ปากท้องหรือล้มรัฐบาล?

  • Thursday, November 16, 2017 - 00:00


    มีนัยสำคัญที่สังคมต้องช่วยกันจับตามอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน จากการใช้อำนาจของผู้รักษากฎหมาย จากหน่วยงานสำคัญอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ได้มีหนังสือด่วนมากถึงทุกหน่วยในสังกัดให้ติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคล หลังมีข้อมูลว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำการปลุกระดมมวลชน เตรียมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล

    หากมีบุคคลใด แกนนำ หรือผู้ให้การสนับสนุน มีพฤติการณ์เข้าข่ายอาจกระทำผิดกฎหมาย หรือจะยกระดับสู่ความวุ่นวาย รุนแรง ให้ดำเนินการ พร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น โดยให้รายงาน ผบ.ตร. ผ่าน ผบช.ส. ทราบทุก 15 วัน และให้เริ่มรายงานผลครั้งแรกวันที่ 30 พ.ย.60

    ทั้งนี้เบื้องต้นคือ เนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือสั่งการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการและรายงานผลต่อผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มต้นระยะเวลาปฏิบัติการอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ แน่นอนว่า สิ่งที่จะตามมา คือ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรวมไปถึง ข้อกังวลในการใช้อำนาจปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ชอบธรรม และกระทำเกินกว่าหน้าที่ในภารกิจดังกล่าว ซึ่งเรียกได้ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพิ่มขึ้นในอีกระดับหนึ่ง

    เพราะต้องไม่ลืมว่า การปฏิบัติในลักษณะของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งในขณะนี้ และจะมีแนวโน้มปฏิบัติในทางการใช้อำนาจเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการอ้างคำสั่งการดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะดำเนินการต่อประชาชน หรือกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาเคลื่อนไหวในแต่ละพื้นที่ ด้วยประเด็นปัญหาต่างๆ ต้องถูกดำเนินการ หรือ ละเมิดสิทธิทวีมากขึ้น ภายใต้คำสั่งในลักษณะดังกล่าวนี้ได้อย่างง่ายดาย และเสรีมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า ในขณะนี้ยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่กล่าวอ้างถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยและการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

    ทั้งการเรียกรายงานตัวและการห้ามชุมนุมทางการเมือง รวมไปถึงการบังคับใช้ร่วมกับพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 การดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา มาตรา 116 เรื่องการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน และการดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 เรื่องการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งถูกนำมาตีความบังคับใช้อย่างกว้างขวาง เกินขอบเขตบทบัญญัติของกฎหมาย

    เหล่านี้คือสถานการณ์กฎหมายที่กำลังตีโอบ กดหัว ประชาชนให้อยู่ภายใต้ความสงบเรียบร้อย ที่หมายถึงการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออก เรียกร้อง และกำลังเหมารวมการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องผลกระทบจากเรื่องปากท้อง เรื่องการแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่

    โดยเฉพาะปัญหาสำคัญจากการใช้ข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คือ เจ้าหน้าที่รัฐตีความ “การชุมนุมทางการเมือง” อย่างกว้างขวาง ทำให้การชุมนุมเกือบทุกประเภทเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่งฉบับนี้ ทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิทางการเมืองโดยตรง การเคลื่อนไหวในประเด็นสิ่งแวดล้อมทรัพยากร หรือการเรียกร้องกรณีเฉพาะ ถูกเจ้าหน้าที่ตีความว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการชุมนุมทางการเมือง และจะกลายเป็นเหมารวมกลุ่มปัญหา

    ทั้งนี้ หน่วยงานมั่นคงในฐานะผู้ใช้กฎหมาย จักต้องสกัด แยกแยะ การเคลื่อนไหวหรือการชุมนุมของกลุ่มประชาชนอย่างรอบคอบ ภายใต้การใช้วิจารณญาณ เพื่อที่จะไม่ใช้กฎหมายมั่นคงซึ่งมีอยู่อย่างถึงพร้อม ทั้งในมือ ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเสรี และตามอำเภอใจ

    โดยเฉพาะทัศนคติ-อคติชี้นำไว้ล่วงหน้า ว่าทุกกลุ่มประชาชนที่มาเคลื่อนไหว เป็นกลุ่มล้มรัฐบาล กลุ่มต่อต้านรัฐบาล กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่จะมาสร้างความวุ่นวาย ขัดแย้ง ความไม่สงบ แน่นอนว่า อาจจะปฏิเสธทั้งหมดไม่ได้ว่าบางกลุ่มไม่มีกลิ่นอายทางการเมืองอย่างที่รัฐบาลตั้งป้อมกวาดจับ

    แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า ยังมีกลุ่มประชาชน กลุ่มชาวบ้านอีกหลากหลายกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องรัฐบาล ด้วยเรื่องปัญหาปากท้อง ปัญหาผลกระทบจากการแย่งชิงทรัพยากร ปัญหาผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจฐานราก ที่พวกเขาได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งราคายาง ราคาข้าวตกต่ำ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ความเดือดร้อนในบริบทโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องออกมาเคลื่อนไหวอยู่วันยังค่ำ

    หน้าที่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงมิใช่มุ่งมั่น ใช้กฎหมาย หรือใช้อำนาจรัฐ ใช้พนักงานหน่วยงานรัฐ เดินหน้าสู่การสร้างปัญหา ข่มขู่ คุกคาม ให้ประชาชน อยู่ภายใต้การใช้อำนาจกฎหมายอย่างสงบเสงี่ยม เพราะท้ายที่สุด ปฏิบัติการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม เหมารวมประชาชนทุกกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องปากท้อง หรือปัญหาการเมือง ล้วนจะเป็นสายธารมวลชนที่จะบรรจบกันไปสู่ปลายทางสุดท้ายนั่นคือ การเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลทั้งสิ้น หากแม้นรัฐบาลนั้นล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ หรือการเมือง สักแต่ใช้อำนาจ กฎหมายกดขี่ ข่มเหงประชาชนอย่างมัวเมา ไร้ความชอบธรรม เพื่อผลประโยชน์แก่พวกพ้อง หรือรักษาฐานอำนาจ สืบทอดอำนาจให้กับตัวเอง?.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น