"พระองค์ทรงทอดพระเนตรพวกเราอยู่เสมอ"

  • Friday, November 3, 2017 - 21:01

    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2560

    สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักเคารพทุกท่าน

    งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเราทุกคนได้ร่วมกันอย่างดีที่สุด ในการถวายความจงรักภักดีแด่ “พ่อหลวงของแผ่นดิน” เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ผมก็เห็นว่ายังเป็นช่วงเวลาที่เรา “คนไทย” ควรจดจำว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกหมู่เหล่า ทุกภาคส่วนได้แสดงออกถึง “ความรู้ รักสามัคคี” ของคนในชาติ

    เรียนรู้ที่เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลและรู้จักให้อภัยกัน อีกทั้งสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งต่างๆ ในอดีต สิ่งเหล่านี้ถ้าเราสังเกตนะครับ จะห่างหายไปนานจากสังคมไทย ทั้งๆ ที่พวกเราต่างมี “หัวใจดวงเดียวกัน” ก็คือหัวใจแห่งความซื่อสัตย์ และจงรัก ภักดี แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเราต่างก็เป็นพสกนิกร ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่านมากกว่า 70 ปี ที่นับว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกนะครับ

    เราจำเป็นต้องรักษาบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ของคนในประเทศไว้ให้ได้ต่อไป เพราะนั่นจะเป็น “พลังของแผ่นดิน” สำหรับการเดินหน้าประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย บนพื้นฐานของความเป็นไทย และการขับเคลื่อนประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้ “ศาสตร์พระราชา” และหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง” รวมทั้งการปฏิรูปประเทศในทุกมิติ ตลอดไปถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อจะพาเราไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” นะครับ

    ทั้งนี้ กุญแจที่จะสู่ความสำเร็จ ก็คือความปรองดองของคนไทย หมายถึงการเปิดใจเข้าหากัน ขัดแย้งได้ในหลักการ แต่ก็ต้องทำงานร่วมกันได้นะครับ เอาความคิดเห็นต่างๆ มาหาความร่วมมือกันให้ได้นะครับ อันไหนที่ขัดแย้งมากๆ ก็ตัดทิ้งไปก่อนนะครับ โดยเราต้องคำนึงถึงส่วนรวม สังคมและประเทศชาติมาก่อนเสมอนะครับ ถ้าส่วนรวมได้ เดี๋ยวเราก็ได้นะครับ ครอบครัวเราตัวเราก็จะได้มา ถ้าเราไม่สร้างบรรยากาศของความปรองดอง ทุกอย่างก็ไม่สำเร็จทั้งหมดนะครับ

    ดังนั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจน ก็อย่าให้ใครนะครับ เข้ามาสร้างความแตกแยกขึ้นอีกโดยเด็ดขาด ส่วนใหญ่ก็จะสร้างความแตกแยกขึ้นมาได้ด้วยการบิดเบือน ด้วยไม่ใช่ข้อเท็จจริงนะครับ หลายอย่างที่ทำขึ้นมาใหม่ๆ ก็มักจะถูกโจมตี ถูกบิดเบือนหลายๆ อย่างไปด้วยกันนะครับ ทั้งๆ ที่ผ่านมาก็อาจจะไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ร่วมกัน “คิดดี พูดดี ทำดี” ถวายพ่อหลวงนะครับ ซึ่งพระองค์ทอดพระเนตร พวกเรา ประเทศไทย และราษฎรของพระองค์ อยู่เสมอ อีกทั้งก็ขอให้ร่วมกันถวายพระเกียรติและดำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ด้วยนะครับ ซึ่งจะทรงยึดมั่นแนวทางของสมเด็จพระบรมชนกนาถ เพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตลอดไป

    พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรผู้ประสบอุทกภัยเป็นอย่างยิ่งนะครับ โดยมีพระราชดำริให้ภาครัฐติดตามสถานการณ์ เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดนะครับ นอกจากทำแผนหลัก แผนรองและแผนเผชิญเหตุไว้ล่วงหน้า เพื่อจะดูแลป้องกันและแก้ปัญหานะครับ ตลอดจนจิตอาสาต่างๆ ก็จะเข้าไปช่วยเหลือด้วยนะครับ รวมทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูเยียวยาให้กับราษฎรที่ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เต็มที่ ทันการณ์นะครับ

