ในหลวง ร.๙ เรเนสซองส์แมน

  • Wednesday, October 25, 2017 - 08:23

    วิธีการทำงานของพระองค์ท่านใช้ความหมายว่าทรงใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างดีเยี่ยม เพราะว่าเท่าที่เห็นคือใครพูดกันมักจะพูดเป็นผล มักจะไม่ได้พูดเป็นกระบวนการ ทีนี้กระบวนการของท่านเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักวิทยาศาสตร์ เวลาเรานึกถึงผลงานของพระองค์ท่านมักจะนึกถึงผลงานและนำไปใช้ ไม่เคยได้นึกถึงวิธีการของท่านที่ท่านทรงทำ ถ้าดูวิธีการของท่านมักจะตั้งต้นด้วยการเลือกปัญหา และเมื่อชัดเจนแล้วว่าท่านจะเลือกปัญหานี้ ก็จะให้ความสำคัญกับปัญหาที่ควรแก้ไข และปัญหาที่มีความสำคัญ ซึ่งเมื่อพระองค์มองประเทศไทยก็เห็นชัดเลยว่าทรงเห็นปัญหาของคนที่อยู่ห่างไกล คนที่เดือดร้อนขาดแคลน ปัญหาของคนมีความทุกข์ต่างๆ สิ่งเหล่านั้นท่านจะสนพระทัยและลงไปจัดการ นี่คือตัวตั้งต้น

    อีกแบบหนึ่งที่ทรงใช้คือ ปัญหาที่ยาก แก้ไขไม่ได้ง่าย และลำบากในการแก้ คนอื่นๆ จะอยู่ในสภาพที่ยอมรับว่ามันแก้ไม่ได้ แต่พระองค์ไม่หยุด จะสู้กับปัญหาทั้งหลายเหล่านั้น และแม้ว่าจะเป็นปัญหาที่ยากก็ยังไม่ยอมแพ้ ทีนี้เมื่อทรงเลือกปัญหาอย่างนี้แล้ว ไม่ใช่ปัญหาที่คิดขึ้นมา แต่เป็นปัญหาจริงในชีวิต ก็ทรงศึกษาเรื่องนั้นอย่างละเอียด อย่างถูกต้องและครบถ้วน

    ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาของคนยากจนในชนบทท่านจะลงไปดูจริงๆ เลย แล้วก็รับฟังปัญหาจริงๆ แล้วก็พิจารณาส่วนนั้น จะเห็นได้ว่าเมื่อท่านเสด็จฯ ไปยังที่ต่างๆ จะมีการลงไปพูดคุยกับชาวบ้านจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่รอใครรายงานเท่านั้น แต่ทรงศึกษาข้อมูลต่างๆ จริงๆ ท่านใช้ทั้งการเห็นตรง ฟัง และก็สัมผัสจริง อันนั้นที่เราเห็นว่าเมื่อท่านเสด็จฯ ไปยังที่ต่างๆ คือการเก็บข้อมูลทั้งหลาย เมื่อได้อย่างนั้นแล้วยังทรงตรวจสอบกับข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันอีกด้วย อย่างเช่น แผนที่ ข้อที่ต้องพิจารณาต่างๆ บางกรณีท่านให้เก็บข้อมูลเพิ่มเติมด้วยแล้วถึงจะพิจารณาว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร

    ดังนั้น ความคิดของพระองค์ท่านจึงเป็นแนวคิดที่ต้องค่อนข้างชัดเจนก่อน และเมื่อถึงขั้นตอนการแก้ปัญหาทรงทำเป็นขั้นเป็นตอนและทำตามความจำเป็นของปัญหานั้น เช่น สมมุติว่าท่านเสด็จฯ ไปพบคนเจ็บป่วย ท่านก็แก้ปัญหาคนเจ็บป่วยนั้นโดยทันที ด้วยหมอที่ตามเสด็จไปด้วย ให้ตรวจรักษา แต่ถ้าจำเป็นต้องรักษาที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นท่านก็ช่วย นั่นคือวิธีการ

    นอกจากการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้ว ท่านก็ไปแก้ปัญหาระยะยาวต่างๆ แล้วทรงนำปัญหาทั้งหมดมาพิจารณา อย่างตอนที่มีสัมภาษณ์ โดยฝรั่งมาสัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ ซึ่งฝรั่งเขาถามว่าท่านมีห้องอยู่ที่พระตำหนัก และใช้ระยะเวลาที่จะดูสิ่งต่างๆ ท่านทำอะไรบ้าง ท่านก็รับสั่งเลยว่า "To Really work is to have some concentration and some peace, then one can think more" หรือแสดงให้เห็นความจำเป็นต้องมีสมาธิ และความสงบสันติ ส่วนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

    ดังนั้น ห้องต้องสงบเพื่อที่จะได้คิด ทำให้เห็นว่าวิถีของท่านไม่ใช่การดูผิวเผิน จะเห็นได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ท่านทำเกิดจากความคิดและการพิจารณาอย่างมากมาย และในการแก้ปัญหาก็ทรงพิจารณาประเด็นต่างๆ เช่น กรณีน้ำท่วมเมืองชุมพร ซึ่งเกิดขึ้นทุกปีเนื่องจากพายุเข้า ส่งผลให้น้ำท่วม และชุมพรอยู่ในที่ที่มีมรสุมเข้าเรื่อย บางครั้งก็เกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อท่านเสด็จฯ ไปชุมพร คนทั่วไปก็ยอมรับเลยว่าชุมพรเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนที่ตั้งเมือง แต่พระองค์ท่านศึกษา และรู้เลยว่าตำแหน่งของเมืองชุมพร ทิศตะวันตกเป็นภูเขา มีที่ราบอยู่แคบๆ และแม่น้ำหลายสายไหลลงทะเล ตัวเมืองชุมพรก็อยู่บนแม่น้ำสายหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นเมื่อฝนตกน้ำบนภูเขาจะไหลลงมาทำให้เกิดน้ำท่วม ท่านก็เก็บข้อมูลและศึกษา รวมถึงให้คนเก็บข้อมูลเรื่องน้ำ รายละเอียดระดับน้ำที่อยู่ในแม่น้ำต่างๆ แถวนั้น การไหลของน้ำว่ามีมากแค่ไหน

