ประชาธิปไตยรวมศูนย์?

  • Saturday, November 4, 2017 - 00:00


    ยังไม่แน่ชัดว่า คสช.จะปลดล็อกพรรคการเมืองเมื่อไหร่

    แต่คงไม่นานเกินรอ

    นับวันได้เลย....

    พูดไปก็น่าเห็นใจพรรคการเมืองอยู่เหมือนกันครับ เพราะเงื่อนเวลามันถูกบีบโดยกฎหมายพรรคการเมือง

    มาตรา ๑๔๑ บัญญัติสิ่งที่พรรคการเมืองต้องดําเนินการในเรื่องและภายในระยะเวลาเอาไว้ชัดเจน

    โดยเฉพาะ (๖) ที่กำหนดว่า

    "จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับและจัดทําคําประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และเลือกหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ตามข้อบังคับของพรรคการเมืองที่แก้ไขใหม่ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ"

    กฎหมายพรรคการเมือง ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา

    ๑๘๐ วัน เท่ากับ ๖ เดือน

    ฉะนั้นก่อนสงกรานต์ พรรคการเมืองทุกพรรคต้องแต่งตัวให้จบ ก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้งกันเต็มตัวในช่วงกลางถึงปลายปี

    หากดำเนินการไม่ทัน ยังสามารถส่งเรื่องไปที่นายทะเบียนพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอขยายเวลาได้

    โดยภาพรวมแล้ว ในทางปฏิบัติไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ

    พรรคการเมืองทุกพรรคที่จดทะเบียนสามารถเตรียมความพร้อมได้ทัน เพราะแทบทุกพรรคจัดแจงเรื่องตัวเองไว้เงียบๆ ระดับหนึ่งแล้ว

    และอย่าไปกังวลเรื่อง คสช.จะไม่ปลดล็อก

    เพราะหากไปทำเช่นนั้น จะเป็นการสร้างความปั่นป่วนโดยใช่เหตุ

    ปัญหาใหญ่จึงไม่ได้อยู่ที่ คสช.จะปลดล็อกเมื่อไหร่

    แต่อยู่ที่สิ่งซึ่งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องเผชิญในวันเลือกตั้ง

    นั่นคือ...

    มีคนเลวน้อยที่สุดให้เลือกหรือไม่?

    นี่ไม่ใช่ดูถูกพรรคการเมือง

    ที่ผ่านมาคนที่เข้าสู่การเมืองมักเป็นกลุ่มอิทธิพลทั้งระดับชาติ และระดับภูธร

    พวกนี้มีเครือข่ายโยงใยตั้งแต่ทุนขนาดยักษ์ยันมาเฟียท้องถิ่น

    ถ้าให้พูดกันตรงๆ ไม่มีพรรคการเมืองไหนปลอดจากเรื่องนี้ จะแตกต่างกันบ้างก็เรื่องความมากน้อยเท่านั้นเอง

    อย่าเพิ่งเบื่อที่จะเลือกตั้งนะครับ เพราะเราเดินมาเส้นทางนี้ ๘๕ ปีแล้ว

    ให้หันหลังกลับคงเป็นไปไม่ได้

    แต่การจะเดินหน้าต่อมันต้องมีหลักประกัน

    ทั้งผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องเลิกนิสัยเก่าๆ

    เงินไม่มากาไม่เป็น มันทำลายอนาคตประเทศมามากพอแล้ว

    ที่อ้างเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ตายแทนประชาธิปไตยได้ เหม็นขี้ฟันทั้งนั้น ก็เพราะมันอยู่ในกลุ่มเงินไม่มากาไม่เป็นเสียส่วนใหญ่

    ประชาธิปไตยในความหมายที่ว่า การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรม เป็นเพียงทางผ่านการได้มาซึ่งอำนาจ ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล

    เพราะการเลือกตั้งคราวหน้าก็ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องนี้

    นั่นเป็นสาเหุตว่าทำไมนักการเมืองถึงกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเลือกตั้งกันเร็วๆ โดยไม่สนใจบริบทของบ้านเมือง

    บางคนเพิ่งผ่านงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังไม่ทันข้ามวัน ก็ทวงถามเรื่องเลือกตั้งกันแล้ว

    พฤติกรรมแทบไม่ต่างจากแก๊งทวงหนี้!

    วันก่อนมีโอกาสไปชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รอบทดลองระบบ แล้วเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาศัยร่มเงาพักเหนื่อยบริเวณลานประติมากรรม ๖ ตุลา

    เป็นครั้งแรกที่มีเวลาพินิจพิจารณาดูคำจารึกอย่างละเอียด

    ไปสะดุดข้อความที่สลักไว้บนพื้นอยู่ข้อความหนึ่ง

    ที่ระบุว่า...

