อุทาหรณ์ 'ขอให้การชั้นศาล'

  • Saturday, November 18, 2017 - 00:01

    คดี "ครูจอมทรัพย์" เป็นอันว่า "จบบริบูรณ์"!

    จบโดย .........

    ศาลฎีกาตัดสิน "ยกคำร้อง" (๑๗ พ.ย.๖๐)

    ที่ครูขอให้รื้อฟื้นคดี ที่เธอถูกตัดสินจำคุกในข้อหาขับรถประมาทชนคนตาย เมื่อปี ๔๘ ขึ้นมาพิจารณาพิพากษาใหม่

    "ยกคำร้อง" ก็หมายความว่า.........

    ทุกอย่าง "คงเดิม" ศาลเคยตัดสินไว้อย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น "ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น"

    ศาลตัดสินไว้ว่า "ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร" ทำความผิด ลงโทษจำคุก ๓ ปี ๒ เดือน

    ก็ "เป็นไปตามนั้น"!

    อาจมีคนสงสัย แล้วแบบนี้ ครูจอมทรัพย์จะมีโทษอะไรอีกมั้ย?

    คำตอบคือ ไม่มี

    เพราะโทษคุก ครูจอมทรัพย์ติดคุกไปแล้ว ๑ ปี ๖ เดือน และได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี ๕๖ จึงถือว่า "พ้นโทษ" แล้ว

    สรุปสั้นๆ รายการนี้ ครูจอมทรัพย์.......

    "เท่าทุน"!

    แต่จะเสียรังวัดตรงที่ ล้างประวัติ "ต้องโทษ" ออกไปไม่ได้ ซึ่งจะมีผลในการขอกลับเข้ารับราชการครู!

    ส่วนพยานบางคน ที่เป็นชนวนนำสู่การรื้อฟื้นคดีนี้ เช่น "นายสับ วาปี"

    ที่จู่ๆ ไปสารภาพกับตำรวจ ว่าเป็นผู้ขับรถชนคนตายในคืนวันนั้นเอง ไม่ใช่ครูจอมทรัพย์ แต่ลงท้ายกลับไม่เข้าไปเบิกความในศาล นั้น

    ตำรวจเขาคงคิดถึง มีประเด็นอยากจะคุยด้วยอยู่บ้างหรอก!

    คดีนี้ มีแง่มุมน่าศึกษาเป็นบทเรียนหลายอย่าง ผมยังไม่เห็นคำพิพากษาฉบับเต็ม

    แต่อ่านที่ "ผู้จัดการ" ออนไลน์ สรุปประเด็นจากคำพิพากษาเผยแพร่ ก็ชัดเจนดี

    ก็ขออนุญาตยก "บางส่วน" มาให้อ่านกันตรงนี้ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบพูดคุยกันตอนท้าย ดังนี้

    คำพิพากษาของศาลฎีกา ย้อนไปถึงคดีเดิม ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นคดีขับรถชนคนตายโดยประมาท เหตุเกิดที่ อ.เรณูนคร นครพนม

    และนำไปสู่การติดคุกของนางจอมทรัพย์ หลังพ้นโทษออกมา นางจอมทรัพย์ ได้ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดี

    ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า...........

    พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาสืบในช่วง ๘-๑๐ ก.พ.๖๐ ช่วงการรื้อฟื้นคดี ทั้งพยานที่ได้จากการตรวจสอบรถยนต์ ทะเบียน บค 56 สกลนคร และพยานหลักฐาน พยานบุคคลที่นำสืบ

    เป็น "พยานหลักฐานเดิม" ทั้งสิ้น

    ศาลฎีกายังเห็นว่า แม้ก่อนหน้านี้ ครูจอมทรัพย์ได้อ้างถึงนายสับ วาปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่ทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับคำร้องรื้อฟื้นคดี

    แต่ทว่าในการสืบพยานในคดีรื้อฟื้น กลับไม่มีการนำ "นายสับ วาปี" มาเบิกความในชั้นศาล