    แล้วพระองค์ท่านก็ไปเห็นบึงบึงหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เขาเรียกว่าหนองใหญ่ มีพื้นที่ 800 ไร่ ท่านก็ใช้วิธีแก้ปัญหาโดยเอาหนองใหญ่แค่ 250 ไร่ และขุดหนองที่มีอยู่เดิมลึกแค่ 1 เมตร ให้ลึก 4 เมตร เพื่อที่จะเป็นที่เก็บน้ำ นั่นคือแก้มลิง นอกจากนั้นท่านก็ได้เก็บข้อมูลจากแม่น้ำทั้งหลาย ทำให้เห็นเลยว่าเมื่อพายุมาน้ำก็จะไหลลงมาท่วมเมืองชุมพร ก็ควรทำประตูน้ำและขุดคลองจากแม่น้ำสายที่ลงมาชุมพร ผ่านบริเวณแถวหนองใหญ่และไปลงแม่น้ำอีกสายหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อน้ำมาเกิน พอปิดประตูน้ำและเอาน้ำไปเก็บในแก้มลิง น้ำที่เหลือก็จะผันไปยังแม่น้ำอีกสายหนึ่ง นั่นคือระบบของท่าน

    นอกจากนี้ ท่านยังใช้ข้อมูลจากการเก็บน้ำและการไหลของน้ำอยู่เป็นประจำ แล้วนำข้อมูลนั้นมาพิจารณาว่าจะปิดจะเปิดประตูน้ำอันไหนจึงจะป้องกันน้ำท่วมได้ ก็ปรากฏว่าสำเร็จตอนที่น้ำท่วมใหญ่ปักษ์ใต้ ที่ท่วมตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี จนไปถึงทั้งหมด จังหวัดชุมพรรอดแห่งเดียว เพราะระบบที่ท่านทรงวางไว้ ซึ่งมันเห็นชัดว่ากระบวนการแก้ปัญหาของท่านเป็นกระบวนการที่ใช้สิ่งต่างๆ จากการพิจารณาและเป็นนวัตกรรม โดยตอนที่ขุดคลองตอนนั้นพายุใต้ฝุ่นเกย์เข้า และทำให้น้ำท่วม ซึ่งตามการพยากรณ์ระบุว่าจะมีพายุลูกใหญ่เข้าอีก ก็เห็นชัดเลยว่าจะมีน้ำท่วมเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

    แต่คลองที่ขุดก็ยังไม่เสร็จ ไม่สามารถลงแม่น้ำอีกสายหนึ่งได้ คนที่ตรงนั้นก็บอกว่าขุดคลองตรงนี้ต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่ท่านรับสั่งว่าไม่ได้ ให้รีบขุดภายใน 1 เดือนให้เสร็จ ทำให้ต้องมีการระดมคนมาขุดและก็เสร็จภายใน 1 เดือนจริงๆ ทำให้พายุลินดาที่เข้ามาในตอนนั้น ทำให้น้ำไม่ท่วม แสดงให้เห็นว่าท่านแก้ปัญหานี้ไม่ได้แก้ตามสภาพที่เห็นทั่วไป แต่เอาความเร่งด่วนของปัญหานี้เข้ามาแก้ สิ่งไหนเร่งด่วนท่านก็แก้อย่างนั้นแหละ

    อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การแก้ปัญหาของพระองค์ท่านไม่ใช่การทำฉาบฉวย อย่างกรณีเรื่องของฝนหลวง เมื่อปี 2498 ที่รับสั่งเรื่องของฝนหลวงเพราะจริงๆ เมืองไทยมีเมฆอยู่เยอะแยะ ทรงทดลองทำฝนเทียม ทดลองและใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะสำเร็จเป็นฝนหลวง ซึ่งเรามาเห็นทีหลังว่ามันทำได้สำเร็จแล้ว แต่ว่าทำแล้วไม่สำเร็จหลายครั้งมาก ผ่านการทดลองต่างๆ เพราะว่าการทำประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ

    ขั้นแรกคือ การดูสภาพอากาศและเมฆว่ามีอยู่เพียงพอที่จะทำได้หรือไม่ เมื่อได้แล้วท่านก็ใช้กระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์หลายสาขาที่ทำให้เกิดเป็นเมฆมากขึ้น และท่านเรียกอันนั้นว่า "สูตรร้อนกระตุ้น" การหมุนเวียนของบรรยากาศและ "ใช้สูตรเย็นกระตุ้น" ให้มารวมตัวเป็นละอองเมฆและออกมาเป็นฝน ใช้ภาษาว่าขั้นตอนเป็นการก่อกวน และก็ทำให้เมฆอ้วนแล้วก็โจมตี อันนี้ปรากฏมาทีหลังว่าทรงทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นมันใช้สารเคมีต่างๆ เยอะ

