สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมโกศ

  • Thursday, October 26, 2017 - 11:31

    26 ตุลาคม 2560 -เวลา 07.24 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศนายทหารพิเศษมหาดเล็กรักษาพระองค์ สายสะพายมหาจักรี เสด็จฯมาในการพิธีอัญเชิญพระบรมโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังไปยังพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง การนี้มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยเสด็จด้วย

    เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เสด็จมาถึงยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารทรงทอดผ้าไตร ก่อนอัญเชิญพระบรมโกศ พระราชาคณะ 30 รูป สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

    ต่อมาเวลา 07.57 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าพนักงานสนมพลเรือนเปลื้องพระโกศทองใหญ่ถวายตาดคลุมพระลองแล้ว ตำรวจหลวง 5 นาย อัญเชิญพระลองลงจากพระแท่นสุวรรณเบญจดลไป นายทาหรมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 6 นายอัญเชิญพระลองออกพระทวารทางมุขตะวันตก ลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อัญเชิญพระลองประดิษฐานบนพระเสลี่ยงแว่นฟ้า แล้วอัญเชิญไปที่หน้ากำแพงแก้วโดยมีตำรวจหลวงนำ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์อัญเชิญพระลองขึ้นประดิษฐานบนเกยลา แล้วประกอบพระโกศทองใหญ่ แล้วเลื่อนพระบรมโกศเข้าประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคาน

    ขณะที่อัญเชิญพระลองลงจากพระแท่นสุวรรณเบญจดลนั้น ทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่ถวายพระเกียรตินาทีละ 1 นัด ตลอดเวลา เพื่อถวายพระเกียติยศสูงสุด ในฐานะที่พระองค์ทรงดำรงพระยศเป็นจอมทัพไทย และจะยิงปืนใหญ่จนเมื่ออัญเชิญพระบรมโกศไปเทียบยังพระมหาพิชัยราชรถที่หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามแล้วจึงหยุดยิง และเมื่อนายทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์อัญเชิญพระลองลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

    ต่อมาเวลา 08.32 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททางบันไดพระทวารมุขเหนือไปประทับที่ชาลาหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทอดพระเนตรการอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคาน ศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจะวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ แพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เจ้าพนักงานภูษามาลาขึ้นถวายบังคมประคองหน้าหลัง นายทหารราชองครักษ์เป็นคู่เคียง

    ขณะเปลื้องพระโกศทองใหญ่ ณ ที่ประดิษฐานพระแท่นสุวรรณเบญจดล ภายใต้นพปฏลมหาเศวตฉัตร ชาวพนักงานประโคมมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ตลอดเวลา และหยุดประโคมเมื่อเทียบพระยานมาศสามลำคานที่เกรินพระมหาพิชัยราชรถ

    จากนั้นเวลา 09.05 น. จึงอัญเชิญพระบรมโกศโดยพระยานมาศสามลำคานซึ่งเป็นยานที่มีคานหามขนาดใหญ่ทำด้วยไม้จำหลักลวดลายลงรักปิดทอง มีพนักโดยรอบ 3 ด้าน และมีคานหาม3 คาน ออกจากพระบรมมหาราชวัง นายทหารราชองครักษ์เชิญธงมหาราชนำ ขณะเดียวกันกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระยานมาศสามลำคานอัญเชิญพระบรมโกศออกทางประตูศรีสุนทรซึ่งเป็นประตูชั้นใน ประตูเทวาภิรมย์ เข้าประจำริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศริ้วขบวนที่ 1 ที่ตั้งรออยู่ถนนมหาราช เจ้าหน้าที่ยกนพปฎลมหาเศวตฉัตรคันดาลถวายกางกั้นพระบรมโกศซึ่งประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคาน จากนั้น ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พระภูษามาลา ขึ้นไปยังพระยานมาศสามลำคาน และประคองพระบรมโกศคนละฝั่งกับ ศ.นพ.ประดิษฐ์ พระภูษามาลาทั้ง 2 คนถวายบังคมพระบรมโกศ พร้อมด้วยคู่เคียงนายทหารราชองครักษ์ อินทร์ พรหม พระกลด บังพระสูรย์ มหาดเล็กเชิญเครื่องพระบรมราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยยาภรณ์เข้าประจำที่ในริ้วตามลำดับ

