ประยุทธ์ 5 กับงานที่รออยู่

  • Friday, November 17, 2017 - 00:00


    ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น ที่กำลังเช็กข่าวตรวจสอบข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีกันอย่างคึกคัก เคร่งเครียดว่าใครจะไปใครจะอยู่ แต่ข้าราชการหลายหน่วยงาน นักธุรกิจ และประชาชนหลายภาคส่วน ก็ให้ความสนใจกันมากเช่นกัน

    ถึงช่วงสายของวันพฤหัสบดีที่ 16 พ.ย.2560 หลายกระแสข่าวยืนยันว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้จัดทำบัญชีรายชื่อการปรับคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นไปแล้ว ข่าวบางกระแสย้ำว่า นายกรัฐมนตรีได้นำรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกปรับออก และรัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ หรือรัฐมนตรีที่ถูกปรับย้ายตำแหน่ง นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามข่าวนี้ ก็ต้องรอดูการโปรดเกล้าฯ รายชื่อ ครม.ประยุทธ์ 5 ที่จะออกมาในเร็ววันนี้

    สำหรับประชาชนคนธรรมดาก็อาจมองว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องของคนไม่กี่คน ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เพราะไม่ว่าอย่างไร ก็ยังต้องหาเช้ากินค่ำ ดิ้นรนทำงานกันต่อไปในยุคสภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง จึงมองว่า ใครจะมาใครจะไป ก็เป็นเรื่องไกลตัว แต่หลายเสียงก็ดูจะสะท้อนตรงกันว่า ขอเพียงแค่รัฐบาลซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงกิน และทำงานอย่างเต็มที่ ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติประชาชน โดยเฉพาะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น ก็เพียงพอแล้ว

    ขณะที่ผลสำรวจของสำนักโพลต่างๆ เกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ก็มีเสียงสะท้อนต่างๆ ออกมาหลายสำนัก เช่น ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลของ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การปรับ ครม.ประยุทธ์ 5” ระหว่างวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2560 ที่เผยแพร่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ผลสำรรจที่ออกมาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.11 เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีในช่วงก่อนการเลือกตั้งปลายปี 2561 เพราะ ครม.ชุดปัจจุบันยังทำงานและแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ประชาชนอยากเห็นคนใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับตำแหน่งเข้ามาทำงาน เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    ส่วนความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับกระทรวงที่ต้องการให้มีการสลับสับเปลี่ยนการทำงานของ ครม.มากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองลงมาร้อยละ 16.07 ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์, ร้อยละ 7.27 ระบุว่า กระทรวงการคลัง, ร้อยละ 6.08 ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ, ร้อยละ 5.60 ระบุว่า ไม่ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยน ครม., ร้อยละ 5.20 ระบุว่ากระทรวงมหาดไทย, ร้อยละ 4.40 ระบุว่า กระทรวงแรงงาน, ร้อยละ 3.44 ระบุว่า กระทรวงกลาโหม เป็นต้น

    และเมื่อถามถึงเรื่องที่ประชาชนอยากพัฒนาหรือแก้ไขในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งปลายปี 2561 พบว่า ร้อยละ 53.28 ระบุว่า ด้านเศรษฐกิจ, ร้อยละ 31.12 ระบุว่า สวัสดิการของประชาชน ความเป็นอยู่ของประชาชน, ร้อยละ 30.24 ระบุว่า ด้านการเกษตร, ร้อยละ 15.28 ระบุว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน, ร้อยละ 13.76 ระบุว่า ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม

    ผลโพลดังกล่าวคือเสียงสะท้อนของประชาชนต่อการปรับคณะรัฐมนตรีในช่วงที่พลเอกประยุทธ์ไปปฏิบัติราชการอยู่ต่างประเทศ แต่ขณะนี้กระบวนการปรับ ครม.เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ทุกเสียงสะท้อนก็น่าจะเป็นข้อมูลให้การทำงานของรัฐบาลและรัฐมนตรีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ได้นำไปฉุกคิดกัน เช่นเสียงสะท้อนเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล คสช.มาสามปีกว่า ว่าเพราะเหตุใด ประชาชนจึงมองว่าเป็นปัญหาใหญ่

    ทั้งนี้ ครม.ประยุทธ์ 5 ที่จะออกมา ที่ก็เชื่อได้ว่า แม้จะมีการปรับ ครม. แต่รัฐมนตรีส่วนใหญ่ใน ครม.ประยุทธ์ 4 ก็จะอยู่ในตำแหน่งกันในสัดส่วนที่มากกว่าโดนปรับออก การทำงานก็คงไม่ถึงกับนับหนึ่งเริ่มต้นกันใหม่ งานต่างๆ ก็น่าจะเป็นลักษณะการเติมเต็ม ทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสานต่องานที่รัฐมนตรีคนเดิมในกระทรวงที่มีการปรับเปลี่ยนเดินหน้าต่อไปได้

    เช่น คนที่จะมาเป็น รมว.แรงงานคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็เห็นชัดว่าภารกิจสำคัญที่รออยู่คงไม่พ้นกับเรื่องการบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จนต่อมามีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวอพยพออกไปกันจำนวนมากเพราะเกรงมีปัญหาถูกดำเนินคดี เช่น นายจ้าง หากจ้างแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายต้องถูกปรับ 4 แสนบาท ถึง 8 แสนบาท ส่วนลูกจ้างก็ต้องถูกปรับ 2-3 แสนบาท ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า จนต้องมีการผ่อนผันแก้ปัญหาการประกาศใช้พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ที่ก็จะครบกำหนดในช่วงสิ้นปีนี้คือ วันที่ 31 ธ.ค.2560 และจะมีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวในวันที่ 1 ม.ค.2561 เป็นต้นไป ซึ่งแม้ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานจะมีการเตรียมการต่างๆ ไว้เกือบหมดแล้วเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมาย แต่หลายฝ่ายก็ยังไม่มั่นใจว่าสุดท้ายเมื่อถึงเวลาที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่

    ดังนั้น ครม.ประยุทธ์ 5 จะมีใครบ้าง โดนปรับออก-ปรับเปลี่ยน หรือใครจะเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงเข้ามาใหม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ครม.ทั้งหมด จะทำงานอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศและประชาชนได้ในเวลาอันรวดเร็วและด้วยวิธีการที่ถูกต้อง.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น