เศรษฐกิจพอเพียง: เศรษฐกิจโลก -เศรษฐกิจไทย

  • Wednesday, October 25, 2017 - 08:15

    ขณะนี้โลกกำลังขาด เรียกว่าเข็มทิศทางจริยธรรม ภาษาอังกฤษเรียกว่า Moral Compass ที่ผ่านมาระบบทุนนิยมเสรีสร้างความเจริญให้กับโลกค่อนข้างมาก จำนวนคนยากจนในโลกลดลงไป อะไรพวกนี้ แต่ว่าสิ่งที่เศรษฐกิจทุนนิยมเสรีไม่ได้สร้างขึ้นมาก็คือว่า การที่ทำให้ทุกคนสามารถอยู่ได้ในสิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในปัจจุบัน

    นี่คือเรื่องแรกของโลก คือโลกกำลังใช้ของจากโลกเกินเนื้อเกินตัว ใช้ดิน ใช้น้ำ ใช้แร่ มหาสมุทรเกินเนื้อเกินตัว เพราะฉะนั้น ยูเอ็น (องค์การสหประชาชาติ) ถึงได้มีข้อตกลงทางด้านโลกร้อนขึ้นมา เพราะโลกร้อนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสิ่งแวดล้อม

    ประการที่ 2 การที่เศรษฐกิจโลกอยู่บนพื้นฐานมีการกระตุ้นให้มีการอุปโภคบริโภคอย่างไม่จำกัด เพราะการกระตุ้นใช้อย่างไม่จำกัดนี่ทำให้โลกวางแผนเศรษฐกิจไปในทำนองที่การแข่งขัน เป็นการแข่งที่เรียกว่า Race to the bottom คือ การแข่งขันไปจนถึงที่สุด คือเหมือนการทำลายกัน ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อการสร้างสรรค์ ไม่ใช่การแข่งขันที่มีการแชริ่งกัน

    เรื่องที่ 3 เป็นเศรษฐกิจโลกที่ทุกคนบอกว่าอยู่บนพื้นฐานของอดัม สมิธ ที่เป็นบิดาของวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่จริงๆ พื้นฐานของอดัม สมิธ เขาไม่ได้มาจากเรื่องการแข่งขันเสรีอย่างเดียว ก่อนที่เขาจะบอกว่าโลกมีการแข่งขันเสรี เขาบอกมาก่อนว่าคนที่เป็น Economic agent ของโลก ซึ่งเป็นตัวส่วนประกอบเศรษฐกิจของโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ลงทุน อะไรก็แล้วแต่ จะต้องรู้จักคำว่า ความเห็นอกเห็นใจ หรือ Compassion ต้องรู้จักคำว่าเสียสละ ต้องรู้จักคำว่าส่วนรวม มันสอนอยู่ในหนังสือเล่มก่อนของอดัม สมิธ ก่อนเล่ม Wealth of Nation ที่ผมจะพูดถึงเสมอ เราอ่านหนังสือของอดัม สมิธ แต่เราไม่ได้อ่าน Moral of Sentiments คือความเข้าใจด้านบริบทด้านจริยธรรมของคน ที่จะทำให้เราเข้าใจให้การค้าระบบเศรษฐกิจเสรีมันทำงานได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดการล่มสลายครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม

    เรื่องที่ 4 ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่มันผูกพันกันอย่างมากมาย มันเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้นทุกที สมัยก่อนเราต่างคนต่างเสี่ยงในเศรษฐกิจของเรา แต่เดี๋ยวนี้เมื่ออเมริกาล่มสลาย เหมือนเเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มันก็พาให้เอเชียเราล่มสลายไปด้วย เพราะฉะนั้น ความเสี่ยงที่มีขึ้น สิ่งที่เศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงสอนไว้ก็คือว่า ไม่ว่าเราจะเดินสายกลาง เราจะคำนวณคิดให้รอบคอบ คิดวิเคราะห์วิจารณ์อย่างไร เราก็ยังต้อง "เผื่อ" เรายังต้อง "เผื่อ" (อ.ศุภชัยย้ำ 2ครั้ง)