    ซึ่งรัฐบาลก็ได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมและดำเนินการอย่างบูรณาการนะครับ ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ทั้งนี้ ก็เพื่อจะส่งความช่วยเหลือไปยังพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง แม้ในพื้นที่ห่างไกลที่สุดนะครับ และอาจจะถูกตัดขาดจากการสื่อสาร จากการคมนาคม อะไรก็ตาม เราก็พยายามอย่างเต็มที่นะครับ อีกทั้งยังต้องมองที่ภาพรวมของประเทศด้วยนะครับ ทั้งประเทศนั้นเราจะต้องเพื่อบูรณาการความพยายามในการแก้ปัญหาในทุกด้านนะครับ

    สิ่งที่ทุกคน ทุกฝ่ายต้องเข้าใจตรงกันก็คือ การทำงานร่วมกันนั้น จะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้างนะครับ

    1.คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เราจะต้องเข้าใจ สามารถจะเข้าใจถึงธรรมชาติของน้ำ เราสามารถจะแยกเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ ได้ก็คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ที่เชื่อมโยงถึงกัน โดยแม่น้ำปิง–วัง–ยม–น่าน ไหลรวมกันมาเป็นแม่น้ำเจ้าพระยานะครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ลุ่มแม่น้ำยม ลุ่มแม่น้ำน่าน ด้านบนนะครับ ลงมาสู่ภาคกลาง ก็เป็นลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำท่าจีนนะครับ ซึ่งเรามีแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน ซึ่งจะช่วยแบ่งมวลน้ำบางส่วนจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเล

    ถ้าหากไม่สามารถบริหารตั้งแต่ข้างบนลงมา แล้วก็ตรงกลางนี้ด้วย บริหารจัดการไม่ได้ดี ย่อมส่งผลกระทบ เพราะว่าน้ำสะสมเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล เหมือนเช่นที่เคยเกิดมาแล้วนะครับในอดีต สำหรับภาคอีสาน และภาคใต้ ก็เช่นกันนะครับ ภาคอีสานก็จะมีลุ่มแม่น้ำชี ลุ่มแม่น้ำมูลนะครับ ซึ่งเราต้องศึกษาละเอียด เพราะว่าคนละส่วนกัน แต่ไหลลงมาที่ต่ำทั้งสิ้นนะครับ

    ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ก็ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบไว้แล้วนะครับ ในภาพรวมทั้งประเทศ ความแตกต่างก็คือว่า เรามีการปรับปรุง สอดคล้องตลอดเวลานะครับ กับสถานการณ์ เราทำแผนงานขนาดใหญ่นะครับ ถึง 2565 หรือ 68 นี่นะครับ ที่เราทำมาตั้งแต่ 2557 นี่ เราก็ปรับเอาตรงช่วงที่ 2 ช่วงที่ 3 มาทำช่วงที่ 1 บ้าง

    เพราะฉะนั้นการสร้างความเข้าใจตรงนี้ เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เรื่องของการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับน้ำ นี่จะทำอย่างไรนะครับ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง แล้วก็การบริหารจัดการน้ำ คืออะไรนะครับ เพราะฉะนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีท่วมเลย อย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ว่าต้องมีการหน่วงน้ำ มีการพร่องน้ำ มีการระบายน้ำ ในห้วงเวลาที่เหมาะสมนะครับ โดยให้เกิดความสูญเสีย หรือเสียหายน้อยที่สุดนะครับ

    อย่าไปเชื่อว่าใครจะทำไม่ให้ท่วมได้เลย เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าบางพื้นที่เป็นพื้นที่ต่ำนะครับ พวกเราหลายคนก็มีความลำบากมากขึ้น เพราะหลายคนอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง ในพื้นที่ลุ่มต่ำนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องไปดูในเรื่องของที่อยู่อาศัย ในเรื่องของผังเมือง ซึ่งก็เดือดร้อนทุกคนนะครับ ทุกคนก็ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เราก็ต้องพยายามหาวิธีการนะครับ รัฐบาลก็ไม่เคยหยุดคิดตรงนี้

    ขอให้เข้าใจด้วยนะครับ อันนี้ทำก่อน อันนี้ทำหลัง เอาอันหลังมาทำก่อน เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณานะครับ จากข้อมูลที่เรามีอยู่ แล้วก็สอดคล้องกับความเร่งด่วนของปัญหา หาแนวทางใหม่ๆ นะครับ วันนี้เราก็ศึกษามาแล้วนะครับ แต่ยังไม่สำเร็จเรียบร้อย 100% นะครับ เพราะต้องผ่านขั้นตอนอีกเยอะแยะ ในเรื่องของการเยียวยา แผนการเยียวยา งบประมาณ

