ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม : สะเทือนไทยทั้งแผ่นดิน

  • Wednesday, November 8, 2017 - 10:07

    เมื่อโครงการ “วิ่งคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ / เบตง-แม่สาย / 1 พ.ย.-25 ธ.ค.60” ของตูน บอดี้สแลม ประกาศออกไป มีปฏิกิริยาออกมาทั้งทางบวกทางลบ

    คนหนึ่งเป็นคอลัมนิสต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

    “ใครอยากจ่ายให้พี่ตูนตามสบายนะครับ แต่ในสภาพนี้อย่าว่าแต่สิบบาทเลย พี่ตูนจะไม่ได้เงินจากผมแม้แต่บาทเดียว ถ้าพี่ตูนอยู่ถ้ำ ไม่รับข่าวสารว่าใครเอาภาษีเราไปช็อปปิ้ง ฮ. เรือดำน้ำ ฯลฯ แต่บอกไม่มีเงินมาบำรุงคุณภาพชีวิตคนในชาติ ผมจะไม่ว่าเลย นี่ตกท่อมาก็แล้ว วิ่งมากี่รอบแล้ว ข่าวช็อปปิ้งอาวุธมากี่รอบแล้ว ยังคิดไม่เป็นอีกว่า ต้องขอเงินใคร จะโง่ไปถึงไหนครับพี่ ว่าการวิ่งของพี่ตูน มันคือการกลบปัญหาให้รัฐบาลทหารตอบสนองพวกสลิ่มในทุ่งลาเวนเดอร์ไปวันๆ แต่แก้ปัญหาระยะสั้น แต่ระยะยาว ไม่ได้แก้อะไรเลย”

    คนที่เอาข้อความนี้ไปแชร์ต่อ เป็นศาสตราจารย์ อดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยพิมพ์ข้อความสั้นๆ ไทยอังกฤษว่า “โลกสวยๆ What a beautiful world!” (อ้างอิง มติชนออนไลน์ 19 ต.ค.60)

    นับว่าเป็นคำปรามาสที่ควรแก่การถกเถียงยิ่งนัก ขณะที่ตูนตอบคำถามผ่านเฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อว่า “Ken Nakarin” เมื่อถูกถามว่า ท้อไหมที่ถูกวิจารณ์อย่างนี้

    ตูนตอบประโยคสั้นๆ ว่า “ไม่มีครับ ผมชอบทำมากกว่าพูด”

    และแล้ว ตูนก็ทำตามคำพูดของตน เริ่มวิ่งจากเบตง ใต้สุด ไปถึงแม่สาย เหนือสุดของประเทศ เป็นระยะทาง 2,195 กิโลเมตร ระดมทุนให้ได้ 700 ล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์สำหรับโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ สำหรับช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ขาดแคลนเครื่องช่วยชีวิตในยามฉุกเฉิน

    ขบวนวิ่งด้วยแรงใจ แรงกาย แรงขา ของตูนกับเพื่อนๆ เคลื่อนออกจากเบตง สู่ที่หมายอย่างมุ่งมั่น ผ่านบ้านเรือน ผ่านชุมชน ผ่านป่าเขา ผ่านแดด ลม หนาว ฝน อย่างไม่พรั่น
    ขอแสดงความเห็น ณ ที่นี้ว่า

    1.ผู้วิจารณ์ทั้ง 2 คน มองไม่เห็นหรือว่า บนเส้นทางผ่าน มีผู้คนนับร้อยนับพันหิ้วน้ำมาให้ เอาอาหารเอาผลไม้มาให้ ระดมเงินมาสมทบ

    ปฏิกิริยาของผู้คนต่อขบวนวิ่ง คือน้ำใจต่อน้ำใจ คือรอยยิ้มต่อรอยยิ้ม คือแรงใจต่อแรงใจ ทุกแววตาและทุกหัวใจ ที่มีปฏิสัมพันธ์ล้วนแล้วแต่ก้าวข้ามความเชื่อทางศาสนา ไปพ้นจากสีเสื้อ ไม่คำนึงถึงเพศ วัยและอาชีพ ทุกคนมีจิตหนึ่งใจเดียวกันที่จะทำความดีร่วมกัน โดยมี ตูน บอดี้สแลม เป็นศูนย์รวมเจตนารมณ์ร่วมที่มีพลังและมีคุณค่ายิ่ง

    2.ผู้วิจารณ์ทั้ง 2 คน ไม่เข้าใจหรือแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจว่า สิ่งที่ตูนและเพื่อนออกเหงื่อลงแรงทำนั้น มันไม่เกี่ยวไม่ข้องอะไรด้วยเลยกับการซื้อ ฮ. หรือเรือดำน้ำใดๆ เลย และก็ไม่ได้มุ่งหมายกลบข่าวรัฐบาลทหารซื้ออาวุธอะไรด้วย ไปเอามาเกี่ยวโยงกันอย่างไร มันไม่ได้มีความเป็นเหตุเป็นผลต่อกันใดๆ ทั้งสิ้น

