห็นว่าเป็นภูเขาหิน มีไม้ยืนต้นน้อยมาก ทั้งไม้ดั้งเดิมและไม้ป่าปลูก การกัดเซาะชะล้างจึงเกิดขึ้นรุนแรงและซ้ำซาก ที่มาจากทั้งการกัดเซาะจากน้ำและการพัดพากจากลม สภาพของดินที่นี่จึงเต็มไปด้วยกรวดและหิน เป็นความเสื่อมโทรมจากสภาพภูมิศาสตร์ดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ตามด้วยการชะล้างที่ขาดการป้องกัน

    อีกทั้งเกษตรกรยังทำการเกษตรแบบเกษตรเชิงเดี่ยว คือปลูกพืชชนิดเดียว ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาสำคัญเรื่องดินอีกประการคือ คนเลโซโทไม่มีการปรับปรุง บำรุงดินมาเป็นเวลานาน แม้เขาจะมีมูลสัตว์อยู่มาก แต่เขาก็ไม่ได้ใช้เป็นปุ๋ย ชาวบ้านได้แต่นำมูลสัตว์มาตากแห้งใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนการทำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก

    นอกจากสอนให้เกษตรกรปลูกพืชหมุนเวียน ศูนย์การเรียนรู้ฯ ยังได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยหมักจากซากพืชและมูลสัตว์เพื่อช่วยบำรุงดิน และสอนให้ปรับปรุงดินด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน อีกทั้งยังมีการปลูกไม้กันลม เพราะเลโซโทมีลมแรง ลมที่แรงนอกจากจะก่อความเสียหายให้ผลผลิต ยังพัดพาหน้าดินไปอีกด้วย เมื่อได้หารือกับกระทรวงเกษตรและความมั่นทางอาหาร เลโซโท ทางศูนย์ได้แนะนำให้ปลูกต้นสนทะเลไว้รอบๆ ฟาร์ม เพราะต้นสนทะเลมียอดแหลม ลู่ลมได้ดี มีระบบรากลึก ทำให้โค่นล้มได้ยาก เมื่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการพัฒนาพื้นที่ใด การพัฒนาจะต้องเริ่มต้นศึกษาภูมิสังคมเป็นสำคัญ ซึ่งที่เลโซโทมีต้นไม้ขึ้นน้อยมาก ชาวบ้านต้องใช้มาก่อไฟเพราะอากาศหนาว และต้องเข้าไปหาไม้ฟืนจากในป่า

    การจัดสรรพื้นที่ภายในศูนย์เรียนรู้ฯ นอกจากมีการจัดแปลงพื้นที่เกษตรตามหลักทฤษฎีใหม่แล้ว ยังมีการจัดระบบวนเกษตร ซึ่งเป็นระบบเกษตรที่นำหลักการความยั่งยืนมาใช้ เพื่อให้เกิดระบบป่าถาวรและเป็นแนวทางในการทำการเกษตร

    ปลูกต้นไม้ใหญ่ กันลม ฟื้นฟูดิน

    การใช้หลักเกษตรผสมผสาน การปลูกพืชหลากหลายชนิดหมุนเวียนกันไป ประกอบไปด้วย ไม้ยืนต้น ไม้ผล ไม้ใช้สอยต่างๆ ให้เป็นองค์ประกอบของไร่นา ผสมผสานกับการปลูกพืชชั้นล่างที่ไม่ต้องการแสงแดดมาก ซึ่งเกษตรกรสามารถนำผลผลิตจากป่ามาใช้โดยไม่กระทบกับระบบนิเวศ ขณะเดียวกันในศูนย์ก็ได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อปลูกต้นเอสเพนและต้นสน

    "ปกติแล้วเลโซโทไม่ใช่ประเทศที่เต็มไปด้วยต้นไม้ เราไม่มีต้นไม้ใหญ่ แต่หลายปีที่ผ่านมาเรารณรงค์ให้ปลูกป่า แต่ยังไม่ค่อยเห็นผล เพราะคนไม่ค่อยดูแล แต่เมื่อไหร่ก็ตามคนเริ่มเห็นประโยชน์ก็น่าจะเริ่มมาดูแล ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากจากศูนย์แห่งนี้คือ เรามีพื้นที่ปลูกป่า และเมื่อเห็นคุณค่าของประโยชน์จากต้นไม้ พวกเขาก็จะช่วยกันปกป้องดูแล ตอนนี้ก็ปลูกมา 10 ปีแล้ว" เทโล สโกเน ผู้จัดการศูนย์กล่าว

    สโกเนบอกว่า ป่าที่ปลูกต้นสน ที่ทางด้านทิศเหนือปลูกต้นเอสเพน ระหว่างต้นไม้แต่ละต้นจะห่างกัน 2 เมตร ส่วนทางเดินจะห่างกัน 4 เมตร และพื้นที่ตรงนี้อยากให้เป็นพื้นที่ปลูกป่าจริงจัง เพื่อจะได้สามารถปลูกพืชไว้เป็นลำดับชั้นได้เหมือนที่ประเทศไทย

    เกษตรกรเลโซโทที่มาที่ศูนย์แห่งนี้จึงได้เรียนรู้เรื่องการทำเกษตร และถูกปลูกฝังเรื่องการดูแลน้ำ ป่าไม้ ควบคู่กันไป

    Nchemo Maile ปลัดกระทรวงเกษตรฯ บอกว่า คิดว่าศูนย์เรียนรู้ฯ จะช่วยพวกเขาได้ในระยะยาว เพราะในพื้นที่แห่งนี้มีเกษตรกรจำนวนมาก และศูนย์การเรียนรู้ฯ นอกจากจะเป็นศูนย์ที่ให้ความรู้แล้ว เรายังอยากให้เป็นศูนย์กลางของปัจจัยการผลิตหรือต้นทุนการผลิตอีกด้วย เพราะทุกวันนี้คนรุ่นใหม่คิดว่าอาชีพเกษตรกรเป็นเรื่องล้าหลัง ไม่เป็นที่นิยม พวกเขาอยากจะทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากกว่า หรืออะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีมากกว่า เราจึงไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาในระบบเกษตรกรรม

    "ดังนั้นทางรัฐบาลจึงต้องทำงานหนักเพื่อโปรโมตการทำเกษตรกรรมให้แก่คนรุ่นใหม่ เพราะพวกเขายังมีพลัง มีความแข็งแกร่ง แม้แต่เรื่องความคิด เราจึงต้องทำงานหนักในการส่งเสริมการเกษตรกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ถ้าเราทำได้ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาระบบเกษตรกรรมของเราได้ในระยะยาว" ปลัดกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เลโซโท กล่าว.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น