    ในเรื่องของการทำแนวทางศึกษาแนวทางขุดคลองเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดนะครับ เช่น เราก็มีการศึกษาการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยานะครับ เพื่อระบายน้ำหลากบริเวณ บางบาล และบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาระยะทาง 22 กิโลเมตร ตามแนวทางพระราชดำรินะครับ

    เรื่องที่ 2.เรื่องการบริหารจัดการน้ำนั้น เราก็ต้องพิจารณาทั้งในเรื่องของ “พื้นที่ เวลา และฤดูกาล” พร้อมๆ กันภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ตะวันออก ตะวันตก นะครับ เช่นขณะนี้ทุ่งบางระกำ ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จ.นครสวรรค์ลงมา ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกพืช ขอบคุณพี่น้องเกษตรกรนะครับ ที่ทำการในห้วงปีนี้เพื่อให้ทันเวลาในการเพาะปลูก ทันเวลาในการเก็บเกี่ยว แล้วพร้อมเตรียมพื้นที่ที่เป็น “ทุ่งรับน้ำหลาก” ซึ่งวันนี้รับน้ำได้มากกว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ

    หรือภาคใต้ที่มีฝนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงนี้ ในช่วงเดียวกันในปีที่แล้วนะครับ ก็ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีฝนลดลง เพราะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เป็นต้นนะครับ ในปัจจุบัน 3 ปัจจัยดังกล่าวนั้นจะมีความเชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพ การหาเลี้ยงชีพของพี่น้องเกษตรกรนะครับ ปริมาณผลผลิตทางการเกษตร ความต้องการของตลาดนะครับ

    ราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องบริหารจัดการในภาพรวมพืชเกษตรทั้ง 6 ชนิดนะครับ เราต้องดูทั้งการใช้น้ำนะครับ ผลผลิต ต้นทุนการผลิต ผลผลิต ราคา และตลาด ในเวลาเดียวกันด้วยนะครับ เรามองทุกมิตินะครับ มองอันใดอันหนึ่งไม่ได้

    ถ้าจะมองต้นทางอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมองตรงกลาง เพราะเป็นผู้ที่แปรรูป ส่งออก อะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วก็การตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องบริหารแบบนี้นะครับ ก็ยังมีปัญหาอยู่เลย ขนาดลงรายละเอียดแบบนี้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องให้ทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ ก็อยากให้ทุกคนมีรายได้ อยากให้ทุกคนเพาะปลูกพืชอย่างที่ตัวเองต้องการ มีความสุข แต่ติดปัญหาเรื่องธรรมชาตินี่แหละครับ เราต้องปรับให้สอดคล้องกับลมฟ้าอากาศด้วยนะครับ

    3.การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญนะครับ ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ตั้งสำนักงานบริหารจัดการน้ำอะไรต่างๆ ที่ชัดเจน แต่เราก็มีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำโดย คสช.นะครับ ซึ่งผมก็เป็นผู้สั่งการเองมาโดยตลอด เอาแผนงาน โครงการ แผนคน แผนเงิน แผนงบประมาณ ของทุกกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้องเรื่องน้ำมาบูรณาการ แล้วก็อนุมัตินะครับ ในคณะกรรมการนี้

    แล้วก็นำเข้า ครม. เพื่อจัดสรรงบประมาณ ก็ทำอย่างนี้มาตลอด วันนี้ก็ได้มีการจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการน้ำ ในสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วนะครับ ทั้งนี้ เพื่อจะทำงานให้สมบูรณ์ขึ้น ทั้งมีในส่วนของระบบข้อมูลสารสนเทศ มีอยู่หลายหน่วยงานด้วยกันนะครับ จะต้องมากรุ๊ปปิ้งกันให้ได้ เพื่อการทำงานนะครับ ทั้งเพื่อนำไปสู่การแสวงหาข้อตกลงใจ นำเข้าสู่การตกลงใจ และสั่งการนะครับ อีกทั้งเราต้องมีการจัดทำระบบงานที่ประสานสอดคล้องต้องกันนะครับ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีทั้งการพยากรณ์ลมฟ้าอากาศได้ สามารถแจ้งเตือน สามารถระดมทรัพยากรและเครื่องมือ เครื่องจักรกลต่างๆ

    ในช่วงฤดูฝนปีนี้ ประเทศไทยได้รับอิทธิพล จากพายุโซนร้อนตาลัสและเซินกานะครับ พายุไต้ฝุ่นทกซูรี และพายุดีเปรสชัน ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนมีปริมาณใกล้เคียงกับปี 2554 คืออย่าไปวัดว่าน้ำระบายเท่าไร ปีนี้ ปีโน้นเท่าไร ไปดูปริมาณฝนที่ตกลงมานะครับ นั่นคือปริมาณที่เราเรียกว่า ใกล้เคียงกัน หรือมาก-น้อยนะครับ

