โพลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แรงกระตุ้นปรับโฉม ครม.

  • Saturday, November 11, 2017 - 00:01


    ความพึงพอใจของประชาชนที่เกิดขึ้นจากการสำรวจความคิดเห็นผ่านสำนักโพลต่างๆ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาล ได้รับคะแนนดีมาตลอด โดยเฉพาะในด้านการดูแลรักษาความสงบในประเทศยังคงนำโด่ง แต่ความพึงพอใจด้านดังกล่าวไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อเนื่องที่คนไทยให้ความสำคัญ แต่ประเด็นหลักยังคงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเป็นอยู่ ที่ส่งผลโดยตรงกับชีวิตประจำวัน และเป็นดัชนีชี้วัดความพึงพอใจในผลงานของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เข้ามาบริหารประเทศ

    ความคาดหวังของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ วางรากฐาน และปฏิรูปงานด้านต่างๆ เพื่อเป็นการวางโครงสร้างประเทศให้มีความมั่นคงในระยะยาว เพิ่มน้ำหนักให้เห็นผลงาน และประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาลนี้ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลดความคาดหวังของประชาชนต่อนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งที่มุ่งหวังเข้ามากอบโกยคะแนนเสียง และผลประโยชน์เมื่อเข้ามามีอำนาจ

    ดังนั้นเนื้องานจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกของประชาชน และจับต้องได้ เป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่แม้กระทั่งนักการเมืองเองก็ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความพึงพอใจผ่านนโยบายด้านต่างๆ มาแล้ว รัฐบาลนี้ก็ไม่ต่างกันในเรื่องของเป้าหมาย แต่วิธีการอาจจะแตกต่างกัน โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืนในอนาคต วางกลไก และระบบป้องกันไม่ให้นักการเมือง เพื่อให้เดินตามแนวทางประเทศด้วยการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว

    จึงไม่แปลกที่รัฐบาลพยายามผลักดันแนวทางและนโยบายในการดูแลคนรายได้น้อย เพราะที่ผ่านมาถูกโจมตีมาตลอดว่าสนับสนุนและอุ้มกลุ่มทุนใหญ่ที่เป็นคนรวย แต่ก็ให้ประโยชน์กับคนจนน้อยกว่าที่ควร ล่าสุด นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 พ.ย.2560 จะมีการหารือร่วมสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงแนวทางในการจัดทำโครงการพัฒนาตนเองให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านเกณฑ์ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 11.64 ล้านคน เพื่อให้มีการยกระดับรายได้ให้มากกว่า 1 แสนบาทต่อปี

    ทั้งนี้ จะทำให้ผู้มีรายได้น้อยกลุ่มดังกล่าวหลุดพ้นจากเส้นความยากจน และมีความเป็นอยู่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นระยะที่ 2 ของสวัสดิการที่รัฐบาลจะมอบให้กับผู้มีรายได้น้อย 11.64 ล้านคน โดยโจทย์สำคัญที่มอบหมายให้ สศค.ไปเร่งศึกษาใน 4 ด้าน เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้มีรายได้น้อย ได้แก่ 1.โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ 2.โอกาสในการศึกษา 3.โอกาสในการหางานทำ และ 4.โอกาสในการเข้าถึงหรือเป็นเจ้าของปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นกับชีวิต

    โครงการพัฒนาตนเองให้กับผู้มีรายได้น้อย 11.64 ล้านคน ซึ่งถือเป็นระยะที่ 2 ของสวัสดิการที่รัฐจะมอบให้นั้น จะมีความชัดเจนในเดือน ธ.ค.นี้ โดยต้องมีการหารือกันอีกมาก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งตอนนี้ยังไม่ตกผลึก แต่ก็จะเร่งดำเนินการเพื่อให้เป็นรูปเป็นร่างเร็วที่สุด เพราะโครงการนี้ตั้งเป้าว่าจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2561 ซึ่งโครงการดังกล่าวไม่ใช่โครงการแรกที่กระทรวงทางด้านเศรษฐกิจพยายามผลักดัน แต่ยังมีอีกหลายโครงการที่รัฐบาลพยายามที่จะช่วยคนรายได้น้อยให้ได้รับความพอใจในการดำรงชีพอย่างไม่ลำบากยากแค้น

    กระนั้นสิ่งที่สังคมจับตามองคือทีมเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีให้ความไว้วางใจ และ เชื่อมั่นในการออกแบบนโยบายที่มีผลดีต่อแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่กำหนดไว้ แต่ขณะเดียวกันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะรัฐมนตรีทหารที่นั่งอยู่ในหลายกระทรวง ซึ่งมีเสียงสะท้อนในเรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน ความรู้ ความเข้าใจ และการประสานงานกับข้าราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และปัญหาระยะยาวในการเดินหน้านโยบาย

    แต่วัฒนธรรมทหารที่ไม่ทอดทิ้ง หรือหักหลัง เพื่อนพี่น้อง พรรคพวกเดียวกัน ก็ส่งผลให้การปรับเปลี่ยน หรือปรับคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งของนายกรัฐมนตรีประสบปัญหาความยากลำบากในการตัดสินใจ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาส่งผลให้การทำงานในแต่ละกระทรวงไม่เห็นผลงานที่ชัดเจน หลายเรื่องที่ต้องการใช้ความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา และเดินหน้าในการทำงาน ก็ไม่เป็นไปตามที่ตั้งหวังไว้ ความคาดหวังต่อสังคมจึงติดลบ สะท้อนออกมาเป็นผลโพลในห้วงที่ผ่านมา เป็นคะแนนที่ชี้ไปยังความพอใจที่มีต่อรัฐบาล

    ในช่วงที่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง เราหวังว่ารัฐบาลจะเดินหน้าในการปรับเปลี่ยน ยกเครื่อง ปรับปรุงในจุดอ่อนที่เป็นปัญหาในการบริหารงาน ไขก๊อกบุคคลที่ไม่กระตือรือร้น หรือทำงานแบบรูทีน แค่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับ ไม่คำนึงว่าในห้วงเวลานี้คือห้วงเวลาพิเศษ ซึ่งคนที่เข้ามาต้องแก้ไขปัญหาของประชาชน ไม่ใช่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม รอการจ้ำจี้จ้ำไชจากนายกรัฐมนตรี เมื่อเห็นผลที่อืด ฝืด ไม่ได้ลื่นไหล หรือเกิดผลอย่างที่หัวหน้ารัฐบาลคาดหวัง และผู้นำรัฐบาลเองก็ควรละวิธีคิด การรักษาน้ำใจ หรืออุ้มพวกพ้องต่อไป เนื่องจากเวลาในการทำงานเหลือไม่มากนัก หลายเรื่องผลแห่งรูปธรรมยังไม่ปรากฏ และถ้าเวลาที่เหลือยังไม่เห็นผล ความตั้งใจในการเข้ามาวางรากฐานก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจคิด.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น