    การ "เผื่อ" มันอยู่ในวิชาทางด้านการวางแผนในวิชาเศรษฐกิจหลายวิชา ที่เราต้องมีการดูแลในสิ่งที่เขาเรียกว่า Contingency คำนี้ ในระบบบัญชียังมี Continential Account ว่าต้องเผื่อไว้ ในระบบการเงินเราก็มี เอ็นพีแอล มีการสำรองหนี้สูญ เป็นการเผื่อไว้ อะไรต่ออะไรพวกนี้ แต่ในระบบความคิดเรื่องเศรษฐศาสตร์ ในเรื่องเศรษฐกิจที่ผ่านมาของเราไม่เคยมีอย่างนั้นเลย

    แต่พระองค์ท่านก็ทรงสอนเอาไว้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า ถึงแม้จะคิดอย่างรอบคอบมาแล้ว แม้จะเดินสายกลางมาแล้วก็ตาม ก็ต้อง "เผื่อ" ไว้ เพราะว่าในสิ่งที่เป็นการผันแปรของโลกปัจจุบันนี่มันเชื่อมโยงกันหมด เราไม่ผิด คนอื่นก็ผิดได้ ถ้าคนอื่นผิดก็มาลงที่เราด้วยได้ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะพูดเสมอๆ ว่า สิ่งที่เป็นปรัชญาของพระองค์ท่าน แม้เป็นปรัชญา ไม่ได้เป็นระบบเศรษฐศาสตร์ใหม่เลย แต่จริงๆ แล้วแนวคิดพระองค์ท่านมีส่วนที่แฝงอยู่ในเรื่อง Moral Sentiments ของอดัม สมิธ และส่วนหนึ่งก็แฝงอยู่ในเรื่อง Buddhist Economics หรือเศรษฐศาสตร์พุทธศาสนา

    บางส่วนที่พระองค์ท่านมาใช้ในการพัฒนาชนบทเอง ประสบการณ์ของท่านในการพัฒนาชนบทนี่ ผมเห็นว่าสำคัญมาก เพราะว่าระบบเกษตรที่ท่านสอนให้ทำในชนบทเป็นระบบที่ทาง FAO (องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ยกย่องมาก เกษตรของท่านมีการทดลองและคิดใหม่เสมอๆ (ย้ำ 2 ครั้ง) ในการที่ท่านทำเครื่องปั่นน้ำ ทำหญ้าแฝก ทำการแกล้งดิน ทำอะไรต่ออะไรอีกมาก เป็นกระบวนการของความคิดใหม่ เพราะว่าเกษตรมันสามารถมีนวัตกรรมได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก

    เกษตรของท่านเรียกได้ว่าเป็นการที่คิดใหม่ตลอดเวลา ใช้น้ำในการเกษตร ซึ่งเวลานี้มีบางเมืองที่เชียงใหม่ก็มีการใช้ ที่เรียกว่าไวเลสเซ็นเซอร์ นำมาใช้ในการจัดการน้ำเพื่อให้ใช้น้ำอย่างประหยัด ใช้อย่างถูกต้อง เป็นไปตามระบบที่ท่านทรงสอนไว้ว่า มีการ "เผื่อ" มีการแบ่งเกษตรแผนใหม่ เป็นที่นาส่วนหนึ่ง ปลูกไม้ยืนต้นส่วนหนึ่ง เลี้ยงสัตว์ส่วนหนึ่ง ทำน้ำส่วนหนึ่ง เป็นความพยายามทำให้เกษตรยั่งยืน หรือ Sustainable เหมือนที่ยูเอ็นต้องการตลอดเวลาว่าจะทำยังไงการทำเกษตรจะเป็นรูปแบบ Sustainable ได้