    ก็ไปดูตัวเลขตรงนี้แล้วกัน อย่าไปมองว่ามีหลายคนเขาบอกว่า น้ำปีนี้เท่านั้น น้ำปีโน้นเท่านั้น ต่างกันจากหมื่น กับพัน อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่หรอกครับ ผมว่าต้องไปวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา เพราะตกลงมาแล้วนี่ หนึ่งก็คือตกลงไปในเขื่อนนะครับ ถ้าเขื่อนเต็มก็ต้องระบายลงมา ขณะที่ระบายลงมาข้างนอกฝนก็ตกอีก ก็กลายเป็นน้ำท่านะครับ เป็นน้ำทุ่ง

    พอปล่อยน้ำลงมา เขาเรียกว่าเป็นน้ำท่า ไหลลงมาตามคันคลองชลประทาน หรือนอกเขตชลประทานบ้าง ตามพื้นที่ต่ำ แล้วก็น้ำทุ่งที่ฝนสะสมมา ก็มาไหลรวมกันอีก ก็ลงร่องตรงกลางที่ต่ำสุดนะครับ ปริมาณน้ำก็เลยมากขึ้นทั้งสองอย่าง ต้องดูปริมาณน้ำนี่ด้วยนะครับ ฝนตกเติมลงมาในนั้น น้ำทุ่งนะ น้ำทุ่ง น้ำท่า น้ำท่ามาจากน้ำฝน ทั้งหมดมาจากฝนหมดนะครับ ทั้งช่วงก่อนและระหว่างที่มีน้ำเหนือไหลลงมาอีกนะครับ จากการระบายน้ำ หรือการไหลลงมานะครับ จากภาคเหนือมาภาคกลาง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วก็อาจจะส่งผลกระทบสร้างความเสียหายกับประชาชนบางส่วนนะครับ เนื่องจากระบบบริหารจัดการน้ำ เรายังไม่สามารถทำครบระบบได้ในเวลานี้นะครับ หลายๆ อย่างก็ทำมาแล้ว แต่ต้องเป็นโครงการต่อเนื่อง ระยะยาว ตามความจำเป็น ตามงบประมาณนะครับ ปัจจุบันก็ถือว่าเราควบคุมได้นะครับ แล้วก็ไม่ขยายตัวเป็นวงกว้าง อาทิ...

    1.การดำเนินการก่อนน้ำมา เราก็ได้มีการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำ แก้มลิง จำนวนไปแล้วกว่า 5,000 โครงการนะครับ ทั่วประเทศ แล้วรับน้ำไว้ได้ราว 1,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ทำไปแล้วนะครับ การทำแผนการระบายน้ำ ในช่วงฤดูฝน โดยอาศัยข้อมูลทางสถิติ มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลางนะครับ เพื่อจะรู้ว่ามีน้ำเท่าไร เกินหรือยัง จะระบายได้ครั้งละเท่าไร หรือวันละเท่าไร เหล่านี้มีแผนทั้งหมดนะครับ

    การปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกพืชนะครับ ซึ่งก็เป็นการคาดการณ์จากข้อมูลเดิมที่มีอยู่ เราก็สามารถที่จะกำหนดได้ว่า ทุ่งนี้ ทุ่งโน้น จังหวัดโน้น จังหวัดนี้ จะปลูกกันยังไง ถ้าปลูกพร้อมกัน เวลาเดียวกัน บางทีก็มากเกินไป น้ำก็น้อยเกินไป ทำนองนี้นะครับ ถ้าเราปลูกลดหลั่นลงมาตามน้ำที่เราระบายออกมาได้ ไหลลงมาได้ในระบบชลประทาน และนอกเขตชลประทาน

    ก็สามารถที่จะชะลอปริมาณการออกสู่ตลาดนะครับ ได้น้อยลง ราคาก็สูงขึ้น ออกมาพร้อมๆ กันราคาก็ตก เป็นเรื่องของการตลาดนะครับ วันนี้เราได้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการปลูกพืชในหลายพื้นที่ด้วยกัน อาทิ ทุ่งบางระกำ เราก็สามารถให้เป็นทุ่งรับน้ำหลากได้ดังที่กล่าวมาแล้วนะครับ เรื่องของการกำจัดวัชพืช ขยะ และสิ่งกีดขวางทางน้ำในทุ่งเจ้าพระยา

