มหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์สร้างภูมิคุ้มกัน-รู้เท่าทัน พัฒนาเด็กเล็กให้เติบโตอย่างมีสุขภาวะดี

  • Saturday, November 11, 2017 - 00:00


    “สื่อ” คือตัวช่วยสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ซึ่งปัจจุบันนี้เด็กไทยสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์และใช้งานได้รวดเร็วกว่าวัยอื่นๆ และหากไม่รู้เท่าทันย่อมทำให้เกิดปัญหามากมาย ทำให้สังคมต้องให้ความใส่ใจ ฉุกคิด ดังนั้นการเลือกใช้สื่อสร้างสรรค์ที่มีความเหมาะสมนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการช่วยกระตุ้นประสาทการทำงาน พร้อมปลุกศักยภาพในด้านต่างๆ ในตัวเด็กให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นโอกาสทองแห่งการเสริมทักษะทุกมิติอันเป็นรากฐานของชีวิต

    ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัด “อบรมเชิงปฏิบัติการปฐมนิเทศครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” ระหว่างวันที่ 8-11 พฤศจิกายน 2560 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เพื่อเสริมศักยภาพ เติมความรู้ให้ครูผู้ดูแลเด็กมีความรู้ความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อ กิจกรรม และพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เติบโตอย่างมีสุขภาวะที่ดีครบทุกด้าน และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม พร้อมกับจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เข้าร่วมโครงการ

    ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สน.5) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า โครงการ “มหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2559 มีจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 528 ศูนย์ มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ จำนวน 32,852 คน สำหรับในปีนี้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเข้าร่วม 100 แห่ง และมีครูเข้าร่วมอบรม 120 คน โดยมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์พี่เลี้ยง เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และทักษะในการจัดกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย ขยายผลสู่ศูนย์ใกล้เคียงในพื้นที่

    สำหรับโครงการนี้เกิดขึ้นจากการทำงานเชิงรุกของกลุ่มแผนงานสื่อสร้างสรรค์สุขภาวะ ที่ได้บูรณาการการทำงานของแผนงานทั้ง 3 แผนงาน คือ แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย), แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน และแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ โดย สสส.สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ให้เป็นนักสื่อสารสุขภาวะที่มีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะของเด็กปฐมวัย ด้วยแนวคิดของการสร้าง “พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก” โดยเน้นการสร้างสุขภาวะที่ดี 4 ด้าน (กาย จิต ปัญญา สังคม) ด้วยยุทธศาสตร์ 3 ดี (สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและดึงเด็กออกจากสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ การติดตามเสริมศักยภาพและสร้างแรงบันดาลใจในพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนทุนเพื่อการพัฒนาสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ใน ศพด.

    “จากการประเมินพัฒนาการเด็กที่เข้าร่วมโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปี 2560 ใน 7 ด้าน ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กจากการประเมินพัฒนาการเด็กหลังทำกิจกรรม พบว่า ด้านที่เด็กมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากที่สุดหลังจากได้เข้าร่วมกิจกรรม 4 ลำดับแรก คือ 1.ด้านความสัมพันธ์ ความรู้จักผูกพัน การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีทักษะในการสื่อสาร อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ 2.ด้านอารมณ์ ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ใช้ความรุนแรงมีความเมตตา

    3.ด้านความฉลาดรู้ทางด้านสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางกาย พบว่าเด็กส่วนใหญ่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว และ 4.ความฉลาดรู้ทางด้านสุขภาพ ด้านอาหารและโภชนาการ โดยเด็กๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กส่วนใหญ่ไม่กินขนมขบเคี้ยว ในส่วนของความเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ เห็นได้ชัดว่าคุณครูเห็นคุณค่าและภูมิใจในงานที่ทำ พ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศูนย์ให้มีความพร้อมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและสิ่งสำคัญ คือเด็กๆ มีความสุขที่ได้มาศูนย์และได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่คุณครูจัดขึ้นในทุกวัน” ดร.นพ.ไพโรจน์ เผย