    ต่อมา ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญเสด็จและยาตราริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมโกศ 4 สาย มีเจ้าพนักงานนำริ้ว ธง 3 ชาย คู่แห่นายทหารบก นายทหารเรือ นายทหารอากาศ ตำรวจหลวงถือหอก มหาดเล็กหลวงคู่หน้า สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร นั่งเสลี่ยงกลีบบัวอ่านพระอภิธรรมนำริ้วขบวน คู่เคียง อินทร์ พรหม นาลิวัน โดยในขบวนพระบรมราชอิสริยยศประกอบด้วยพระอภิรุมชุมสาย ชาวพนักงานประโคมมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ แห่อัญเชิญพระบรมโกศ

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จฯ ตามพระโกศ โดยมี ร.อ.จิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจาฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นผู้อัญเชิญเครื่องทองน้อย พร้อมด้วยข้าราชบริพารในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู้หัว เป็นผู้อัญเชิญเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชูปโภค

    ต่อมาเวลา 09.22 น. ริ้วขบวนที่ 1 ยาตราไปตามเส้นทางถนนมหาราช ถนนท้ายวัง ซึ่งเคลื่อนขบวนตามจังหวะกลองมโหรทึก สลับกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันประกอบด้วยเพลงมาร์ชธงชัยเฉลิมพล เพลงมาร์ชราชวัลลภ เพลงยามเย็น และเพลงใกล้รุ่ง โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำบทเพลงในพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร.๙ มาเป็นเพลงประกอบในการเดินริ้วขบวนที่ 1 เพื่อให้พสกนิกรคลายความโศกเศร้า และรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวง ร.๙ ซึ่งริ้วขบวนที่ 1 มีกำลังพล 965 นาย ระยะทาง 817 เมตร ใช้เวลา 30 นาที

    ต่อมา เวลา 09.49 น. ริ้วขบวนที่ 1 พระยานมาศสามลำคาน มาเทียบที่พระมหาพิชัยราชรถ อันเป็นริ้วขบวนที่ 2 ซึ่งจอดรออยู่บริเวณถนนสนามไชย หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯไปประทับยังพลับพลายก หน้าวัดพระเชตุพนฯ

    จากนั้นเวลา 10.03 น. เจ้าพนักงานจึงอัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐาน ณ ท้ายเกรินบันไดนาค สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าไตร 20 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์เที่ยวละ 5 ไตร และเสด็จฯไปประทับยังพลับพลายก เจ้าพนักงานภูษามาลา ขึ้นนั่งท้ายเกรินบันไดนาค ถวายบังคมแล้วประคองพระบรมโกศ เจ้าหน้าที่ผู้ฉุดชักพระมหาพิชัยราชรถถวายบังคมพร้อมกับเจ้าพนักงานภูษามาลา แล้วเลื่อนเกรินอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นสู่บุษบกพระมหาพิชัยราชรถหมายเลข 9780 เป็นราชรถทรงบุษบกทำด้วยไม้แกะสลักทั้งองค์ลงรักปิดทองประดับกระจกมีเกรินลดหลั่นกัน 5 ชั้น ขณะนั้นขบวนพระบรมราชอิสริยยศประโคมมโหระทึก วงโยธวาทิตบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้ว ขบวนจึงเริ่มหันหน้ากลับมายังท้องสนามหลวงเพื่ออัญเชิญพระมหาพิชัยราชรถไปยังราชวัติพระเมรุมาศท้องสนามหลวง

    ดร.จิรายุ กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯในริ้วขบวนที่ 2 และยาตราริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศไปยังพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง

    ต่อมาเวลา 10.40 น. ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศริ้วที่ 2 เริ่มเคลื่อนระหว่างนั้นทหารปืนใหญ่ยิงปืนถวายพระเกียรตินาทีละ 1 นัด จนกว่าพระบรมโกศจะขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธานในพระเมรุมาศแล้วจึงหยุดยิง ขบวนพระบรมราชอิสริยยศมีมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ประโคมตลอดเวลา และใช้จังหวะการเดินแบบเดินเปลี่ยนเท้า ประกอบ เพลงพญาโศกลอยลม