    แม้กระทั่งในกรุงเทพมหานครก็ตามนะครับ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลต่างๆ ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็เตรียมการมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ก็ใช้ไปมากมายนะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้เสียหายมา แล้วถึงเวลาจะใช้ก็ใช้ไม่ได้ ผมได้มีการเตรียมการมาล่วงหน้าแล้ว เดี๋ยวเราก็ต้องเตรียมเคลื่อนย้ายอุปกรณ์เหล่านี้ไปช่วยภาคใต้ต่อนะครับ ก็ไม่ได้หยุดกัน เจ้าหน้าที่นะครับ

    เรื่องที่ 2.การดำเนินการระหว่างที่น้ำมา อันแรกนั่นป้องกันเตรียมการ อันที่ 2 นี่ เมื่อน้ำมาแล้ว เราก็ต้องมีการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน แหล่งเก็บกัก อ่างเก็บน้ำ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพราะว่าอย่าลืมว่าบางเขื่อน บางอ่างนะครับ บางทำนบกั้น ก็ทำมาเป็นเวลานานหลายสิบปีมาแล้ว ย่อมมีการเสื่อมสภาพอยู่บ้าง

    แต่เราก็ไม่ทราบหรอกครับ จนกว่าน้ำจะมีปริมาณมากผิดปกติ อาจจะมีแรงดันเจาะทำให้เกิดช่องว่างในการที่จะขยายให้น้ำไหลท่วมลงมา ที่เราต้องไปแก้ไขนี่ไงครับ บางพื้นที่นั้นสร้างมาเป็นเวลานานแล้วนะครับ ของใหม่เราก็ต้องระมัดระวัง สร้างให้ดีที่สุดนะครับ แล้วเราก็ต้องให้ความสำคัญ สร้างความสมดุลในเรื่องการเติมน้ำ การพร่องน้ำ การหน่วงน้ำ การจัดจราจรน้ำ ทุกลุ่มน้ำ ในภาพรวมทั้งระบบนะครับ เหนือ กลาง ใต้ ตะวันตก ตะวันออกนะครับ

    การตัดยอดน้ำเข้าทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อจะทำหน้าที่แก้มลิง ที่ได้เตรียมไว้ อันนี้ต้องขอขอบคุณจริงๆ นะครับ ในการเสียสละของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เหล่านั้น โชคดีที่เขาเก็บเกี่ยวไปได้มากนะครับ ก็เสียหายแต่เพียงเล็กน้อย ที่ต้องรับผลกระทบแทนส่วนรวมนะครับ ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับปฏิทินเกษตรกรรม และการส่งน้ำให้สอดคล้องกันด้วย

    เรื่องของการทำประมง ผมคงไม่ไปบอกให้ทำประมงในระหว่างน้ำท่วม หมายความว่าถ้าน้ำมันท่วมแล้วหลังจากนั้นมันปลูกพืชไม่ได้ น้ำมันท่วมอยู่ ก็ต้องหาวิธีการ อย่างเช่น ปล่อยน้ำเข้าทุ่งครั้งนี้ครับเราก็ปล่อยปลาไปด้วย ในช่วงที่น้ำยังขังอยู่ปลาก็โตขึ้นเรื่อย เราก็ใช้บริโภค ขายบ้าง อะไรบ้าง นี่เขาเรียกประมงที่ผมพูด ไม่ได้ว่าหมายความว่าให้ทำประมง แล้วน้ำท่วมประมงหมด อะไรทำนองนี้ บิดเบือนทุกอัน อันนี้ผมรับไม่ค่อยได้ พยายามทำความเข้าใจหน่อย ผมก็บอกไปคิดดูแล้วกัน

    ขั้นตอน ที่ 3.การฟื้นฟูและเยียวยา ซึ่งต้องดำเนินการโดยด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ช่วงนี้ก็ต้องมาดูซิว่า หลังจากน้ำท่วมไปแล้ว ซ่อมบ้านจะทำยังไง ถนนเสียหายทำยังไง เกี่ยวกับเรื่องการเกษตรจะทำยังไง ก็ได้มอบหมายให้ทุกกระทรวง ทบวง กรมไปพิจารณา มาตรการการเงิน การคลัง มาตรการทางภาษี เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว และสามารถอยู่ได้ไปพลางก่อนเพื่อจะรอการเพาะปลูกในครั้งต่อไป

    มันถึงต้องหาอาชีพเสริมไง หากทุกคนมีอาชีพทางการเกษตรเพียงอย่างเดียวผมว่ามันอยู่ลำบากนะ วันนี้และวันหน้า ทุกมาตรการนะครับ เงินบริจาคที่หลายคนบริจาคมาจะได้รับการลดภาษีตามสัดส่วน สำหรับประชาชนที่เดือดร้อน ใครที่เดือดร้อน ใครที่เสียภาษีก็ได้รับการดูแลตรงนั้นด้วยอยู่แล้วนะครับ