    ขณะที่พยานบุคคลอื่น คือ "นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์" ซึ่งให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นการพิจารณาคดีของศาลทั้ง ๓ ครั้ง ไม่น่าเชื่อถือ

    เพราะให้การวกวนไปมา และไม่เหมือนเดิมทั้ง ๓ ครั้ง

    ในขณะที่พยานคนอื่นๆ เช่น "นางทองเรศ วงศ์ศรีชา" ซึ่งนางทัศนีย์ อ้างว่าเป็นคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเธอมาในวันเกิดเหตุ

    ก็ไม่ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่ครั้งแรกที่เกิดคดีขึ้น แต่ปรากฏตัวขึ้นในภายหลัง

    ทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือ ที่สามารถสนับสนุนให้เห็นได้ว่า "สิ่งที่พยานให้การในชั้นสอบสวนนั้นเป็นความจริง"

    นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ "นายสับ วาปี" รวมทั้งรถยนต์ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ที่นายสับ อ้างว่าได้ขับไปชนนายเหลือ พ่อบำรุง ไม่ใช่รถของครูจอมทรัพย์ นั้น

    ศาลฎีกาเห็นว่า........

    ในคำให้การของ "นายสับ วาปี" ที่เข้าให้การกับพนักงานสอบสวน และรับสารภาพว่า "เป็นผู้ก่อเหตุ" นั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือ

    โดยในสำนวนคดี "นายสับ" อ้างว่าได้ขับรถออกไปซื้อไม้ยูคาลิปตัส เพื่อนำมาขาย

    แต่ช่วงเกิดเหตุนั้น เป็นเวลา ๒ ทุ่ม ซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่จะรับซื้อไม้ แต่กลับบอกว่า ไปขับรถชนคนตายในวันเกิดเหตุ

    ซึ่งศาลฎีกาได้ตั้งข้อสังเกตว่า "คำให้การของนายสับ วาปี มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน"

    ทั้งในวันพิจารณาคดีรื้อฟื้น ระหว่าง ๘-๑๐ ก.พ. นายสับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่จะเป็นคนให้รายละเอียดในการรับสารภาพ

    กลับไม่มาเบิกความในชั้นศาล

    ทำให้ศาลฎีกาเห็นว่า นี่อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการซักค้านจากฝ่ายผู้คัดค้าน คือ อัยการ

    ทำให้คำร้องขอรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ ถูก "ยกคำร้อง" ในที่สุด

    ครับ....สาระหลักที่ควรทราบก็ประมาณนี้

    คำตัดสินของศาลฎีกาในคดีรื้อฟื้น ถือว่า มีผลต่อกระบวนการยุติธรรมสูงมาก ทั้งตำรวจ-อัยการ และศาล

    และจากคำพิพากษาที่มีคำตอบในประเด็น "สังคมข้องใจ" ได้ครบถ้วน ทำให้กระบวนการกฎหมายเพื่อความยุติธรรมของสังคม ยังมีความน่าเชื่อถือในมาตรฐาน

    ประเด็นน่าสนใจ ก็คือ คดีนี้ ตอนเกิดเหตุ ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนขับ จนตำรวจ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม สอบปากคำพยานแล้ว

    ไปตามจับ "ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร" มาจากบ้านภายหลัง!

    ในขั้นตอนสอบสวน ตำรวจผู้สอบสวนขณะนั้น คือ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง "ครูจอมทรัพย์" ให้การกับตำรวจว่า

    "ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จะไปต่อสู้คดีในชั้นศาล"!

    ตรงนี้แหละ ...........

    ผมในฐานะ "ผู้ต้องหา" ขาประจำ จะบอกให้พวก "หัวหมอ" รู้ไว้เลย

    ฟังเหมือนเท่ แต่จะซวยโดยไม่รู้ตัว!

    เพราะการไม่ให้ปากคำใดๆ กับตำรวจ เท่ากับส่อว่า ตัวเองผิดหรือซ่อนเร้นด้วยพิรุธบางอย่าง

    และนั่นเท่ากับยอมให้ตำรวจ "ทำสำนวน" จากพยานหลักฐานโดยโจทก์ฝ่ายเดียว!