    นี่คือสิ่งที่ทรงใช้ในกระบวนการ มันเป็นตัวอย่างของผู้ปฏิบัติงานทั้งหลายได้ว่าต้องมีความขยันและเข้มแข็ง ท่านสอนในลักษณะที่ว่าต้องมีความพยายามจึงจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้ อันนี้ก็ปรากฏออกมาในหนังสือพระมหาชนก ที่บอกว่าพระมหาชนกเรือแตกอยู่ในทะเล แล้วก็ว่ายน้ำไปเรื่อย แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่าย เพราะฉะนั้นเมื่อคนพบปัญหาทั้งหลายถึงแม้ไม่เห็นทางออกก็ยังต้องสู้ต่อไป นั่นคือวิธีการของท่าน

    อีกอันหนึ่งซึ่งเป็นตัวอย่างตรงนี้ก็คือ เรื่องของดินเป็นกรด ท่านใช้วิธีนำน้ำเข้าไปขังในที่ดินตรงนั้นให้กรดมันละลายออกมาในน้ำ แล้วก็สูบน้ำออก เสร็จแล้วก็ใช้ปูนขาวที่เป็นด่างเข้ามาลดความเป็นกรด และใช้วิธียกร่อง เพื่อให้ความเป็นกรดมันลงไปอยู่ในน้ำในร่อง และก็ตรวจค่า pH เพื่อวัดความเป็นกรดของดินและเลือกพืชให้เหมาะกับค่า pH ที่มีอยู่นั้น คือวิธีการที่เรียกว่า การแกล้งดิน เพื่อจะให้เห็นความจริง วิธีการแก้ปัญหาของท่านไม่ใช้วิธีตื้นๆ อาศัยความสลับซับซ้อนอยู่พอสมควร

    อีกส่วนหนึ่งที่ท่านใช้ก็คือความรู้ที่เป็นทฤษฎี ซึ่งท่านไม่ได้จบอยู่แค่ที่ทฤษฎี การศึกษาทั้งหลายปกติแล้วเราจะเน้นสอนทฤษฎีให้นักเรียนรู้ว่าความรู้เป็นอย่างไร แต่ว่าของท่านจะไม่จบอยู่แค่นั้น ท่านจะต้องนำความรู้ไปทดลองใช้ก่อน และเมื่อพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จึงจะนำไปใช้ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาต่างๆ จะเห็นเลยว่าศูนย์เหล่านั้นใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่คือคำตอบ แต่จะมีการนำไปทดลองกับพื้นที่ และมีชาวบ้านมาร่วมทดลองด้วย เมื่อทดลองแล้วก็จะดูว่าใช้การได้สักแค่ไหน จะต้องมีการปรับอย่างไรเพื่อที่จะให้ใช้อย่างเป็นประโยชน์ได้

    ดังนั้น ของท่านจึงไม่ใช่การเรียนรู้โดยทฤษฎี แต่เป็นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง อันนี้เป็นการนำมาใช้กับการศึกษาได้ตลอดมา เพราะการจะสอนทฤษฎีให้เด็กรู้ว่าความรู้มันคืออย่างนี้ เด็กต้องไปหาทางใช้เอาเอง ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ของท่านจะต้องนำไปทดลองกับของจริงก่อน ของท่านครึ่งหนึ่งของความรู้ แล้วถึงจะถือว่านั่นคือความรู้

    ทีนี้เมื่อเป็นความรู้แล้วไม่ใช่ว่าเก็บความรู้ไว้ ก็จะเห็นเลยว่าศูนย์การศึกษาพัฒนาต่างๆ จะเป็นศูนย์การเรียนรู้เสมอ มีการฝึกอบรมจากศูนย์เหล่านั้น นั่นคือวิธีสอนทางการศึกษาของท่าน พอถึงตอนนี้คุณหมอจรัสบอกว่า ส่วนนี้ได้เขียนไว้ในเรื่องของพระราชกรณียกิจเนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี

    ผมได้เขียนพระราชกรณียกิจของท่านไว้ แบ่งออกเป็นช่วงๆ ช่วงละ 20 ปี จะเห็นได้ว่าในช่วง 20 ปีแรกท่านเก็บข้อมูลอย่างมากมาย ทำการศึกษา ไปเยี่ยมโน่นเยี่ยมนี่ แล้วก็แก้ปัญหาตามที่พบ เช่น เรื่องความไม่สบาย เรื่องโรงเรียนต่างๆ ท่านช่วยแก้ตามที่พบตอนนั้น และอีก 20 ปีต่อมาทรงลงไปหาตรงสาเหตุของปัญหา เพราะฉะนั้นจะเห็นเลยว่าโครงการทั้งหลายเป็นโครงการที่มุ่งไปสู่สาเหตุรากเหง้าของปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาความยากจน ปัญหาความไม่รู้ ปัญหาความเจ็บป่วย ท่านก็ไปเข้าไปจัดการกับปัญหา

    ปัญหาที่ท่านทรงจัดการมากก็คือเรื่องน้ำ ดิน และต้นไม้ เพราะว่าน้ำ ดิน ต้นไม้ ป่า เป็นเหตุของความยากจนในชนบทและความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพราะฉะนั้น 20 ปีที่สองจึงเป็นส่วนที่พระองค์ท่านพยายามแก้ปัญหาในส่วนลึก แต่ในส่วนต้นก็ยังทำอยู่ เวลาท่านเสด็จฯ ไปเยี่ยมชาวบ้านก็จะมีหมอมีแพทย์หลวงออกไปรักษา นั่นคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่พระองค์ท่านจะไปหาชาวบ้านเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะนำมาแก้ปัญหาในเชิงลึก