    พี่น้องประชาชนที่รักครับ อีกเรื่องหนึ่ง เป็นที่น่ายินดีที่ธนาคารโลกได้จัดอันดับ “ความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของไทย” หรือ Doing Business ในปีนี้ ดีขึ้นมากถึง 20 อันดับ คือ จากอันดับที่ 46 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 26 จาก 190 ประเทศทั่วโลก เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดที่ไทยเคยได้รับ และไทยยังเป็นประเทศที่มีพัฒนาการดีที่สุด เป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยนะครับ

    โดยมีตัวชี้วัดที่ปรับดีขึ้น 8 จาก 10 ตัวชี้วัด โดยเฉพาะในเรื่องของการเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งความสำเร็จอย่าง “ก้าวกระโดด” ในครั้งนี้ ทำงานอย่างหนักนะครับ รัฐบาลนี้ทำทุกเรื่อง อยู่หลายประเด็น หลายกฎหมาย ซึ่งต้องแก้ไข เพื่อจะทำให้การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจนั้นง่ายขึ้น (Ease of doing business) ทั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ “กลไกประชารัฐ” มาช่วยกันทำตรงนี้

    อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองเห็นแต่เพียง “ตัวเลขอันดับ” หรือตัวเลขความน่าเชื่อถือเท่านั้นที่ดีขึ้น ผมมองไปถึง “โอกาสทางเศรษฐกิจ” เราก็จะสดใสขึ้น ที่ไม่เพียงจะส่งผลดี เฉพาะแต่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็กก็ได้นะครับ จะได้ผลตรงนี้ด้วยเพราะมันเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพราะว่าผมเคยพูดอยู่เสมอว่า “ทุกคนอยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน”

    ภาพสุดท้ายที่ผมเห็น คือ ทุกคนในสังคมมีความสุข และไม่มีปัญหาเรื่องปากท้อง ปัญหาสังคมก็จะลดลง ความอบอุ่นในครอบครัวก็จะมากขึ้น อาชญากรรมลดลง ยาเสพติดลดลงนะครับ ทุกคนก็มีศีลธรรม มีคุณธรรม จริยธรรมมากยิ่งขึ้น สังคมก็สงบสุข ประเทศชาติก็จะสงบสุข
    พี่น้องประชาชนทุกท่านครับ คงจะเห็นแล้วว่า “การพัฒนา”เราต้องทำพร้อมๆ กัน “การปฏิรูป” ต้องทำต่อเนื่อง ในส่วนที่ประชาชนยังไม่เข้มแข็ง รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือ ในส่วนที่พอช่วยตัวเองได้ ก็ส่งเสริมให้สามารถพัฒนาตนเองต่อไปและในส่วนที่ยืนบนขาตัวเองได้ ก็ต้องมองย้อนกลับมา แล้วยื่นมือมาเกื้อกูลกันต่อไปนะครับ

    ตัวอย่างเช่น “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม” ที่ผมริเริ่มไว้ 3 ปีมาแล้ว เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าจากเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายย่อย ถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งยังมีการจับคู่ทางธุรกิจ, การบริการแหล่งเงินทุน, การเสริมความรู้ ทั้งการผลิต การแปรรูป และการตลาด ก็คือตั้งแต่ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทาง นั่นเอง

    ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เป็นเวลา 3 ปีแล้ว มียอดการจำหน่ายสินค้าในตลาดฯ กว่า 1,100 ล้านบาท มียอดการสั่งซื้อสินค้าอีกกว่า 720 ล้าน มีผู้ประกอบการ-ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมในโครงการนี้มากกว่า 7,000 ราย สำหรับเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็น “ตลาดเกษตร เกรดพรีเมียม” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 6-26 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเน้นสินค้าเกษตรคุณภาพและได้มาตรฐาน อาทิ สินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP หรือเกษตรปลอดภัย

    สินค้าอินทรีย์ หรือออร์แกนิกไทยแลนด์, สินค้าที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI, สินค้าแปรรูป ที่ใช้วัตถุดิบจากสินค้าอินทรีย์ รวมทั้งสินค้าคุณภาพมาตรฐานจากแปลงใหญ่, จากโครงการข้าวครบวงจร, จาก Young Smart Farmer, จากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ เป็นต้นครับ

    ทั้งนี้ ตลาดคลองผดุงฯ ซึ่งถือเป็น “ตลาดต้นแบบ” สำหรับการขยายผลสู่ “ตลาดนัดชุมชน 4.0” ทั่วประเทศ และ “ตลาดประชารัฐ” ที่กำลังจะเปิดให้บริการ ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