    ครั้นประตูหลังขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระบรมโกศผ่านพลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพนฯไปแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จเข้าขบวนตามพระบรมโกศ โดยมี 8 ตำรวจหลวง นายทหารราชองครักษ์ มหาดเล็กรักษาพระองค์แซงเสด็จ แล้วต่อท้ายด้วยพระราชวงศ์ฝ่ายหน้า พระประยูรญาติทั้ง 100 ราสกุล จาก 129 ราชสกุลประกอบด้วยหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ และหม่อมหลวงตามลำดับโดยในริ้วขบวนนี้มี หม่อมเจ้าเพียง 2 พระองค์เท่านั้นคือ พล.ท.ม.จ.เฉลิมศึก ยุคล,ร.อ.ม.จ.นวพรรษ์ ยุคล นอกนั้นเป็นหม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง ตามลำดับ ข้าราชบริพาร และหน่วยงานในพระองค์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร พลเรือนโดยมีพระวันรัต นั่งราชรถพระนำที่ตั้งอยู่หน้าพระมหาพิชัยราชรถ

    การนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอาทิตยาทรกิติคุณ รอส่งเสด็จริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ที่พลับพลายกหน้าพระที่นั่งพุทธไธสวรรย์

    นอกจากนี้ในส่วนของพระมหาพิชัยราชรถนั้น มี พล.ต.อเนก กล่อมจิตร เป็นผู้กำกับพระมหาพิชัยราชรถ และ พ.อ.พสิษฐ์ ภูวัตณัฐสิทธิ เป็นผู้ควบคุมฉุดชักหน้า และ พ.ท.สวรจน์ สุภเวชย์ เป็นผู้ควบคุมฉุดชักหลัง ซึ่งริ้วขบวนนี้จะมีความงดงามมากที่สุดเนื่องจากใช้ผู้ร่วมขบวนมากกว่า 3,000 คน โดยทหารกองเกียติยศขบวนหน้านำพระบรมโกศ ยาตราไปตามถนนสนามไชย ถนนราชดำเนินใน เลี้ยวเข้าถนนกลางท้องสนามหลวง เป็นระยะทาง 890 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ว่าพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวังและบริเวณสนามหลวง ที่ใช้ประกอบพระราชพิธีรองรับประชาชนในจำนวนจำกัด แต่ประชาชนชาวไทยจากทั่วสารทิศ ทุกหมู่เหล่า ทุกเพศ ทุกวัย ยังคงทยอยเดินทางมาร่วมพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรอชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

    ทั้งนี้ประชาชนหลายคนเดินทางมาเพื่อจับจองบริเวณโดยรอบเพื่อขอสัมผัสใกล้ชิดที่สุด ตั้งแต่คืนวันที่ 25 ต.ค. ทำให้อาณาบริเวณรองลงมา เช่น บริเวณจุดเชื่อมต่อถนนราชดำเนิน หน้ากองสลาก(เดิม) เต็มไปด้วยผู้คน ก่อนรุ่งสางในวันที่ 26 ต.ค. ยังคงมีประชาชนเดินทางมาสมทบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะถนนบำรุงเมือง ข้างกระทรวงมหาดไทยที่ยาวต่อเนื่องไปถึงถนนกัลยาณไมตรี ด้านข้างกระทรวงกลาโหม ที่อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง และพื้นที่พระราชพิธีท้องสนามหลวง เต็มไปด้วยผู้คนเหลือคณานับสวมชุดสีดำ ด้วยอาการสงบนิ่ง เพื่อขอมาสัมผัสบรรยากาศอย่างใกล้ชิด ไม่ย่อท้อต่อภูมิอากาศอันร้อนระอุ เมื่อขบวนพระบรมโกศเคลื่อนผ่าน หลายคนถึงกับก้มกราบพร้อมน้ำตา

    นอกจากนี้ประชาชนที่ไม่สามารถฝ่าฝูงชนไปได้ ต่างติดตามพระราชพิธีผ่านช่องทีวีต่างๆผ่านสมาร์ทโฟน เมื่อภาพฉายมายังขบวนอัญเชิญพระบรมโกศ ต่างอยู่ในอากัปกิริยาโศกเศร้าเช่นกัน.



  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น