    ท่านยังสอนต่อ ท่านไม่ได้บอกว่าทั้งหมดที่ทำแล้วเราก็อยู่ของเราเองคนเดียว แต่จริงๆ เรามีการค้าได้ แต่การค้าจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีของที่เหลือออกมา แล้วก็มาค้าขายกันเอง แต่การค้าก็ทำในลักษณะร่วมกันที่เรียกว่าเป็นการ Sharing หรือที่เราเรียกกันว่าระบบสหกรณ์ในปัจจุบันนี้ แต่ว่าระบบสหกรณ์บ้านเรามันก็ไม่ได้มีการพัฒนาไปในลักษณะที่เป็นแชริ่งในการผลิต การลงทุนร่วมกัน และในเรื่องของการตลาดร่วมกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะในโลกนี้ก็ถูกระบบธนาคารโลก (World BanK) ทำลาย ระบบที่ให้เกษตรกรมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นวิธีการไม่ให้เกษตรกรมาต่อรองกับรัฐบาล เรื่องต่างๆ เหล่านี้มันแฝงมาอยู่ในสิ่งที่ท่านเรียกว่าเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    "เรื่องเกษตรผมเห็นว่าเป็นตัวหัวใจของเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะโลกนี้ไม่มีอะไร อย่างที่คิสซิงเจอร์พูดเสมอว่า คุณมีอาวุธ คุณรบสงครามชนะเป็นครั้งคราว แต่อาวุธที่สำคัญตลอดเวลาคืออาหาร ความมีความเพียงพอของอาหาร ถ้าคุณมีเพียงพอก็จะรบได้ตลอด ถ้าอาหารไม่เพียงพอไม่มีทางสู้ได้"

    ดังนั้น การเกษตรของพระองค์ท่านเป็น Basic จริงๆ เป็นพื้นฐาน แนวทางเกษตรของพระองค์ท่าน FAO ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลให้มากที่สุดเลย เข้าใจว่า คนไทยลืมตลอดเวลาว่าวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก ซึ่งเราไม่ฉลองเท่าไหร่เลย แต่ที่ยูเอ็นเขาฉลองวันนี้กันมาก เราน่าจะเอาวันดินโลกมาทำอะไร เพราะเวลานี้หนึ่งในสิ่งที่เป็นปัญหาในด้านเศรษฐกิจโลกก็คือว่า การที่ดินในโลกที่มาปลูกสินค้า ปลูกอาหารทั้งหลาย มันเสื่อมโทรมหมดแล้ว มันมีปัญหาเรื่องของการเสื่อมโทรม ที่ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น หรือปลูกขึ้นก็ได้ผลผลิตต่อพื้นที่ที่ลดลงเรื่อยๆ ปัญหานี้รวมทั้งประเทศเราด้วย นั่นเพราะเราดึงทรัพยากรจากดินไปใช้กันมาก แต่ไม่ได้ใส่ใจ หรือมีการใส่กลับเข้าไป หรือถ้าใส่ก็ใช้ปุ๋ยเคมีเร่ง ซึ่งมันทำอย่างนี้ไม่ได้ มันต้องใช้ระบบอินทรีย์ ระบบที่มีการผันแปรใน 4 ส่วน เกษตรแผนใหม่อย่างที่พระองค์ท่านบอกไว้

    ชัดเจนว่านี่คือ Sustainable ยั่งยืนที่สุด แน่นอนว่าเรา พูดถึงคำว่ายั่งยืน เราสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่มาเสริมความยั่งยืนนี้ได้ ผมคิดอยู่เสมอว่า ถ้ารัฐบาลเราจะไป 4.0 สิ่งที่คิดก็คือ เราจะไปทางด้านไหนก่อน สำหรับผมที่สำคัญมาก 4.0 คือไปด้านเกษตรจะช่วยได้มาก ไม่ว่าจะเรื่องการใช้น้ำ ดิน ฟ้า อากาศ ใช้ปุ๋ย การทดสอบเรื่องของเชื้อโรค หรือการที่มีศูนย์อินเทอร์เน็ตของหมู่บ้าน ข้อมูลเกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ มันเป็นเรื่องที่ โยงมาถึงเรื่องพอเพียงได้ทั้งหมด ระบบดิจิตอลต้องสานมาสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงให้ได้ แต่ถ้าเผื่อ 4.0 มาใช้ในเรื่องของการคุยกันเจ๊าะแจ๊ะ ใส่มีเดียเฉยๆ มันก็ไม่ได้อะไร เวลานี้เราเข้าใจ 4.0 หรือคนทั่วไปใช้ดิจิตอลเป็น คอมมูนิเคชั่นอย่างเดียว เป็นโซเชียลคอมมูนิเคชั่น เราคุยกันในเรื่องไร้สาระเยอะ ผลเซอร์เวย์พบคนไทย 80% ใช้เพื่อคุยกัน แต่ไม่ได้ใช้เพื่อการ search หาข้อมูล ของพวกนี้ต้องโยงกับสิ่งที่พระองค์ท่านทรงสอนไว้

