สานต่อที่พ่อทำ-สอน

  • Friday, October 27, 2017 - 00:00


    หลังผ่านพ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 สิ่งหนึ่งที่คนไทยควรต้องร่วมกันทำต่อไปก็คือ การสานต่อพระราชดำรัส-พระบรมราโชวาท–แนวทางการทำงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่อไป อย่างเช่นการสานต่อเรื่องโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงริเริ่มและทำไว้

    ก่อนหน้านี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้เคยไปกล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งในหัวข้อ "ในหลวงแห่งแผ่นดิน ภายในงาน ๙ ศิรกราน พระภูบาลนวมินทร์" ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ 13 ต.ค.2560 ที่ผ่านมา

    เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ตลอดเวลา 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุทิศพระวรกาย ทรงงานหนักมาโดยตลอด เพื่อรักษาแผ่นดิน น้ำ ลม และไฟ เพื่อคนไทยทุกคน จนถึงวันนี้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่นับได้มากกว่า 4,700 โครงการ เฉลี่ยปีละ 50 โครงการ

    ในงานดังกล่าว ดร.สุเมธกล่าวต่อไปว่า ใน 1 ปี 12 เดือน แต่เวลา 8 เดือนพระองค์จะเสด็จแปรพระราชฐานไปในพื้นที่ต่างๆ บางแห่งที่ไม่มีใครไป ถนนไม่สะดวกสบาย ท่านก็เสด็จฯ ไปเพื่อดูปัญหาและแก้ไข กระทั่งเข้าพักรักษาพระวรกายที่โรงพยาบาลศิริราช ก็ไม่เคยหยุดพัก ยังทรงคิดเรื่องงาน นึกถึงประชาชนก่อนเสมอ ซึ่งตลอด 70 ปีพระองค์ไม่ใช่แค่พระราชทานงาน พระราชทานโครงการ แต่พระราชทานพระวรกายเพื่อคนไทยทุกคน และกล่าวด้วยว่า อยากจะส่งต่อให้คนไทยทุกคนว่า งานเพื่อแผ่นดินยังทำไม่เสร็จ ตราบใดที่เรายังไม่หมดเรี่ยวแรง ก็ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ตนเองต่อไป เหมือนกับพระมหาชนกที่ว่ายน้ำโดยไม่เห็นฝั่ง ขอให้เราทุกคนตอบตัวเองให้ได้ว่า วันนี้ได้ทำอะไรถวายท่าน อย่าพูดแค่ว่าจะทำดีเพื่อพ่อ ขอให้ลงมือทำ ซึ่งพระองค์ก็จะมองลงมาจากเบื้องบน

    มีการให้ข้อมูลไว้เบื้องต้นจากเว็บไซต์วิกิพีเดีย ถึง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริว่า โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เช่น โครงการเกี่ยวกับดิน น้ำ ป่า และวิศวกรรม หน่วยงานราชการพิเศษที่ประสานงานโครงการ คือ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

    โดยมีการแบ่งออกเป็นโครงการหลักๆ ดังนี้ 1.โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับป่า 2.โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับดิน 3.โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำ 4.โครงการทางด้านวิศวกรรม 5.แนวพระราชดำริอื่นๆ

    และมีรายละเอียดแต่ละโครงการ เช่น โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับดินก็มีอาทิ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา,โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส, โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี, โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่, แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการนำ "หญ้าแฝก" มาใช้ป้องกันการพังทลายของดิน, แนวพระราชดำริ "ห่มดิน" เพื่อการฟื้นฟูดินที่เสื่อมสภาพ

    ขณะที่โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำ ก็มีเช่นโครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ปราจีนบุรี, โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก จ.ลพบุรี-จ.สระบุรี, โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จ.ลำพูน, โครงการห้วยองคต จ.กาญจนบุรี, โครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก, โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง จ.เชียงใหม่-จ.ลำพูน, โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี, โครงการน้ำดีไล่น้ำเสียตามคลองต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร, โครงการบำบัดน้ำเสียโดยใช้พืช บึงมักกะสัน กรุงเทพมหานครร, แนวพระราชดำริ "แก้มลิง", โครงการพระราชดำริฝนหลวง, โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี เน้นการบำบัดน้ำเสียภชุมชน โดยวิธีทางธรรมชาติ, โครงการผันน้ำเข้าที่ส่วนพระองค์ บริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา, โครงการป้องกันน้ำท่วมด้วยการเบี่ยงน้ำ คลองลัดโพธิ์ กรุงเทพมหานคร, กังหันน้ำชัยพัฒนา

    ส่วนโครงการทางด้านวิศวกรรมก็เช่น โครงการทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี, โครงการสะพานพระราม 8, โครงการด้านการจราจร เกี่ยวกับการขยายถนนคอขวดจุดต่างๆ, ไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์จากพืชของไทย, กังหันชัยพัฒนา-ฝายแม้ว หรือการจัดทำฝายชะลอน้ำ เพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม เป็นต้น

    ทั้งหมดแม้จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และมูลนิธิต่างๆ รับผิดชอบดำเนินการอยู่แล้ว แต่ทุกฝ่ายก็ควรช่วยกันสานต่อและให้ความร่วมมือเพื่อให้โครงการต่างๆ เหล่านี้ยังคงอยู่ มีการพัฒนาและต่อยอดได้ตลอดไป

    ขณะเดียวกัน อีกหลายเรื่องที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยให้ไว้ ประชาชนโดยทั่วไปก็สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้ตลอดไป เช่นเรื่องหลักการทรงงาน 23 ข้อ ที่หลายคนรู้จักกันดีเช่น 1.จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ 2.ระเบิดจากภายใน หรือการที่จะทำการใดๆ ต้องเริ่มจากคนที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้เกิดความเข้าใจและอยากทำ ไม่ใช่การสั่งให้ทำ คนไม่เข้าใจก็อาจจะไม่ทำก็เป็นได้ ในการทำงานนั้นอาจจะต้องคุยหรือประชุมกับลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือคนในทีมเสียก่อน เพื่อให้ทราบถึงเป้าหมายและวิธีการต่อไป 3.แก้ปัญหาจากจุดเล็ก 4.ทำตามลำดับขั้น เป็นต้น.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น