    การซื้ออาวุธจะถูกจะผิดก็ต้องไปเรียกร้องเอากับองค์กรตรวจสอบทั้งหลาย เช่น ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สื่อมวลชน หรือองค์กรตรวจสอบอื่นๆ ที่มีหน้าที่ ตูน บอดี้สแลม ต้องการระดมพลังการทำบุญร่วมกันด้วยเหงื่อแรงจริงๆ ของตน แล้วจะเอาเรื่องซื้ออาวุธมาโยนบาปใส่ตูน ลองถามตัวเองดูซิว่า ใครกันที่จับแพะชนแกะอย่างสับสน

    3.ถ้าบอกว่า “จะโง่ไปถึงไหนครับพี่” ตามที่โพสต์ไว้ แล้วผู้คนนับพันนับหมื่นนับแสน กระทั่งนับล้านที่มีใจร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถึงกับลงขันกันนับใกล้ร้อยล้านเช่นนี้ แปลว่าพวกเขาล้วนโง่เง่าไปด้วยกันกับตูนทั้งหมดหรืออย่างไร

    ใครกันแน่ที่โง่กว่า

    4.ผู้วิจารณ์ทั้ง 2 คน จะมองให้ไกลกว่านี้ได้ไหมว่า ปรากฏการณ์ตูน บอดี้สแลม ไม่เพียงแต่จะได้เงินจำนวนหนึ่งมาช่วยชีวิตผู้คนที่ 11 โรงพยาบาลเท่านั้น แต่มันได้สร้างผลสะเทือนทางใจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นมาบนผืนแผ่นดินไทย

    สะท้อนให้เห็นว่า พลังแห่งความดีงามนั้น มีผู้คนยอมรับ ซาบซึ้งและพร้อมใจจะสืบทอด

    ถ้าไม่เชื่อลองมาอ่านเฟซบุ๊กของ นายภาคภูมิ ประทุมเจริญ ที่เล่าให้ฟังว่า อารีเป็น กามาอูเซ็ง หรือชื่อเรียกว่า แบเอง อายุ 25 ปี เป็นคนพิการมือเท้ามาแต่กำเนิด ต้องนั่งรถวีลแชร์ตลอด วันนี้แบเองมารอพี่ตูนด้วยหัวใจตื่นเต้น เพราะบอกว่า “เคยมีความฝันเล็กๆ ว่าอยากไปดูพี่ตูนเล่นคอนเสิร์ตเพลงแสงสุดท้าย เพื่อจะได้อยู่ร่วมเหมือนคนอื่นๆ ที่เคยเห็นคนมากมายดูผ่านยูทูบ แต่เมื่อย้อนดูตัวเอง ก็สารภาพว่าไกลเกิน”

    แบเองเล่าว่า หลังจากเสร็จละหมาดเวลาตี 5 เขาขอให้คุณแม่ช่วยเข็นวีลแชร์ออกมารอพี่ตูนอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม พร้อมกำเงินที่ตัวเองเก็บไว้มารวบรวมกับเพื่อนบ้านเพื่อเตรียมส่งให้พี่ตูน แล้วทั้งคู่ก็ได้เจอกันสมความปรารถนา
    ภาคภูมิ ประทุมเจริญ เขียนบันทึกว่า

    “นอกจากภาพถ่ายที่แบเองภาคภูมิใจ เปิดดูแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คงเป็นคำพูดสั้นๆ ที่พี่ตูนพูดออกมาจากใจให้หนุ่มพิการคนนี้ว่า “สู้ๆ นะครับ ผมไปก่อนครับ สู้ๆ นะครับ” 10 นาทีผ่านไป พี่ตูนวิ่งผ่านไปเกือบกิโล แบเองยังคงก้มหน้าก้มตาดูภาพถ่ายแทนความทรงจำ แม่ของแบเองกำลังจะเข็นรถกลับบ้าน จู่ๆ แบเองก็หันมายิ้มกับผมแล้วพูดขึ้นว่า เจอพี่ตูนวันนี้ ผมจะไม่ท้อแท้กับชีวิตแล้วครับ”

    ขอถามผู้วิจารณ์ทั้ง 2 คน ไว้ ณ ที่นี้ว่า คุณประเมินแววตาและรอยยิ้ม ตลอดสองข้างทางผ่านอย่างไรหรือ

    นับถึงวันนี้ ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม สะเทือนทั่วแผ่นดินไทย ก็พบแล้วว่าหัวใจของตูนยิ่งใหญ่เหนือคำครหาใดๆ.

    หมายเหตุ: ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม : สะเทือนไทยทั้งแผ่นดิน เขียนโดย "ประสาร มฤคพิทักษ์"

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น