งานพระเมรุถือเป็นกระบวนทัศน์

  • Thursday, October 26, 2017 - 00:39

    งานพระราชพิธีต่างๆ เกิดมาจากสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม คือ จริงๆ แล้วมนุษย์ในอดีตหลายกลุ่มไม่ได้เชื่อว่าการวายชนม์เป็นการสิ้นสุด แต่เชื่อว่าเป็นการเดินทางครั้งใหม่ที่ออกไปสู่ภพภูมิใหม่ หรือการเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง สำหรับของเรา ในสมัยพระเจ้าปราสาททองจะชัดเจนมากว่าเรารับคติความเชื่อต่างๆ และนำมาประยุกต์ใช้ในงานของเรา เช่น ความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุ ที่กลายมาเป็นงานจิตรกรรมและก้าวสู่สถาปัตยกรรมตามคอนเซ็ปต์ต่างๆ

    จากนั้น เรายังมีหลักฐานสมัยอยุธยาที่ยังตกค้างอยู่จำนวนหนึ่ง ที่ทำให้เราเข้าใจถึงรูปแบบสถาปัตยกรรม คือ ภาพปิดทองที่เป็นพระเมรุมาศ และภายในก็จะประดิษฐานหีบศพของพระพุทธเจ้าที่อยู่ภายใน ซึ่งตัวสัดส่วนจะยืดชั้นสูงมากก็สอดคล้องกับเมรุทิศที่วัดไชยวัฒนาราม อย่างหนึ่งคือการยืดชั้นสูง แต่ถ้าเราดูในภาพถ่ายเก่าของพระเมรุมาศในรัชกาลที่ 4 เราจะเห็นว่าจะมีการตีไม้ไผ่เป็นเหมือนตากากบาท จริงๆ เพื่อที่จะให้สามารถระบายควันออกจากตัวพระเมรุตรงกลางเมื่ออากาศร้อน โดยดึงตัวสูงขึ้น ก็จะทำให้มีการดึงอากาศเข้าไปในตัวอาคาร ทำให้เกิดการสันดาป หรือว่าการจุดไฟที่ลุกขึ้นมา นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการยืดชั้นให้สูงก็จะมีส่วนช่วยระบายอากาศเข้าไปด้วยในการออกแบบสถาปัตยกรรม รวมถึงทำให้เราเข้าใจแผนผังของพระเมรุมาศในสมัยอยุธยา

    เอกสารอีกชิ้นหนึ่งที่สำคัญมากในสมัยอยุธยาก็คือ ชุดเอกสารในหอหลวง ซึ่งสมัยรัตนโกสินทร์ก็ได้มีการรวบรวมไว้โดยรัชกาลที่ 1 ท่านก็โปรดให้มีการชำระเอกสารต่างๆ รวมไปถึงธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ และทำให้พบเอกสารชิ้นหนึ่งที่พูดถึงแบบแผนพระเมรุมาศในสมัยอยุธยาตอนปลาย ที่กำหนดพระเมรุออกเป็น 3 แบบหลัก คือ แบบที่ 1 พระเมรุเอก มีเสายาว 20 วา ขื่อยาว 7 วา ตั้งแต่ฐานปัดถึงยอด 40 วา ข้างบนมีพรหมพักตร์ และเป็นพระเมรุที่มียอด 9 ยอด แบบที่ 2 พระเมรุโท มีเสายาว 17 วา ขื่อยาว 4 วา เป็นพระเมรุที่มีเรือนยอด 5 ยอด มีระเบียงคดเป็นยอดปรางค์เหมือนกับพระเมรุเอก และแบบที่ 3 พระเมรุตรี มีเสายาว 15 วา ขื่อยาว 4 วา ระเบียงคดเป็นยอดทรงมณฑป

    นี่แสดงให้เห็นว่า ธรรมเนียมที่สืบทอดมีการปรับไปจากสมัยรัชกาลที่ 1 ก็มีการสร้างสืบทอดกันมา เพราะจากการที่เราศึกษาผ่านรูปถ่าย เราก็ยังเห็นการสร้างพระเมรุใหญ่อยู่ เช่น สมัยรัชกาลที่ 4 โดยผมสันนิษฐานว่าตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี จนมาถึงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4 โลกทัศน์ของอยุธยายังฉายภาพลงมา เพราะว่ามีชุดความรู้หลายอย่างที่ถูกชำระและนำมาเป็นธรรมเนียมแบบแผนในแง่ของการทำธรรมเนียมก่อพิธีกรรม และก็ต่อมามีงานชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ

    ทำให้เห็นว่าโลกทัศน์เกี่ยวกับพระเมรุมาศที่เป็นยอดปรางค์เป็นพระเมรุชั้นสูง ยังถ่ายทอดมาอยู่อย่างมีความเข้าใจ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 4 คือ ในงานการออกพระเมรุสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี มีการสร้างปราสาทเป็นยอดมณฑปก่อน ซึ่งเมื่อรัชกาลที่ 4 ทอดพระเนตรเห็นจึงรับสั่งให้เปลี่ยนเป็นยอดปรางค์ ซึ่งตัวทรวดทรงออกแบบมาส่งให้เป็นยอดมณฑปแต่ถูกเปลี่ยนเป็นยอดปรางค์ในภายหลัง ซึ่งจากภาพจะเห็นได้ว่าตัวพระเมรุสร้างอยู่บนภูเขาจำลองนั้น แสดงถึงการเชื่อมเรื่องคติเข้ากับตัวเขาพระสุเมรุ และมีพระที่นั่งทรงธรรมด้วย เนื่องจากพิธีการมีหลายวัน ไม่ใช่จบแค่วันเดียว บางทีก็มี 7 วัน หรือมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประจำพระราชวังมาเฉลิมฉลองก่อน ไว้ในพระเมรุก่อนหน้าแล้ว จึงเชิญพระบรมศพขึ้นมาประดิษฐาน

    เพราะฉะนั้น จึงต้องมีพระที่นั่งที่เอามาถวายพระมหากษัตริย์ทรงใช้ในพระราชพิธี แต่ในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์เราก็มีการสร้างพระที่นั่งที่เรียกว่าพระที่นั่งทรงธรรมขึ้นมา ใช้ในการประกอบพระราชพิธี เพราะว่าการที่มีขบวนพยุหยาตราเข้าออกก็จะทำให้สิ้นเปลืองเวลาและอีกหลายอย่าง พระมหากษัตริย์จึงประทับอยู่ที่ตัวพระที่นั่งทรงธรรม

    จะเห็นได้ว่า พระเมรุในสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านก็ยังมีโลกทัศน์ที่สืบทอดแนวคิดยุคเดิมที่ถ่ายทอดมาจากอยุธยา และยังมีสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมจำนวนมากที่ล้วนแล้วแต่เป็นงานเชิงทดลอง ท่านทดลองให้ช่างออกแบบงานหลายรูปแบบมาก เช่น เขาวัง หรืออะไรต่างๆ ที่มีการชำระรูปแบบพระเจดีย์ที่เป็นเจดีย์ทางพุทธศาสนา ท่านก็ให้กลับมาใช้เจดีย์ทรงระฆัง ในขณะที่สถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ท่านก็ให้ใช้เรือนยอดทรงปรางค์ ท่านมีงานเชิงทดลองในสมัยรัชกาลที่ 4 อยู่มาก รวมไปถึงงานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล ซึ่งเป็นพระเมรุที่ตั้งอยู่บนภูเขาและสร้างพระเมรุยอดปรางค์

    อีกทั้งยังเป็นงานที่ใช้ฉลองพระบรมอัฐิของบูรพกษัตริย์ด้วย เมื่อเสร็จก็ให้ใช้เป็นพระเมรุของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑลต่อ แล้วเราก็จะเห็นว่ามีการเชื่อมโยงชุดความคิดด้วยการพยายามสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นเขาพระสุเมรุแบบตรงไปตรงมาเลย ด้วยการสร้างตัวปราสาท เพราะฉะนั้นตัวพระเมรุอาจจะเทียบได้กับไพชยนต์ปราสาทที่อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ชุดความคิดในการสร้างพระเมรุเอกยังสืบทอดมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ภายในจะประดิษฐานพระเมรุมาศ ก็คือพระเมรุทองยอดมณฑปอยู่ภายในอีกที