    แต่ที่น่าสนใจคือ 20 ปีหลัง คือการนำองค์ความรู้ที่ได้ทั้งหมดมาสร้างเป็นทฤษฎี ว่าความรู้จริงโดยรวมมันเป็นอย่างนี้ ถึงได้ออกเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรทฤษฎีใหม่ไม่ใช่ว่าใครนั่งคิดขึ้นมา แต่เป็นการรวมประสบการณ์ทั้ง 40 ปี แล้วมาคิดว่าคำตอบเรื่องเกษตร คือไม่ใช่การทำการเกษตรเชิงเดี่ยว แต่เป็นการเกษตรที่ชาวบ้านสามารถทำแล้วอยู่ได้ แบ่งที่ดินเป็นสัดส่วน ทำทั้งไม้ ที่สามารถใช้การได้เลย และไม้ที่ปลูกเพื่อเอาผล มีการขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์อื่นๆ ที่อยู่อาศัย ทั้งหมดนั้นเป็นระบบของเกษตรทฤษฎีใหม่ นั่นคือคำตอบที่เกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูลตลอด

    พอเลยจากเกษตรทฤษฎีใหม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย คือ เศรษฐกิจพอเพียง ความจริงเศรษฐกิจพอเพียงมันเป็นฐานทั้งหมดเลยของปัญหาที่มีอยู่ เพราะว่าคนทั้งหมดที่มีปัญหา และความทุกข์ทั้งหลายมันเกิดจากความไม่พอเพียง เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นคำตอบของทั้งหมดเลย

    ถ้าดูตอนที่ประเทศไทยคิดว่าตัวเองจะเป็นเสือตัวที่ 5 ท่านก็ออกมาบอกเลยว่าเสือตัวที่ 5 ไม่สำคัญ สำคัญคือความสุข ความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยอาศัยความพอเพียง และพอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง มันก็ค่อนข้างชัดว่าคำตอบก็คือความพอเพียง ดังนั้นทฤษฎีของท่านเรื่องความพอเพียงคือตัวที่แก้ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่ เป็นวิธีสร้าง ในที่สุดก็กลายเป็นทฤษฎี เป็นหลักเลย

    และในระดับโลกเอง เมื่อปี 2000 องค์การสหประชาชาติก็มีการทำเรื่องเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ Millennium Development Goals หรือ MDGs สำหรับ 15 ปี อะไรบ้างถึงจะมีการพัฒนาในระยะเวลา 15 ปี พอครบ 15 ปีก็พบว่าไม่สำเร็จ เนื่องจากหลายอย่างทำไม่ได้ และเมื่อปี 2015 จึงได้ออกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals หรือ SDGs

    ซึ่งจะเห็นเลยว่า 17 เรื่องที่องค์การสหประชาชาติทำ อีก 15 ปีก็ไม่สำเร็จหรอก เพราะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะทางกายภาพทางโลก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องรองรับด้วยเศรษฐกิจพอเพียงมันถึงจะสามารถยั่งยืนได้ คนทุกคนต้องลดการใช้ ลดความฟุ่มเฟือยต่างๆ ลง สร้างความพอดีด้วยเหตุด้วยผล ดังนั้นเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นคำตอบของโลกที่จะสร้างความยั่งยืนได้ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงจึงกลายเป็นคำตอบของประเทศไทยที่ท่านให้เป็นมรดกไว้ ซึ่งไม่ใช่มีไว้สำหรับคนยากคนจนเท่านั้น มันเหมาะสำหรับคนทุกคน

    เมื่อเป็นอย่างนี้ต่างประเทศก็เห็นว่าไม่ใช่คำตอบของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นคำตอบของคนทั้งโลก และกระบวนการของท่านล้วนแต่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น และก็ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาต่างๆ จากสภาพความเป็นจริงไปจนถึงปัญหาพื้นฐาน จนกลายมาเป็นปรัชญาความรู้ทฤษฎีที่เป็นหลักการ นี่คือวิธีคิดของท่าน

    "ยังมีเอกสารอีกฉบับหนึ่งที่ผมเคยเขียนไว้ และพูดถึงพระราชกรณียกิจระยะต่างๆ แต่เป็นเรื่องทางการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งมีโค้ดคำพูดต่างๆ ว่าท่านรับสั่งว่าอย่างไรบ้าง และผมได้ปิดท้ายไปว่าพระองค์ท่านเป็นผู้มีอัจฉริยะทุกด้าน ทั้งด้านองค์ความรู้ ด้านนวัตกรรมคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านศิลปะทุกแขนง มาจนถึงด้านภาษาก็เลยมีการเขียนสรุปไว้ว่า จริงๆ แล้วพระองค์ท่านเหมือนกับคนที่ตอนเมื่อ 200 ถึง 300 ปีที่แล้ว ที่เราเปลี่ยนจากยุคมืดมาเป็นยุควิทยาศาสตร์ เขาเรียกว่า Renaissance Man (เรเนสซองส์แมน) คือคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลก คนที่มีความรู้ทุกด้าน เป็นพิเศษทุกด้าน คนอื่นๆ มีแต่ไม่ได้เป็นทุกด้านอย่างท่าน"

    ในด้านเรื่องการศึกษาต้องคิดอย่างนี้ ท่านขึ้นครองราชย์ปี 2489 ตอนนั้นประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่แย่มาก เนื่องจากสงครามโลกเพิ่งจบไป เศรษฐกิจก็แย่ บ้านเมืองทุกอย่างถูกทำลาย ตอนนั้นผมเดินทางจากตรังมากรุงเทพมหานคร ใช้เวลาเดินทางสองคืนสามวัน ดังนั้นบ้านเมืองจะต้องมีการปรับปรุงในทุกๆ ด้าน ภารกิจของพระองค์ท่านด้านการศึกษาอันหนึ่งที่สามารถเล่าอย่างตรงๆ ได้คือ เรื่องการเกิดมูลนิธิอานันทมหิดล ซึ่งเมื่อ 100 ปีที่แล้วประเทศไทยยังไม่มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาก แต่จุฬาลงกรณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว และเรายังไม่มีปริญญาคณะแพทยศาสตร์ ยังเป็นประกาศนียบัตรแพทยศาสตร์ ถือว่ายังไม่ได้ระดับโลก