    "คุณต้องคิด ต้องวิเคราะห์นะ ทุกอย่างที่ทำไปได้ คุณรักษาสายกลางอย่างเดียวผมว่าไม่พอ สายกลางไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ต้องสายกลางแล้วต้องคิดค้น ต้องเรียนรู้ใหม่ๆ พระองค์ท่านทรงมีการจดทะเบียนในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด ตั้งแต่ฝน น้ำ เราต้องทำตามแบบท่าน"

    ผมคิดว่าพื้นฐานต้องโยงกับเรื่องการผลิต โยงกับเรื่องเกษตร เรื่องอาหาร ที่พระองค์ท่านทำไว้ เป็นคีย์สำคัญ แล้วยูเอ็นก็เชิดชูท่านเรื่องนี้มาก ท่านได้รับรางวัลมาก เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ได้รับการถวายรางวัล Lifetime Achive Award ที่โคฟี อันนัน มามอบให้ท่านเองเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

    "ปรัชญาของท่านมันลึกซึ้งและมันแฝงอยู่เยอะ เราต้องดึงของที่แฝงออกมา เช่น ผมพูดเรื่องน้ำ เวลานี้เรื่องน้ำ ท่านก็พูดเรื่องการบริหารน้ำ ชลประทาน เรื่องของแม่น้ำ แต่เรื่องน้ำเวลานี้ อุตสาหกรรมก็มีปัญหาเรื่องน้ำ เมื่อวานผมเพิ่งประชุมเรื่องอีซีซี เรื่องน้ำเป็นหัวใจในระเบียงเศรษฐกิจฝั่งตะวันออกไม่น้อยไปกว่าเรื่องบุคลากร น้ำต้องบริหาร"

    ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำเวลานี้ และหลายรัฐบาลพยายามทำ ก็ยังไม่เป็นรูปร่าง เพราะปัญหาหนึ่งที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเพราะอยู่ที่ยุทธศาสตร์ใหญ่เรื่องการปฏิรูประบบราชการ การบริหารระบบราชการ ยกตัวอย่างประเทศที่มีการบริหารแหล่งน้ำที่ดีที่สุดคือ อิสราเอล ฝนตกน้อยกว่าเรา 1 ใน 10 แต่น้ำเกินพอ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะคนบริหารแหล่งน้ำเขามีคนเดียว แต่ประเทศไทยมี 30 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับน้ำ แล้วอย่างนี้มันจะไปได้เหรอ

    ของเรา เมื่อไหร่ที่เรายอมรับกันด้วยการทำงาน ดังนั้น เราต้องปฏิรูประบบราชการ เมื่อไหร่ที่เราบริหารน้ำได้ผมว่าเราต้องลด 30 หน่วยงาน ตอนแรกผมว่าอาจจะลดให้เหลือ 5, 4 หรือ 3 ก่อนดีมั้ย ทุกอย่างต้องบูรณาการ น้ำมันมีจำกัดแค่นี้ ฝนตกก็แค่นี้ เราก็มีน้ำจากฝนตก ไม่ได้มีน้ำจากอะไรอื่นๆ อีก ประเทศอื่นๆ อย่างเนปาลมีน้ำเยอะก็บริหารไม่ได้เหมือนกัน แปลกมาก