    ซึ่งดำเนินงานในรูปแบบประชารัฐ เพื่อส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ตลาดใหม่ รวมทั้งขยายพื้นที่ตลาดเดิม สำหรับรองรับการจัดจำหน่ายสินค้าให้กระจายตัวอย่างทั่วถึง

    สามารถสนับสนุนให้พี่น้องประชาชน เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงกลุ่มอาชีพต่างๆ ได้มีโอกาสค้าขายมากขึ้นลดต้นทุนทางการตลาด และเปิดโอกาสให้กับผู้ค้ารายใหม่ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้น แบ่งออกเป็น 9 ประเภท ได้แก่...

    1.ตลาดประชารัฐ Green Market ขององค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นการขยายพื้นที่ตลาดเดิม สามารถรองรับผู้ค้ารายใหม่ได้กว่า 800 ราย

    2.ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ของกรมการพัฒนาชุมชน จำนวน 2,000 กว่าแห่ง เป็นการขยายตลาด เพื่อเพิ่มกลุ่มผู้ค้าในชุมชนและเกษตรกร ได้มีโอกาสนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น รองรับผู้ประกอบการ ประมาณ 20,000 กว่าราย

    3.ตลาดประชารัฐท้องถิ่นสุขใจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกว่า 3,800 แห่ง เป็นการบริหารจัดการพื้นที่ตลาดเดิม เปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ค้าหาบเร่และแผงลอย ได้เข้ามาทำการค้าขายในพื้นที่ รองรับผู้ประกอบการ ประมาณ 40,000 กว่าราย

    4.ตลาดประชารัฐ กทม.คืนความสุข 14 แห่ง เป็นการหาพื้นที่ให้แก่ผู้ประกอบการที่เดือดร้อน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ค้าขาย รองรับกลุ่มผู้ค้ารายใหม่กว่า 10,000 ราย

    5.ตลาดประชารัฐของดีจังหวัด ดำเนินการโดยจังหวัดและบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จังหวัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ซึ่งเป็นการจำหน่ายสินค้าที่มีความโดดเด่นในพื้นที่ เช่น สินค้าตามฤดูกาล ณ สถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นต้น

    6.ตลาดประชารัฐ Modern Trade ของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด โดยการเพิ่มพื้นที่ตลาดในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ภายในจังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้กับเกษตรกรได้นำสินค้าไปขายในราคาค่าเช่าถูก หรือไม่เสียค่าใช้จ่าย

    7.ตลาดประชารัฐของดีวิถีชุมชน ธ.ก.ส.ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยเพิ่มพื้นที่ให้กับผู้ค้ารายใหม่ในตลาดนัดของ ธ.ก.ส.ที่มีอยู่ 147 แห่งทั่วประเทศ

    8.ตลาดประชารัฐต้องชม ของกระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นการส่งเสริมด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นการค้าขาย เช่น ตลาดน้ำ ตลาดแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

    และ 9.ตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรมถนนสายวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม เป็นการส่งเสริมการตลาดสินค้าเชิงวัฒนธรรม เช่น การจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม การสาธิต และการให้บริการทางวัฒนธรรม เป็นต้น

    ซึ่งในการขับเคลื่อนโครงการตลาดประชารัฐ จะใช้กลไกของ “ศูนย์ดำรงธรรม” ที่มีอยู่ทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอ เป็นสถานที่รับลงทะเบียนให้กับผู้ที่ประสงค์จะมีพื้นที่ค้าขายได้ลงทะเบียน เพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 10-30 พฤศจิกายนศกนี้

    โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามช่องทางในการประชาสัมพันธ์บนหน้าจอนะครับ ทั้งนี้ “ตลาดประชารัฐ” ที่กล่าวมาทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวม 6,523 แห่งทั่วประเทศ ผมจึงขอเชิญชวนผู้ประสงค์พื้นที่ค้าขายลงทะเบียนเพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการต่อไป ถ้าเราไม่ได้สมัครก็ไม่ได้เข้ามา จะไปร้องเรียนข้างนอกอีกมันก็ไม่ได้นะครับ

    ทั้งนี้ ก็เพื่อจะร่วมกันสร้างโอกาส เพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มผู้ค้ารายใหม่ ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น รัฐบาลคาดว่าจะเปิดพร้อมกันได้ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ครับ