    ดังนั้น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงมาปรับปรุงเรื่องการศึกษาในตอนแรกและนำชาวต่างชาติเข้ามาเป็นอาจารย์สอน ขณะเดียวกันก็ส่งนักเรียนไทยไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วย ในระยะแรกทำมุ่งไปที่สาขาวิชาแพทยศาสตร์และวิศวกรรม โดยที่สาขาแพทยศาสตร์ท่านไม่ได้ต้องการให้ไปเรียนแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่จะให้สร้างคณะวิทยาศาสตร์ขึ้นมาควบคู่ด้วย ดังนั้นคนที่ไปเรียนจะต้องเรียนวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะด้วย เพื่อที่จะให้เกิดวิทยาศาสตร์ และทำให้คณะแพทยศาสตร์ของไทยมีคุณภาพระดับนานาชาติ เพราะฉะนั้นตอนนั้นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ ทรงให้ทุนการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งเป็นอาจารย์ต่างๆ ที่ได้รับทุนเพื่อไปเรียนต่างประเทศและกลับมาปรับปรุงประเทศ

    และเมื่อปี 2489 มีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชแห่งเดียวและผลิตแพทย์ได้เพียงจำนวนหนึ่ง แต่รัชกาลที่ 8 ทรงเห็นว่าไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์เพิ่มขึ้น พอเกิด 2 แห่งแล้วสิ่งที่มีปัญหาคืออาจารย์ไม่เพียงพอ วิชาการของเราไม่ทันต่างประเทศ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านจึงทรงให้มีทุนอานันทมหิดลเกิดขึ้น โดยเริ่มจากสาขาแพทยศาสตร์ก่อน ซึ่งปีนั้นที่ผมได้รับพระราชทานเป็นคนแรก และยังไม่ทราบเรื่องมาก่อนเลย

    ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรก็รับพระราชทานตามปกติ และสุดท้ายตอนรับพระราชทานเหรียญรางวัลก็มีการประกาศว่า ท่านพระราชทานทุน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะได้ทุนก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าจะต้องเซ็นสัญญา ร่างสัญญากัน แต่ท่านตรัสว่า ไม่ต้อง ไม่ต้องทำสัญญา และเมื่อท่านได้พระราชทานทุนมาแล้วท่านก็ได้ตรัสว่ายังไม่ให้ไปนะ ต้องทำงานก่อน 2 ปี ทุนของท่านไม่มีการทำสัญญา แต่ให้ไว้เป็นสัญญาทางใจ ซึ่งดีกว่าการทำสัญญาเป็นไหนๆ และไม่มีการบังคับว่าจะเรียนในสาขาใด อยากเรียนอะไรก็ให้

    และที่มากกว่านั้น ยังมีในกรณีของคนที่ไปเรียนแล้วกลับมาไม่ทำข้าราชการ ท่านก็ตรัสว่าให้เขาเรียนแล้ว เขาจะนำไปทำประโยชน์หรือทำอะไรก็ได้ไม่เป็นไร และยังมีบางคนที่จบแล้วอยู่ต่างประเทศไม่กลับมาเมืองไทย ท่านก็ยังตรัสว่าไม่ต้องมีการปรับค่าเสียหาย ให้เขาแล้วก็ให้ไปเลย นี่ก็เป็นวิธีในการบริหารจัดการของท่าน เพราะท่านมองว่าอยู่ที่ไหนก็ทำประโยชน์ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่ต่างประเทศหรือในประเทศ

    ซึ่งเมื่อจะไปศึกษาต่อต่างประเทศก็จะต้องมีการเข้าไปกราบบังคมทูลลาท่าน ซึ่งท่านก็ตรัสว่าเมื่อไปเรียนต่างประเทศแล้วอย่าไปเรียนเฉพาะวิชา ให้ไปเรียนการใช้ชีวิตและอะไรต่ออะไรด้วย เพื่อนำกลับมาใช้เป็นประโยชน์ แล้วเมื่อเรียนอยู่ท่านก็สั่งให้มีการรายงานติดตามตลอด ซึ่งในระยะแรกเป็นทุนส่วนพระองค์ ส่วนสองปีถัดมาจึงเป็นมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อให้ประชาชนสามารถบริจาคได้ด้วย และเมื่อท่านเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกา ก็โปรดให้นักศึกษาทุนเข้าเฝ้าฯ ด้วย

    และที่สำคัญคือ ตอนที่ผมสอบได้อเมริกันบอร์ด เป็นผู้เชี่ยวชาญคนแรกในสาขาวิชาผ่าตัดสมอง ก็มีโทรเลขฉบับหนึ่งไปจากราชเลขาฯ บอกว่ารับสั่งให้แสดงความยินดี มันเป็นการดูแลอยู่ตลอดเวลา และเมื่อกลับมาประเทศไทยแล้วท่านก็ยังให้ไปเรียนรู้ มีอะไรในวังก็ให้ไปนั่งดู ดูว่าสิ่งต่างๆ เกิดอย่างไร แล้วมีปัญหาอย่างไร เช่น พิธีเสกน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ตอนนั้นเป็นสมัยของจอมพลถนอม กิตติขจร มีคอร์รัปชันเกิดขึ้นเยอะมาก ผมคิดว่าท่านก็ไม่รู้จะทำยังไงจึงได้ทำพิธีเสกน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเป็นวิธีที่มีการทำมาในสมัยก่อน แต่ก็คงเลิกใช้ไป ซึ่งผมก็ได้นั่งเฝ้าดูพิธีว่าทำอย่างไร ก็มีการนำพระแสงอะไรทั้งหลายที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์มาแช่ลงในขันใบใหญ่ และมีน้ำอยู่ในนั้น ซึ่งก็มีการแช่งลงไปในน้ำว่าใครที่ดำเนินการทุจริตก็จะมีอันเป็นไป และนายพลทั้งหลายก็ต้องดื่มน้ำนั่น ก็คือวิธีการที่ท่านนำมาใช้และได้ให้ผมเข้าไปดู