    ปรัชญาในหลวงจะใช้เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุด ความยากจนในประเทศไทยลดลงเรื่อยๆ ทุกปี เพราะว่าการศึกษาเราเพิ่มมากขึ้นทุกปี และถ้ารายได้ต่ำเราสามารถปรับขึ้นเป็นจังหวะขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วการฝึกอาชีพพื้นฐาน เรื่องคนยากจนบริสุทธิ์ Absolute Poverty เราจะลดลงไปเหลือไม่ถึง 10% เวลานี้เราเหลือประมาณ 7-8% เท่านั้น ประเทศทั่วๆ ไปจะมีประมาณ 15% เพราะบ้านเราไม่มีเรื่องของคนที่ขาดแคลนอาหาร เรียกว่าน้อยมาก แทบไม่มี ตรงนี้เราไม่มีปัญหา เรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำมากกว่า เพราะความเหลื่อมล้ำมันจะอยู่ในเรื่องของความพอเพียง เพราะคนที่เป็นคนใหญ่คนอื่น มีความพอเพียงแล้วเอาความพอเพียงมาแชร์กันได้มันถึงจะลดความเหลื่อมล้ำ

    ระบบภาษีมันใช้กับเรื่องนี้ยาก วุ่นวายในเรื่องการเมือง ไม่ใช่จะใช้ง่ายๆ แม้ระบบภาษีจะเก็บคนรวยมากกว่า แต่ถ้าเก็บเขามากไป เขาก็ย้ายไปลงทุนที่อื่นก็จบเหมือนกัน ดังนั้น เราต้องคิดให้ดี ระบบของพระองค์ท่านคือการเสริมในลักษณะร่วมกัน ในระบบเกษตรจะมีการออมเงินออมทรัพย์ คนอย่าไป Abuse (ตำหนิติเตียน) ระบบของพวกนี้

    ผมคิดว่าต้องสร้างให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การสอนหนังสือให้เข้าใจเรื่องของพระองค์ท่าน แต่ต้องเป็นการเปลี่ยน Mind set ของคนให้มีความรู้สึกว่าเราใหญ่แล้ว สมมุติว่าแข่งขัน เราจะไปผูกขาดได้ยังไง ผูกขาดในสินค้าที่เป็นปุ๋ยเคมี สารเคมี เกษตรกรเดือดร้อน ของพวกนี้ราคาต้องลงให้ได้เพื่อช่วยเกษตรกรให้ต้นทุนต่ำลง รายได้ถึงจะเพียงพอ การป้องกันเรื่องการผูกขาด คือการเป็นส่วนหนึ่งของการใช้เศรษฐกิจพอเพียง การผูกขาดก็เกิดจากการไม่พอเพียงของคนที่ไปแข่งขันกัน เราจะไปสอนคนพวกนี้ ถ้าเรามี Mind Set ไปสอนคนพวกนี้ เขาก็จะไม่ไปทำอะไรที่ไปเอาเปรียบเกษตรกร แต่เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องมีระบบการบริหารกฎหมายบ้านเมืองให้มาช่วยผู้บริโภคมากขึ้น

    เพราะฉะนั้น การคุ้มครองผู้บริโภคจะเป็นเรื่องสำคัญต่อไป เป็นเรื่องที่เอามาจากสิ่งที่แฝงมาจากสิ่งที่พระองค์ท่านให้ไว้ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งที่เรียกว่า Compassion หรือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน อยู่ในหลักของท่าน และอยู่ในหลักของหนังสืออดัม สมิธ และอยู่ในหลักที่พระองค์ท่านสอน ถ้าเรามีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน

    เช่น เวลานี้มีความพยายามทำเรื่องกฎหมาย Social Impact Investment การลงทุนที่ไปช่วยสังคม เอาเมล็ดพันธุ์ไปช่วยชาวนา ช่วยการเกษตร ช่วยการศึกษา ถ้ามีกฎหมายเพื่อช่วยลดภาระภาษีพวกนี้ เป็นลักษณะการแฝงเข้ามาในเศรษฐกิจสมัยใหม่ ประกอบกับการใช้หลักของเศรษฐกิจพอเพียง

