ยกเครื่อง "ครม.” เพิ่มเรตติ้ง

  • Thursday, November 9, 2017 - 00:00


    ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจสำหรับผลสำรวจความนิยมของประชาชนที่มีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ จากผลสำรวจของซูเปอร์โพลที่พูดถึงหัวข้อการทำงานของคณะรัฐมนตรีทหาร พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 71.4 เห็นว่าควรปรับคณะรัฐมนตรีที่แก้ปัญหาเร่งด่วน ได้แก่ ทีมเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ หนี้สิน และแรงงานไทย ทีมสังคม แก้ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และการปรองดองของคนในชาติ ในขณะที่ร้อยละ 28.6 ระบุยังไม่ควรปรับคณะรัฐมนตรี

    ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขเร็วที่สุด พบว่า ร้อยละ 44.4 ระบุปัญหาเดือดร้อนเร่งด่วน ได้แก่ ปากท้อง ค่าครองชีพ ภัยพิบัติน้ำท่วม ยาเสพติด อาชญากรรม ความไม่ปลอดภัย ช่วยเหลือคนไทยมีงานทำ ส่งเสริมธุรกิจออนไลน์ ในขณะที่ร้อยละ 42.9 ระบุปัญหาการเมือง เช่น ความขัดแย้งวุ่นวายภายในรัฐบาล คนใกล้ตัวนายกฯ อยากให้เลือกตั้งเร็วขึ้น ปลดล็อกพรรคการเมือง และร้อยละ 12.7 ระบุปัญหาสังคม เช่น การศึกษา สังคมคุณธรรม ปัญหาเด็กและเยาวชน

    แต่ที่ฮือฮาและสร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย คือ ฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ลดลงจากร้อยละ 78.4 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 52.0 ในการสำรวจล่าสุดครั้งนี้ ทั้งที่หลังจากรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติไปแล้ว คะแนนของพลเอกประยุทธ์เพิ่มขึ้นในระดับคงที่ในห้วงเวลาที่นานพอสมควร จึงถือได้ว่าตัวเลขที่ออกมาครั้งนี้สร้างความหวั่นไหวให้กับรัฐบาลอยู่ไม่น้อย ทั้งที่หลายครั้งตั้งแต่รายการคืนความสุขให้คนในชาติ เลยมาถึงศาสตร์พระราชาฯ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในผลงานที่ออกมาสู่ประชาชนมาตลอด

    จะโยนว่าเป็นธรรมชาติของโพลที่เมื่อขึ้นสู่จุดที่สูงสุด แล้วการลดระดับความพอใจในทุกเรื่องเป็นเรื่องปกติก็คงใช่ หรือจะมองแบบสูตรสำเร็จว่าคนไทยขี้เบื่อรัฐบาลในทุกเรื่อง ต่อให้มีผลงานแค่ไหนก็ไม่ได้นิยมเพิ่มจากเดิมก็ไม่ผิด แต่โพลดังกล่าวออกมาจากสำนักโพลที่ถูกมองว่าเป็นองค์กรที่สนับสนุนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนั้น ยิ่งไม่มีนัยทางการเมืองในการสร้างประเด็นให้เกิดการโจมตีรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่อย่างใด แต่การสะท้อนผลคะแนนในเชิงการคำนวณตามหลักวิชาการ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้นำรัฐบาล ในการปรับเปลี่ยนตามความพึงพอใจของประชาชน

    แต่อย่าลืมว่าการปรับคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้ง พลเอกประยุทธ์เองก็ไม่สามารถใช้อำนาจของตนเองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับรัฐมนตรีทหาร เพราะมีทั้งพี่ และเพื่อน รวมถึงพวกของพี่ ทำให้งานหลายอย่างที่คาดหวังว่าจะใช้มือไม้ซึ่งไว้ใจได้เข้าไปจัดการ บริหารงานกระทรวง ทบวง กรม แก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม กลับไม่ได้เป็นไปอย่างคิด ที่สำคัญคือ ยากที่จะมีการปรับคนเหล่านั้นออกจากไป เนื่องจากเกรงใจและไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง แต่ขณะเดียวกันการสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งก็เป็นเรื่องจำเป็น

    นายกรัฐมนตรีได้ส่งสารต่อสังคมตลอดมาว่าประชาชนคาดหวังตัวเลือกใหม่แทนนักการเมืองรุ่นเก่าซึ่งหวังแค่คะแนนเสียง ไม่ได้คำนึงถึงประเทศชาติอย่างแท้จริง แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังว่าคนที่ต้องเข้ามาทำงานต้องเป็นคนเสียสละ มุ่งหวังทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ได้หวังแค่ฐานคะแนนเสียงเช่นในอดีต กลายเป็นตรรกะที่ย้อนไปสู่รัฐบาลทหารเอง ที่มีตัวเลือกที่ดีและมีประสิทธิภาพพอ ในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับประชาชนในเรื่องต่างๆ หรือไม่ แต่ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็ไม่กล้ากลืนเลือดตัดคนกันเองทิ้งจากคณะรัฐมนตรีไปได้

    ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าความพึงพอใจของประชาชน และกระแสสังคมมีผลต่อความเข้มแข็งของรัฐบาลทหารและคณะรักษาความสงบแห่งชาติอยู่ไม่น้อย นายกรัฐมนตรีเสียงดังและกล้าใช้อำนาจพิเศษในการสั่งการต่างๆ ก็เพื่อมีประชาชนเป็นหลังอิงในการกล้าที่จะตัดสินใจในเรื่องใดลงไปได้ ผลโพลที่ออกมาย่อมมีผลต่อการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะการปรับทีมงานซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ของประเทศ มองในแง่ดีโพลอาจเป็นเครื่องมือในการทำให้นายกรัฐมนตรีกล้าลงดาบปรับทัพให้สมกับคำพูดที่ตอกย้ำการเลือกคนที่เข้ามาทำงานที่ต่างจากนักการเมืองในอดีต ซึ่งนั่นจะทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลทรงตัวหรือดีขึ้นในอนาคต.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น