    แสดงให้เห็นว่าท่านให้เรียนรู้ได้ตลอดเวลาว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่แค่ให้ทุนไปเรียนแต่ว่าเมื่อมีอะไรก็ให้ไปเรียนด้วย ที่ผมเล่าเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการให้ทุนของท่านไม่เหมือนใคร เป็นการให้ทุนและดูแลตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นทุนที่ให้เปล่าไม่ต้องมีการชดใช้ด้วย ซึ่งผมคิดว่าการที่ท่านไม่ให้มีการเซ็นสัญญา ผมมองว่าสัญญาทางใจมีความหมายมากกว่าสัญญาธรรมดา และการให้ของท่านถือเป็นทานบารมีที่ให้ตลอดเวลาและให้ในลักษณะที่ให้ไปเลย

    คุณหมอจรัสยังเล่าถึงการพระราชทานปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า เมื่อก่อนมีนักศึกษาจำนวนน้อยท่านก็สามารถที่จะพระราชทานได้ แต่เมื่อมีจำนวนนักศึกษามากขึ้น ทุกคนก็เกรงว่าท่านจะเหนื่อย จึงมีการเสนอให้ใช้วิธีอื่น อย่างขอให้ท่านพระราชทานเฉพาะปริญญาโทและปริญญาเอก เพราะคนน้อยกว่า แต่ท่านก็ไม่รับ ยังยืนยันที่จะพระราชทานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พร้อมทั้งตรัสว่า ปริญญาตรีนี่สิยิ่งต้องให้เพราะเป็นปริญญาใบแรกของเขา โท เอก ไม่เป็นไรเพราะเขาเคยได้รับมาแล้ว

    ครั้งหนึ่งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ที่จุฬาฯ เกิดไฟดับทำให้บัณฑิตประมาณกว่า 10 คนที่รับพระราชทานปริญญาบัตรไปแล้ว ไม่ได้ถ่ายรูป เมื่อพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรเสร็จหมดแล้วก็บอกให้คนที่ไม่ได้ถ่ายรูปให้มารับพระราชทานปริญญาบัตรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะถ่ายรูป นั่นแสดงให้เห็นว่าท่านเห็นความสำคัญของคนที่รับปริญญา และเห็นความสำคัญของการถ่ายรูป เพราะท่านรู้ว่าสำหรับทุกคนรูปถ่ายที่ติดอยู่ตามบ้านต่างๆ มีความหมายมากสำหรับเขาและครอบครัวของเขา เนื่องจากมีหลายคนที่ลูกหลานเพิ่งได้รับปริญญาคนแรก นั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คนเห็นความสำคัญของการศึกษา วิธีคิดของท่านเรียกได้ว่าเลยไปไกลกว่าเราขั้นหนึ่ง

    นอกจากนี้ยังมีอีกครั้งหนึ่งที่มีการมองว่า การพิธีพระราชทานปริญญาบัตรใช้เวลา ขอให้เร่งและเดินเข้าไปรับเป็นแถวยาวเหมือนในปัจจุบัน จากเดิมที่แถวละ 20 คน ซึ่งทางจุฬาฯ ก็ไม่ยอม เนื่องจากมันไม่สวย ไม่สง่างามที่จะรับจากท่าน พอพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จ ท่านก็ได้ออกมาเปลี่ยนฉลองพระองค์ รับสั่งกับผมเลยว่า จุฬาฯ ไม่ยอมหรือ ท่านทรงรู้เลย แต่รับสั่งในมุมที่ดี ที่จุฬาฯ ไม่ยอมให้ พิธีมันไม่สวย ให้ไปมันไม่ดี ท่านเห็นความสำคัญของพิธี สำคัญมากกว่าความยากลำบากของท่าน มันก็เป็นเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ทั้งหลายที่หมายถึงอะไรของท่านที่พิเศษกว่าคนอื่นในเรื่องการศึกษา

    ครั้งหนึ่งที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยขึ้น และเราก็ยังไม่ได้ขอเป็นราชวิทยาลัย เนื่องจากอยากทำให้เกิดประโยชน์เสียก่อน ซึ่งเราก็ได้ทำโครงการศัลยแพทย์อาสาที่จะทำหน้าที่ตามเสด็จผ่านไปยังพื้นที่ต่างๆ และไปช่วยผ่าตัดที่โรงพยาบาล

    ท่านก็รับสั่งค่อนข้างแปลกในลักษณะที่ว่า คนที่เรียนแพทย์มามีความเป็นพิเศษในลักษณะที่ว่ามีความสามารถที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าคนที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษไม่ช่วยคนอื่นก็ถือว่าเป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา แต่กลับกัน คนที่ช่วยได้และไม่ช่วยถือว่าเป็นอกุศลกรรมเลย

    มันหมายความว่า การที่ท่านเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนในที่ต่างๆ แสดงว่าท่านเห็นว่าคนเหล่านี้มีความยากลำบาก และควรได้รับความช่วยเหลือ และท่านคงเห็นว่าแพทย์จำนวนหนึ่งไม่ได้ช่วย เพราะฉะนั้นคนที่ช่วยคนอื่นได้และไม่ช่วยถือว่าเป็นคนที่ไม่ได้ทำประโยชน์จริง ซึ่งท่านได้อธิบายจิตวิญญาณของความเป็นแพทย์ เพราะว่าจริงๆ แล้วการศึกษาไม่ได้ศึกษาเพื่ออาชีพของตนเอง แต่เป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยคนอื่น