    ขณะนี้มีบริษัทใหญ่ๆ ที่ทำซีเอสอาร์ แต่บางครั้งที่เราเห็นว่าทำเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กร ไม่ได้ช่วยในเรื่องการแก้ปัญหาบ้านเมือง อย่างที่ยูเอ็นทำ ในเรื่อง Contract agreement ตั้งเป้ามาก่อนว่าตรงนี้คือปัญหา คุณมาช่วยกันตรงนี้ ไม่ใช่มาทำแบบคุณมีของของคุณ ก็เอาของมาขายด้วย หรือเช่น มีเรื่องช่วยเอสเอ็มอี ก็ตั้งเรื่องเอสเอ็มอี แต่ละฝ่ายก็มาช่วยกันตรงนี้เรื่องหนึ่ง แต่เวลานี้เป็นการลิงก์ในลักษณะการค้าการขายกันมากกว่า

    ผมอยากให้มีการลิงก์กันเพื่อช่วยเอสเอ็มอี เขาต้องการได้ความรู้การวิจัยที่เขาไม่มี ก็ควรไปให้เขา เอสเอ็มอีไทยอ่อนมากในเรื่องของแหล่งทุนหรือเทคโนโลยี เวลานี้เอสเอ็มอีของเรา 80% ขายในประเทศ ไม่ใช่ผู้ส่งออก ซึ่งทำให้เอสเอ็มอีเราไม่โต ไม่แข็งแรง ไม่เหมือนอาลีบาบาของจีนที่โตและแข็งแรง เพราะขายของในต่างประเทศได้

    "ซึ่งมีคนมาบอกผมว่า ที่แจ็ก หม่า บอกว่าจะเอาของเอสเอ็มอีบ้านเราไปขายในอาลีบาบา เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะเอสเอ็มอีของเราในจีนถูกบล็อกหมด คนจีนไม่เห็นสินค้าเรา อย่างนี้ก็คงขายไม่ได้ เรื่องพวกนี้เราต้องช่วยดู ช่วยเป็นหูเป็นตากัน"

    ดังนั้น การจะให้เอสเอ็มอีแข็งแรงก็ต้องโยงกับบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งเป็นหลักของยูเอ็นอีก พยายามให้บริษัทใหญ่มาดูแลเอสเอ็มอี ไม่ใช่ไปค้าขายเอาเปรียบให้เทคโนโลยีเขา ช่วยส่งออก แค่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมก็พอ หรือแค่ประชาสัมพันธ์บริษัทก็พอ

    อีกประเด็น การกระจายอำนาจไปสู่ชนบท ยังไม่มีการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ เป็นสิ่งที่เราต้องการสร้างให้เกิดขึ้น คนไปบริหารพัฒนาชนบท

    การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านทรงสอนเรื่องการใช้เงิน สอนให้คิดตลอดเวลาเรื่องการใช้เงิน สอนนวัตกรรมของท่าน คือท่านจะลงไปหาเกษตรกร ลงไปถาม ปัญหาของเราคือ ราชการอาจจะฟัง หรือฟังไม่เข้าใจ

    ผมเห็นว่า ต่อไปเศรษฐกิจพอเพียงควรจะเป็นวิชาบังคับวิชาหนึ่งในการเรียนเศรษฐศาสตร์ คนจะได้มาวิเคราะห์เข้าใจได้ ไม่อย่างนั้นคนจะเข้าใจเรื่องทางสายกลาง ไม่เบียดเบียนคนอื่น ป้องกันความเสี่ยงแค่นั้น ทั้งที่มันแฝงอยู่ในทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องดิจิตอลที่ผมโยง วันนี้ผมห่วงมาก คนดูดิจิตอลคุยกันเจ๊าะแจ๊ะ ไม่ได้ทำให้คนสมองดีขึ้นเลย กลายเป็นว่าเวลานี้ดิจิตอลเราสร้างเพื่อให้คนใช้เงินสะดวก โอนเงินสะดวก ไม่ได้สร้างให้เกิดการผลิตสะดวก 4.0 ต้องโยงไปถึงการผลิต ไม่ใช่การค้าการขาย แต่ต้องมาที่การผลิตด้วย