    เพราะฉะนั้น พระเมรุเอกจะทำหน้าที่เหมือนเป็นอาคารที่ครอบพระเมรุมาศไว้ภายใน ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านก็ยังทรงสร้างพระเมรุใหญ่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ตามธรรมเนียมโบราณอยู่ ซึ่งบริเวณชั้นนอกจะมีรั้วราชวัติ มีซุ้มกินรี ซุ้มรูปสัตว์ต่างๆ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ โดยพระเมรุจะสร้างโดยเครื่องชั่วคราวที่ใช้ไม้ซุง ไม้ไผ่ และกระดานกระดาษ ซึ่งความรู้เหล่านี้ของเราหายไป ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านยังมีการก่อสร้างพระเมรุองค์ใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งก็เป็นพระเมรุองค์ใหญ่ที่ได้รับการก่อสร้างอยู่ หลังจากนั้นก็ยังมีการสร้างพระเมรุแบบใหญ่อยู่

    ทั้งนี้ ในช่วงรัชกาลที่ 5 มีปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกิดจากโลกและสังคมภายนอกด้วย ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริในแง่การก่อสร้างพระเมรุว่า การก่อสร้างที่ใหญ่โตและสิ้นเปลืองทรัพยากร ซึ่งท่านมองว่าจะใช้ทรัพยากรอย่างไรให้คุ้มค่ามากขึ้น

    หลังจากพระเมรุใหญ่มาสู่พระเมรุมาศ กระบวนทัศน์ใหม่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ร่วมสมัย ผมพิจารณาว่าสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านคงเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาไม่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้โดยทันที เช่น การถวายพระเกียรติยศสูงสุดแด่ในหลวงรัชกาลที่ 4 ก็ยังคงต้องทำเป็นพระเมรุใหญ่อยู่

    แต่อย่างไรก็ตาม ท่านทรงพิจารณาและเลือกให้เปลี่ยนในพระเมรุมาศของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งท่านได้หมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นกษัตริย์ของแผ่นดินต่อ ซึ่งถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านปกติก็คือเป็นลูกรัก เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงในพระเมรุของลูกรักก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่พึงจะต้องตั้งคำถามอะไร ท่านจึงเริ่มใช้พระเมรุมาศองค์นี้เป็นส่วนของการเปลี่ยนแปลง โดยสร้างพระเมรุมาศเพียงองค์เดียว ไม่มีพระเมรุครอบ

    และท่านยังมีพระราชกระแสรับสั่งว่า เมื่อถึงงานของพระองค์ก็ขอให้ยกเลิกพระเมรุใหญ่ออกและปลูกที่เผาแต่พอสมควร เพราะท่านมีพระราชวินิจฉัย และเห็นสิ่งที่สอดคล้องกับสถานการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและสังคมในปัจจุบัน ดังนั้นพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จะมีการซ้อนยอด 5 ชั้น และมีการก่อสร้างแบบใหม่ด้วยการวางโครงสร้างของตัวเรือนโดยใช้ไม้ขนาดเล็กแทนที่จะใช้ซุงแบบที่ผ่านมา และเราจะเห็นว่าถ้าเราเป็นคนธรรมดาสามัญ เราจะไม่มีทางเห็นพระราชพิธีภายในเลย

    แต่พระเมรุของรัชกาลที่ 5 ถูกออกแบบใหม่ให้มีมุมมองที่เปิดกว้างต่อสาธารณชนด้วย ถ้าในแง่ของการออกแบบผังผมเข้าใจว่าคนออกแบบต้องการที่จะเชื่อมต่อมณฑลพิธีด้านในต่อเนื่องกับพื้นที่ภายนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนคอยเฝ้ามองส่งเสด็จพระมหากษัตริย์ที่ตนรักไปยังสรวงสวรรค์ ต่อมาพระเมรุของรัชกาลที่ 6 จะเห็นว่าท่านก็ลดทอนลงอีก อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านไม่อาจทำให้ทัดเทียมกับพระราชบิดา ท่านก็ได้มีการตัดมณฑปมุมออกไป ให้เหลือพระเมรุมาศตรงกลางเพียงอย่างเดียว แต่องค์ประกอบอันหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในพระเมรุองค์นี้คือ ยอดพรหมพักตร์ ซึ่งน่าสนใจมาก