    "และนี่เป็นรับสั่งครั้งหนึ่งเลยที่ค่อนข้างชัดว่า ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้น และพระราชกรณียกิจที่มีอยู่จำนวนมากเกิดมาจากความรู้สึกของท่านเอง ที่ท่านรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ท่านที่ต้องช่วย และการช่วยก็เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ต้องช่วย นั่นคือพื้นฐานของการศึกษา"

    อีกครั้งหนึ่งที่ผมจำได้ คือท่านได้เสด็จฯ ที่ต่างๆ และได้เสวยของต่างๆ และครั้งหนึ่งได้เสวยและทรงพระประชวรเป็นบิด แพทย์ที่ทำการรักษาก็ตกใจว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นบิดได้อย่างไร และเป็นบิดในชนิดที่มีตัวด้วย แสดงว่าการสุขาภิบาลอาหารในประเทศของเราถือว่าไม่ดี มีเชื้อโรค ก็ไม่รู้ว่าจะประกาศอย่างไร ถ้าประกาศไปตรงๆ ว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นบิดก็จะทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยแย่ แต่ก็ทรงมีรับสั่งให้บอกไปตามความจริงไม่ให้มีการปรับเปลี่ยน นั่นแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์สุจริตที่เป็นฐานของทุกเรื่อง หากมองให้ดีจะเห็นได้ว่าท่านสอนเราในทุกๆ เรื่อง บางเรื่องก็สอนจากคำพูด บางเรื่องก็สอนจากการปฏิบัติ เพราะการกระทำเป็นสิ่งที่จับต้องได้

    พระราชจริยวัตรอันหนึ่งที่พิเศษมากคือ ท่านมีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์เดียว ไม่เคยมีการข้องแวะใดๆ เลย ซึ่งผมในสมัยนั้นได้เข้าวังไปงานเลี้ยงในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ในวังจะมีการจัดงานเสมอ อีกทั้งช่วงปีใหม่มักจะอยู่หลังการประกวดนางงาม เพราะฉะนั้นงานในวังก็จะมีนางงาม นางสาวไทยคนใหม่เข้ามาเดิน ทำให้หนุ่มๆ ทั้งหลายชอบ แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมองแม้แต่นิดเดียว ซึ่งความบริสุทธิ์ของท่านในพระราชจริยวัตรตรงนี้ถือว่าพิเศษจริงๆ ในฐานะของท่าน เรียกได้ว่าง่ายมาก ท่านไม่จำเป็นต้องพูดเองด้วย มีคนเอาไปถวายให้ได้เลย ถือเป็นความพิเศษจริงๆ

    เมื่อถามว่า ตอนนี้คุณหมอเป็นประธานคณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา แล้วจะมีการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ ได้เห็นจากพระองค์ท่านมาใช้ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาอย่างไรบ้าง

    คุณหมอจรัสกล่าวว่า เห็นได้ว่าการศึกษาในปัจจุบันมันมีความเจริญก้าวหน้ามาเยอะ คนก็เรียนเพิ่มมากขึ้นเยอะ มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นเยอะ ส่วนที่จะนำมาใช้จริงๆ ก็คงจะเป็นเหมือนที่เคยได้เล่าไว้ว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร และตอนนี้ปัญหาคนจำนวนหนึ่งมองว่าปัญหาอยู่ที่การพัฒนาการศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ แต่ที่ผมใช้อยู่ปัจจุบันนี้คือยกปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นตัวเอก เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความทุกข์ของประชาชนสำคัญกว่าคนส่วนน้อยที่จะได้สู่ความเป็นเลิศ คนจำนวนน้อยสู่ความเป็นเลิศได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นของดี แต่ปัญหาใหญ่ของประเทศคือ คนยากจนที่ไม่ได้รับการศึกษาที่ดี มีความเหลื่อมล้ำในเชิงคุณภาพ

    ถ้าหากมองเลยจุดนี้ไปก็จะเห็นว่าเป็นความเหลื่อมล้ำในเชิงของชีวิต ความเหลื่อมล้ำในเชิงของอนาคต การหลุดพ้นจากความยากจน คนยากจนที่อยู่ในพื้นที่เมืองและพื้นที่ห่างไกล ที่เขาหวังมากที่สุดคือการอยากให้ลูกได้มีโอกาสเรียนหนังสือเพื่อที่จะหลุดพ้นจากความยากจน เพราะถ้าลูกได้เรียนหนังสือถึงระดับมหาวิทยาลัย ก็จะไม่ได้อยู่ในวงเวียนความยากจนเหมือนกับพ่อแม่ แต่ปัญหาที่มีอยู่ตอนนี้คือ ลูกของเขาได้เข้าโรงเรียนแต่คุณภาพของโรงเรียนมันยังไม่ดี ทำให้ลูกเขาไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้ ซึ่งเมื่อแข่งไม่ได้เขาก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรความยากจนที่ไม่หลุด

    และเมื่อดูในภาพรวมของการศึกษาไทยจะพบว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งที่แข่งโอลิมปิกได้รางวัล ทำอะไรก็ได้ดี แต่เป็นจำนวนน้อยนิดเดียว เด็กส่วนใหญ่ของประเทศคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จึงเห็นว่าเพราะการศึกษาไทยคุณภาพต่ำ ส่งผลให้คนและประเทศไม่มีความเจริญก้าวหน้า ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากคนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถหลุดจากกับดักความยากจนได้ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาจึงต้องเดินหน้าแก้ในจุดนี้