    พอขึ้นศาล ก็จะเป็นอย่างคดีครูจอมทรัพย์นี่แหละ

    ไม่มีอะไรให้ศาลได้พิจารณาอีกด้านเลย เพราะผู้ต้องหาไม่ให้ปากคำอะไรเป็นประโยชน์ต่อตัวเองในชั้นสอบสวน

    ตอนต้นปี ที่เรื่องนี้ ฮิต-ฮอต ด้วยโทรทัศน์หลายช่องออกข่าวถล่มเป็นฉากๆ ทำเอาตำรวจถูกด่าจมธรณี

    "พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย" ในฐานะ เลขาธิการสมาคมพนักงานสอบสวน

    ได้เข้ามาค้นหาว่า เรื่องนี้ มันมีจุดบกพร่องตรงไหนหรือไม่-อย่างไร?

    ผลการตรวจสอบสำนวนสอบสวนของตำรวจ ตรวจคำฟ้อง และคำพิพากษา ทั้ง ๓ ศาล

    พ.ต.อ.มานะ ให้สัมภาษณ์ต่อมาว่า.........

    "เราตรวจสำนวนการสอบสวน ดูคำฟ้องของอัยการ และคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา เน้นดูที่กระบวนการสอบสวน ในชั้นสอบสวน

    ครูปฏิเสธ ขอให้การในชั้นศาล ไม่ให้รายละเอียดใดๆ

    โดยขณะนั้น

    ครูมีทนายความและสามีอยู่ด้วย ถือเป็นสิทธิของผู้ต้องหา ทางพนักงานสอบสวน ไม่มีสิทธิ์บังคับหรือโน้มน้าวได้"

    เห็นมั้ย..........!

    จะไปว่าตำรวจสอบพยานฝ่ายเดียว ทำสำนวนปรักปรำก็ไม่ได้ เพราะตัวเองไม่ให้ปากคำเอง

    และในข้อเท็จจริง ปากคำพยานในที่เกิดเหตุ ตามที่ตำรวจบันทึกเป็นสำนวน

    ขณะนั้น ยังไม่รู้ตัวคนขับรถที่ชน คือยังไม่รู้ว่าครูจอมทรัพย์ หรือใคร?

    ดังนั้น ทั้งตำรวจและพยาน ไม่มีเหตุผลที่จะปรักปรำ "ครูจอมทรัพย์"

    ถ้าครูจอมทรัพย์ให้ปากคำตอนสอบสวนไปตามข้อเท็จจริงแต่แรก ว่าตัวเองไม่ได้ขับ

    ตอนเกิดเหตุ อยู่ที่นั่น-ที่นี่ มีพยานยืนยันได้ อย่างที่อ้างตอนหลัง

    ตำรวจก็จะได้บันทึกเป็นหลักฐานในสำนวน และปรากฏในสำนวนว่า ได้ไปสอบพยานหลักฐานตามที่ครูจอมทรัพย์กล่าวอ้างแล้ว หรือไม่ อย่างไร เป็นข้อมูล ๒ ด้าน

    แต่เมื่อไม่ให้ปากคำ ตำรวจจะไปสอบอะไรจากที่ไหนล่ะ ขึ้นศาล ในสำนวนก็จะมีแต่คำให้การพยานและผลการสอบสวนของตำรวจให้ศาลพิจารณาฝ่ายเดียว

    เอาเหอะ...รออ่านคำพิพากษาฉบับเต็มก่อนดีกว่า จะได้เห็นว่า ศาลท่านชี้ประเด็นไหนบ้าง ที่นำไปสู่การ "ยกคำร้อง"

    พูดกันตรงๆ.........

    เรื่องนี้ ดังเพราะสื่อโทรทัศน์บางช่อง ทำตัวเป็น "ตุลาการหน้าจอ"

    ถึงจบ แต่จะไม่จางไปจากสังคมวิพากษ์ง่ายๆ เพราะปักใจกันไปแต่ดรามาแรกแล้ว.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น