    ขณะที่ นางสาวสายใจ คงทน กลุ่ม We are Happy ผู้รายงานและประเมินภาพรวมการติดตามและพัฒนาศักยภาพโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กล่าวว่า จากรายงานการสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อของเด็กก่อนวัยเรียนและครอบครัวของกลุ่ม we are happy ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์-30 มิถุนายน 2560 จากผู้ปกครองที่มีลูกอายุระหว่าง 2-6 ปี เรียนอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน 4 ภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกรุงเทพฯ จำนวน 2,234 ครอบครัว พบว่า เด็กส่วนใหญ่ ร้อยละ 12.6 ใช้เวลากับการดูรายการต่างๆ จากโทรทัศน์มากที่สุด โดยใช้เวลามากสุด 300 นาที/วัน เวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 50.3 นาที/วัน

    รองลงมาร้อยละ 11.1 ดูวิดีโอ/คลิป บนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ใช้เวลามากสุด 300 นาที/วัน เวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 40.40 นาที/วัน และร้อยละ 10.3 เปิด-ปิดอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้ด้วยตนเอง เด็กก่อนวัยเรียนเริ่มต้นใช้สื่อได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี โดยพบว่ากิจกรรมที่เด็กสามารถทำได้คือ สามารถเปิด-ปิดอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้ด้วยตนเอง ร้อยละ 18.4 รองลงมาคือ ดูรายการต่างๆ จากโทรทัศน์ ร้อยละ 15.6 และเด็กร้อยละ 13.8 ดูวิดีโอ/คลิป บนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงสื่อในลักษณะนี้จะเห็นว่าเด็กเป็นเพียงผู้รับสื่อเท่านั้น

    “จากข้อมูลจะพบว่า เด็กก่อนวัยเรียนและเด็กปฐมวัยมีความสามารถในการใช้เครื่องมือสื่อสารเพื่อออนไลน์ รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง เพื่อเล่นเกม ความบันเทิง มากกว่าเพื่อการศึกษา อีกทั้งเนื้อหาหรือข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตไม่ได้ถูกทำไว้เพื่อรองรับผู้ใช้งานที่อายุน้อยเหล่านี้ ซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเด็กเล็กเข้าสู่การใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้มักจะติดใจกับการใช้งาน รูปภาพ เสียง ดังนั้น เมื่อเด็กใช้เวลากับสื่อมากขึ้นส่งผลด้านลบต่อพฤติกรรมสุขภาพ มีกิจกรรมทางกายน้อยลง บริโภคอาหารตามสื่อโฆษณาที่ได้รับ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของพัฒนาการทางด้านร่างกาย” นางสาวสายใจ กล่าว

    ด้าน นางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย) กล่าวว่า การพัฒนาของเด็กเล็กในช่วงเริ่มต้นวัย 2-6 ปี ถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งด้านอารมณ์และด้านทักษะการรับรู้ทางด้านสมองระบบประสาท การอยู่ร่วมกับคนอื่นที่มีความหลากหลาย มีความสามารถในการปรับตัว ยิ่งในยุค Thailand 4.0 ที่เด็กเติบโตท่ามกลางสื่อเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัว ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ทิศทางในการดูแลปลูกฝังให้เด็กมีสุขภาวะที่ดีนำไปสู่การเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญและควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดย สสส.ได้สนับสนุนให้เกิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3 ดี ต้นแบบ โดยใช้ยุทธศาสตร์ 3 ดี คือ สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี ที่ใช้สื่ออย่างสื่อบุคคล สื่อธรรมชาติ สื่อวัฒนธรรม ซึ่งล้วนแต่เกิดจากการให้เด็กสัมผัสประสบการณ์จริง โดยผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำมาต่อยอดขขยายผลไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศให้นำโมเดลนี้ไปใช้ ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาระบบและนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กสูงสุดด้วย

    ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ FB: มหัศจรรย์ ศพด. หรือ Fanpage Facebook ชื่อมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ https://www.facebook.com/mediaforpreschool สำหรับโพสต์รูปภาพข้อมูลแบ่งปันเรื่องการทำงาน ทำให้กระบวนการทำงานเกิดการขยายผลและต่อยอดความคิดได้อย่างกว้างขวาง.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น