    สิ่งที่เป็นความคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านเป็นประโยชน์มากในเรื่องของ SDGs (Sustainable Development Goals) เป้าหมายยั่งยืน 17 เป้าหมายของยูเอ็นที่เกี่ยวข้องความเท่าเทียม น้ำมีพอ และในนั้นก็มีการเขียนเอาไว้ ทุกอย่างบนโลกคุณต้องใช้แบบพอเพียง โลกนี้มีของไม่พอที่คุณจะมาใช้เวอร์ๆ ทำไมทีวีต้องมี 20-30 ช่อง เรามีแค่ 2 ตา มีแค่ 24 ชั่วโมง เราดูไม่ทัน นี่ก็คือแฝง แค่ 10 ช่องก็มากไปแล้ว เรื่องนี้ Mind Set ต้องแก้ ว่าเราอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร เพื่อ Consumerlism

    อย่างที่อเมริกันสอนเรา บอกว่าเวลานี้เศรษฐกิจมันไม่ดี เราต้องกลับมากระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งผมบอกว่าอย่าไปเชื่อนะ เพราะอเมริกันมีคน 200 ล้านคน เขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้ เราใหญ่ไม่พอ เราจะมากระตุ้นภายในให้กินมากขึ้น ใช้มากขึ้น มันกลายเป็นระบบทุนนิยมแบบเดิมๆ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายอย่างเดียว ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราต้องการ ที่ใช้จ่ายในสิ่งปัจจัยพื้นฐาน เราใช้จ่ายกับเรื่องของอาหารต้องมากขึ้นกว่าเดิม ความสะอาด สิ่งแวดล้อมต้องดีขึ้น แต่เวลานี้เราไปเดินเที่ยวกันเยอะ ซื้อของกันมากมาย เอนเตอร์เทนเมนต์เต็ม ทำไมเราต้องมีแชมพู ผงซักฟอก 20-30 แบรนด์ โลกมันไปในทางที่คอนซูมๆ ใช้ๆ กันไป

    อย่างน้อยมาเบรกในสมองให้เกิดช่องทาง เป็นทางเลือกที่มีความสุข อยู่ด้วยความพอเพียง มีนักการเงินใหญ่ๆ ในโลก มีคนไปถามว่าทำไมคุณไม่ขยายธุรกิจต่อ เขาบอกว่าผมพอแล้ว และมีความสุขได้ คือคนที่พอแล้วจริงๆ ถ้าเรามีความรู้สึกว่าพอ เราจะไม่รีบไปซื้อของ ไปเที่ยวไปซื้อของ 100-200 ชิ้นก็มาทิ้งที่บ้าน ซื้อมา 10-20 ชิ้นก็พอแล้ว ถ้ามีปรัชญาอยู่ในหัวเราบ้าง ซื้อ 2-3 อย่างก็พอ หรือซื้อฝากคนบ้างก็พอแล้ว หรือไปซื้อหนังสือที่ดีให้คนอ่าน หรือเอาสตาร์ทอัพดีๆ ก็น่าจะดี

    ระบบดูงานเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าไม่เข้ากับเศรษฐกิจพอเพียง เพราะไปดูก็ไม่ได้อะไรกลับมา แค่ไปดูก็แค่ดูจริงๆ เพราะระบบงบประมาณของเราต้องใช้ให้หมด ถ้าไม่หมดปีหน้าจะได้น้อย ผมไปเจอคนไทยหลายชุดมากที่ซูริก เขาบอกมาดูงาน เจอหลายชุดมาก.

    หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) อดีตนายธนาคาร

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น