    สุดท้ายนี้ผม รัฐบาล และ คสช.จะพยายามใช้เวลาที่มีอยู่ทำงาน พร้อมสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ยังมีคนไทยที่มีความทุกข์อยู่มาก โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งค่าครองชีพสูงกว่ารายได้

    เราต้องพัฒนาทั้ง 2 ด้าน ต้องปรับเปลี่ยน ต้องหารายได้เพิ่ม และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เช่น การเริ่มต้นลดหนี้ ลดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ต้องสร้างฐานะให้มั่นคง โดยต้องพัฒนาตนเอง เพิ่มพูนความรู้ ปรับเปลี่ยนตามโลก เพื่อไปสู่สิ่งที่ดี ที่ยั่งยืนกว่า ไม่ใช่ความสุขที่ฉาบฉวย ลวงตา หรือ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว”

    รัฐบาลกำลังหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือทุกคนอย่างต่อเนื่องให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ สำหรับการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เราจะมีอยู่ 3 ลักษณะ ด้วยกันที่ทำมาโดยตลอด คือ

    (1) เพื่ออยู่รอด เช่น บัตรผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้ทุกคนสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง จากนั้นก็พัฒนาไปสู่ความเข้มแข็ง มีโครงการ มีอะไรต่างๆ ขึ้นมา นำไปสู่..

    (2) สู่ความพอเพียง นอกจากอยู่รอดแล้วต้องเข้มแข็งไปด้วย จากนั้นก็พัฒนาต่อไปให้..

    (3) เข้มแข็งพอจะดูแลประเทศชาติ บ้านเมืองและผู้อื่นได้ ก็กลับมาช่วยในเรื่องของภาษี ก็อยากให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งหมด ความร่วมมือช่วยเหลือกันจากกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง และรายได้สูงมาช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ไม่ขัดแย้ง เราก็จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ

    อีกเรื่องหนึ่ง ที่จำเป็นต้องพูดทำความเข้าใจ ขอความร่วมมือ กับพี่น้องประชาชน คือการกระทำสิ่งใดๆ ก็ตามวันนี้ หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เราก็ต้องเอาสิ่งดีๆ เหล่านั้นมาขับเคลื่อนต่อ เราต้องคำนึงถึงผู้อื่น อาทิ การทิ้งขยะของทุกคน มันควรจะทิ้งยังไง จัดระเบียบที่ไหน คัดแยกอย่างไร อันนี้ทุกคนช่วยกันได้ทันที ทำเถอะครับ

    อย่าให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ต้องมาเก็บทุกวันๆ เก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมดเพราะทิ้งไม่ตรงที่ตรงทางเหมือนเดิม ต้องแก้ไขที่คนทิ้ง ไม่ใช่แก้ไขคนเก็บ คนเก็บก็ต้องพัฒนาให้ได้ เก็บเป็นที่เป็นทาง ต้องขนไปทิ้งให้ถูกที่ ไปทำประโยชน์

    อีกเรื่องก็คือว่า เรามีสถานที่ที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมเราเป็นจำนวนมาก โบราณสถาน การไปเยี่ยมชม ดูงาน อะไรต่างๆ เราต้องไม่ทำลายศิลปวัฒนธรรมเหล่านั้น สิ่งของอันทรงคุณค่าที่ต้องรักษาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ดู ไม่ใช่ดูแล้วก็หักก็เก็บเอาไปเป็นของส่วนตัว อันนี้ไม่ได้นะครับ

    คนไทยต้องมีวัฒนธรรม วัฒนธรรมของเรา เราต้องรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นปฏิมากรรม โบราณวัตถุต่างๆ ขอให้ดูแต่ตา บางอย่างสัมผัสไปมันก็สึกหรอ บางอย่างก็ไม่สวยงาม สีก็หมองไป หรือเก็บไปเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นอิฐหิน ก้อนหิน ชิ้นส่วนอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ เวลาไปดูแล้วชอบไปเด็ดไปเก็บ ถือไว้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ทำนองนี้

    อย่าลืมนะครับผมขอร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การชมนิทรรศการที่ ที่จัดให้ดูในเรื่องของงานพระราชพิธีพระเมรุมาศ เหล่านี้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกรุณาอย่าไปหยิบของ หยิบอะไรต่างๆ กลับไปเลยนะครับ เอาเป็นของส่วนตัวไม่ดีหรอกครับ ต้นไม้ต่างๆ ก้อนหินทุกก้อน อะไรต่างๆ คงสภาพไว้เถอะครับ เพราะว่าเราต้องเก็บไว้ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ในโอกาสต่อไป ถ้าพังเสียหายทั้งหมด มันก็ไม่มีให้ดู ไม่มีให้ทำ ขอบคุณนะครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น