    "ก็ต้องเข้าป่าไปทำงานร่วมกับคอมมิวนิสต์"

    ตอนจะเขียนจำข้อความนี้แบบเป๊ะๆ ไม่ได้หรอกครับ

    พยายามเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตก็ไม่เจอ

    ยอมรับว่ารู้สึกประหลาดใจ และผิดหวังอย่างแรง ที่ไม่มีใครพูดถึงข้อความนี้กันในโลกออนไลน์เลย ทั้งๆ มีกลุ่มคนพยายามแย่งเป็นเจ้าภาพรำลึกกันก็ไม่น้อย

    แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า...ได้ถ่ายรูปเอาไว้

    ครับ...ที่หยิบยกเรื่องคอมมิวนิสต์ขึ้นมา ก็เพราะอยากจะพูดถึงระบอบการปกครอง ไม่ว่าคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยในวันนี้ที่สุดแล้วเป็นแค่เปลือก

    เนื้อในอยู่ที่วิสัยทัศน์ผู้ปกครอง

    ประชาธิปไตยก็เป็นเผด็จการได้หากผู้นำ หวังแค่กอบโกยผลประโยชน์

    เช่นกัน คอมมิวนิสต์ กลายเป็นพื้นที่เต็มไปด้วยเสรีภาพได้ เมื่อผู้นำเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ ทำเพื่อชาติประชาชนอย่างแท้จริง

    มีเกร็ดน่าสนใจจากการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

    เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองจีนยุคใหม่ ที่มีการแต่งตั้งนักวิชาการเข้าไปนั่งเป็นหนึ่งในคณะผู้นำสูงสุด ๗ คน ของพรรคคอมมิวนิสต์

    จำชื่อนี้ไว้ "หวังฮู่หนิง"

    ก้าวขึ้นเป็นคณะผู้นำสูงสุด ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารเลย

    ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง มณฑล

    หรือมหานคร ก็ไม่เคยนั่งบริหารมาก่อน

    แต่..."หวังฮู่หนิง" คนนี้ไม่ธรรมดา

    เคยเป็นมันสมองให้ผู้นำจีนมาแล้วหลายคน

    ตั้งแต่ยุคเจียงเจ๋อหมิน

    หูจิ่นเทา

    มาถึง สีจิ้นผิง

    จนเวทีโลกเขาให้ฉายาว่า "China’s Kissinger"

    ทำไมต้องพูดถึง "หวังฮู่หนิง"

    ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศผู้นี้ มองว่าจีนจะปฏิรูปเศรษฐกิจได้สำเร็จนั้น การเมืองต้องรวมศูนย์

    ต้องกระจายอำนาจ แต่ต้องรวมศูนย์อำนาจด้วย!

    ฉีกตำราฝรั่งอย่างสิ้นเชิง

    แต่ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าเศรษฐกิจจีนอยู่จุดไหนในโลก

    "หวังฮู่หนิง" เชื่อว่า ในช่วงเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจ จำต้องมีรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง และพร้อมขับเคลื่อนการปฏิรูป

    ที่สำคัญคือ ต้องรักษาศรัทธาของประชาชนไว้ได้

    ไม่ต่างจากทฤษฎีกระถาง ๓ ขา คือ

    ขาแห่งอำนาจ

    ขาแห่งความมั่งคั่ง

    และขาแห่งศรัทธาและความนิยม สักเท่าไหร่

    หาก ๓ ขามีความสมดุล กระถางไม่มีวันล้ม!

    เขามองว่า โจทย์ใหญ่ของจีนคือ ต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระจายอำนาจ และการรวมศูนย์อำนาจเอาไว้ให้ได้ เพราะหากไม่กระจายอำนาจและทดลองนโยบายใหม่ๆ ก็ยากที่จะพัฒนาเศรษฐกิจได้สำเร็จ

    แต่หากกระจายอำนาจแบบสุดขั้ว เสถียรภาพทางการเมืองจะมีปัญหา และจะกระทบต่อการจัดการเศรษฐกิจมหภาค

    ครับ...วันนี้คอมมิวนิสต์จีนเขามองภาพใหญ่ของเขาออก

    เขามองสิ่งที่ต้องบริหารจัดการ วางแผนอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดความสมดุล

    พลเมืองจีนมี ๑.๔ พันล้านคน การทำให้คนจำนวนมหาศาลขนาดนี้เดินไปพร้อมกัน นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีอะไรท้าทายไปมากกว่านี้

    แต่เขาก็เดินเข้าใกล้เป้าหมายไปเรื่อยๆ

    หันกลับมามองประเทศไทย นักการเมืองท่องคาถาเลือกตั้ง ๓ เวลาหลังอาหาร

    การเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ล้วนนำไปสู่ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ มีคนเพียงไม่กี่คนสามารถชี้นิ้วสั่งได้

    บางคนถูกศาลพิพากษาว่าโกงบ้านกินเมือง ต้องเผ่นหนีไปต่างประเทศ ก็ยังมีบทบาทสูงกับประชาธิปไตยรวมศูนย์

    นี่....เราคิดจะปฏิรูปการเมือง

    แต่เอาเข้าจริง หลังเลือกตั้งไม่รู้จะหนีประชาธิปไตยรวมศูนย์ได้หรือเปล่า.

    ผักกาดหอม

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น