    และผมมีคำถามว่า ทำไมยอดพรหมพักตร์จึงปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในพระเมรุของรัชกาลที่ 6 โดยส่วนตัวผมมีสมมุติฐานว่า หลังจากที่รัชกาลที่ 5 ท่านทรงให้รวบรวมเอกสารเก่าต่างๆ มา อาจจะทำให้มีการค้นพบเอกสารเรื่องพระเมรุด้วย ซึ่งพระเมรุของรัชกาลที่ 6 ก็จะเห็นว่ามีการเปิดมุมมองกว้างขวางมากขึ้น พยายามจะเชื่อมต่อพื้นที่ที่มีสถานภาพเป็นมณฑลของพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องกับความเป็นรัฐ มีทหาร มีประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งเราจะเห็นชุดความคิดในแง่ต่างๆ ที่สะท้อนผ่านการออกแบบวางผังและสถาปัตยกรรมด้วย ต่อมาในพระเมรุของรัชกาลที่ 8 ก็มีการสืบทอดวิธีการรูปแบบมาจากช่างกลุ่มเดิม

    นอกจากนี้ สำหรับพระเมรุมาศอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่พระเมรุมาศของกษัตริย์ คือ พระเมรุมาศของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ที่ออกแบบโดยกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งงานจะมีความแตกต่างหลากหลายและน่าสนใจมาก อีกทั้งท่านยังได้ขึ้นเป็นครูช่าง เพราะท่านทำงานออกแบบจำนวนมาก และงานกลุ่มหนึ่งเป็นงานอาคารเฉพาะกิจ ที่เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นงานก็จะมีการรื้อถอนไป ซึ่งผู้ออกแบบจะรู้ว่าสิ่งที่ออกไปนั้นตรงกับใจคิดหรือไม่ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่างานของกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จะมีการปรับปรุงงานของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะงานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยจะมีสิ่งหนึ่งที่ต่างจากตะวันตก ก็คือ ของตะวันตก ระเบียบสัดส่วนจะใช้คณิตศาสตร์

    แต่งานของไทยเราจะมีระเบียบสัดส่วนที่สัมพันธ์กับวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เวลาออกแบบในสนามหลวงจะมีโรงขยายแบบ เพราะว่าการออกแบบอยู่ในกระดาษขนาดเล็ก เมื่อมีการขยายเท่าขนาดจริงแล้วอาจจะไม่สวย ต้องมีการไขส่วนขึ้นอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นทักษะความชำนาญเฉพาะตัวของช่าง ยิ่งถ้าทำงานเยอะก็จะพบความลับตรงนี้ ซึ่งนี่เป็นวิธีการทำงานของช่างไทย ซึ่งเมื่อระยะหลังไม่มีการติดกรอบประเพณีการสร้างพระเมรุแล้ว การออกแบบพระเมรุก็จะมีการออกแบบได้อย่างหลากหลาย และสอดคล้องกับพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ด้วย

    และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หน้าที่การออกแบบพระเมรุมาศจึงเป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร ก็ได้มีการรื้อฟื้นกลุ่มช่างฝีมือและสถาปนิก และเป็นที่น่าสนใจมาก ในช่วงเวลาที่ออกแบบพระเมรุมาศของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ในรัชกาลที่ 7 จะมีผู้ที่จบจากโรงเรียนสถาปนิกโดยตรงมาร่วมออกแบบด้วย ซึ่งก็เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ได้เห็นกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป และจากงานพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รัฐบาลได้มีดำริให้ฟื้นฟูอาชีพสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดแคลน โดยให้ทุนการศึกษา และมอบให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสถาบันฝ่ายผลิตสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทยขึ้นมา ซึ่งพระเมรุส่วนมากในปัจจุบันก็จะมีโครงสร้างบางอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น ใช้โครงเหล็กหรือนำเตาเผาไฟฟ้าเข้ามาใช้ให้ทันต่อยุคสมัยด้วย

    ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่างานพระเมรุถือเป็นกระบวนทัศน์ ความคิดสำคัญที่สะท้อนสังคม วัฒนธรรมว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดช่วงเวลาต่างๆ โดยถูกถ่ายทอดผ่านงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องเป็นจำนวนมาก.

    หมายเหตุ : งานพระเมรุถือเป็นกระบวนทัศน์ ความเห็นของ ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ มหาวิทยาลัยศิลปากร

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น