    "คงจะต้องบอกว่าแนวคิดเรื่องการปฏิรูปผมได้มาจากพระเจ้าอยู่หัว เพราะเมื่อมาทำปฏิรูปแล้วมันสามารถไปได้หลายรูป ง่ายที่สุดคือปฏิรูปขึ้นข้างบน แต่การปฏิรูปลงข้างล่างหาสาเหตุเชิงลึกถือว่าทำได้ยาก ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาจะเน้นไปที่การลดความเหลื่อมล้ำและมีกองทุน กองทุนก็จะช่วยเรื่องความเหลื่อมล้ำ"

    เมื่อโรงเรียนคุณภาพไม่ดีทำให้เด็กแข่งขันไม่ได้จะแก้ปัญหาอย่างไร คุณหมอจรัสกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแก้ปัญหากันอีกเยอะ ซึ่งกำลังดูว่าปัญหาเรื่องปฏิรูปตอนนี้คืออะไร เพราะการปฏิรูปการศึกษาจะเห็นผลได้ว่าปฏิรูปสำเร็จหรือไม่ต้องใช้ระยะเวลาเป็น 10 ปี เมื่อปี 2542 ที่ขณะนี้ก็ถือว่าเป็นเวลา 18 ปี เราก็บอกว่าเป็นการปฏิรูปที่ไม่สำเร็จ สภาพปัญหาจึงได้เป็นอยู่อย่างเดิม

    ปัญหาตอนนี้คือว่า ถ้าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่สำเร็จแล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร 18 ปีที่แล้วถือว่าประเทศไทยถอยหลังไปเยอะเลย มาเลเซียแซง เวียดนามมีบางอย่างที่ดีกว่าเรา ถ้าเรายังคงอยู่เหมือนเดิมเวียดนามแซงไปได้แน่ เขมรอาจจะแซงเราหากการปฏิรูปครั้งนี้ไม่สำเร็จ คนที่จนก็ยังเดือดร้อน เขาไม่มีโอกาสที่จะหลุดพ้นออกจากความยากลำบากทั้งหลาย

    ปัญหาอันหนึ่งคือ เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อก่อนเมื่อเราคิดถึงเรื่องการศึกษา จะคิดถึงให้เด็กที่อยู่ในโรงเรียนที่ไม่ได้คุณภาพ แต่ว่ามีเด็กที่จบถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือก่อน ม.3 ที่เรียนไม่จบ ออกกลางคัน หรือเรียนจบแล้วแต่ไม่ได้เรียนต่อปีหนึ่งกว่า 60,000 คน ที่หลุดออกจากระบบ คนเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งคนเหล่านี้จะกลายเป็นแรงงานที่ไม่มีฝีมือ เพราะจบแค่ ม.3 เมื่อเป็นแรงงานที่ไม่มีฝีมือก็จะมีรายได้น้อยไม่สามารถหลุดจากกับดักความจนได้

    อีกทั้ง ยังมีกลุ่มเด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน เรียนไม่ได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะทำให้เกิดอาชญากรรมขึ้นได้ เป็นปัญหาสังคมที่มาจากการศึกษาที่ล้มเหลว เพราะฉะนั้นการปฏิรูปครั้งนี้จะไม่สำเร็จไม่ได้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่าคนยอมที่จะเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ คนจะตื่นตัวต่อเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งในขณะนี้ถือว่ายังไม่มีการตื่นตัว

    คำถามความเปลี่ยนแปลงในใจที่คุณหมอคิดไว้มีอะไรบ้าง นพ.จรัสกล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ กองทุนเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้น และอีกเรื่องหนึ่งที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างพอสมควรแล้วคือการให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล มีอิสระในการจัดการ เพราะการศึกษาไทยส่วนหนึ่งมีคุณภาพต่ำมาก โดยวัดจากการสอบ pisa และโอเน็ต มีเพียงโรงเรียนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ผ่านค่ามาตรฐานและแข่งกับต่างประเทศได้

    อีกทั้งความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไทยค่อนข้างรุนแรง ปัญหาที่สามคือเรื่องความหลากหลายของโรงเรียนที่ใช้การบริหารจัดการไม่ตรงเป้า ตรงปัญหา เพราะระบบบังคับให้สอนเหมือนกันหมดและสอบวัดผลด้วยเนื้อหา ทำให้เกิดการกวดวิชา ปัญหาที่ 4 คือ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่ำ เนื่องจากมีผลวิจัยกล่าวว่าการศึกษาไทยไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน มีการกระจายอำนาจออกไปแต่ไม่ถึงโรงเรียน อำนาจกระจุกอยู่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และครูออกไปจากห้องเรียน

    และจากข้อมูลเปรียบเทียบกับการใช้จ่ายด้านการศึกษาของประเทศต่างๆ พบว่า ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่คุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ยังไม่ได้ระดับ ขณะที่ประเทศเวียดนามจ่ายน้อยกว่าเราถึง 1 ใน 3 แต่คุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับดี นั่นแสดงว่าเราใช้เงินแล้วแต่ก็ยังไม่เกิดผล ถ้าบอกว่าปัญหาของประเทศไทยคืออะไร นี่คือสภาพปัญหาของการศึกษาไทยที่ทำให้ทุกอย่างมันเลวลง เมื่อก่อนนี้อุดมศึกษาของไทยอยู่เหนือกว่ามาเลเซีย แต่ว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้วมาเลเซียกับแซงไทยขึ้นไปแล้ว นั่นคือความสามารถในการแข่งขันของชาติต่ำจนน่าละอาย.

    หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา นักเรียนทุนมูลนิธิมหิดลคนแรกของประเทศไทย อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น