คนจนจะหายไป?

  • Monday, November 20, 2017 - 00:00


    เป็นประเด็นดรามาข้ามสัปดาห์กับวาทกรรม "คนจนจะหายไป"

    สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ ในงาน "THAILAND 2018" ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประโยคเต็มๆ คือ

    "รัฐบาลจะใช้โอกาสที่มีอยู่เร่งแก้ปัญหาความยากจนของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายคนไทยทุกคนที่ยังมีความยากจนอยู่ จะต้องหายจนให้ได้ในปีหน้า ซึ่งวิธีการแก้ปัญหานั้น ตอนนี้กำลังคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน
    ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อหาทางออกมาตรการพิเศษออกมาดูแล โดยเฉพาะการกระจายเม็ดเงินลงไปยังชุมชนมากขึ้น"

    ก็สมควรครับที่จะถูกนำไปเหน็บแนม กลายเป็นประเด็นตลกขบขัน

    เพราะสัญญาว่าปีหน้า "หายจน" แต่วิธีการกำลังคุยกันอยู่

    ทำไมต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูด

    ประเด็นเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้มีความอ่อนไหวสูง

    ประชาชนรับรู้ได้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก ต่อให้รัฐบาลบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจดีอย่างไร แต่เงินในกระเป๋าประชาชนไม่พอกับรายจ่าย มันคือของจริง

    คำพูดของ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ถูกแปลความหลายอย่าง

    ถ้าแปลความเอามันหน่อยก็ คนจนหายไป? หมายถึงคนจนตายหมด!

    ยากจน จนตาย

    หากแปลความตามที่พูดมาทุกตัวอักษร นับเป็นประเด็นที่ท้าทาย เพราะนั่นเท่ากับคนจนจะหมดไปจากประเทศไทย

    ไม่ใช่ตายหมด แต่ยกระดับรายได้ผ่านเกณฑ์ความยากจนไป

    ต้องตีความ "คนจน" กันให้ดีนะครับ เพราะมีหลายความหมาย

    ถ้าใช้เกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ เส้นยากจนอยู่ที่รายได้ ๑.๒๕ ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน

    ข้อมูลของสภาพัฒน์ เส้นความยากจนในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ที่รายได้ ๒,๐๒๐ บาทต่อหัวต่อเดือน

    ขณะที่รายได้เฉลี่ยของประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว ต้องมีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ยคิดเป็นเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ ๑๒,๕๐๐ ดอลลาร์

    คิดเป็นเงินไทยประมาณเกือบ ๔๐,๐๐๐ บาท

    ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ ๒๑๒,๘๙๒.๓ บาทต่อคนต่อปี

    หรือ ๑๗,๗๐๐ บาทต่อเดือน

    ในความหมายของ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" จะใช้เกณฑ์ไหน

    ถ้าใช้เกณฑ์ ๑.๒๕ ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่วิธีการยังคุยกันไม่จบ ทำให้ความน่าเชื่อถือต่ำ

    ในอดีตมีนักการเมืองพูดเรื่องทำนองนี้มาเยอะแล้ว เช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะทำอีสานให้เขียว ยกระดับรายได้คนอีสาน จะทำให้หายจน

    หากทำไม่ได้จะไปกระโดดแม่น้ำโขงตาย!

    วันนี้ "บิ๊กจิ๋ว" ยังนอนเกาคางอยู่ที่บ้าน

    นักการเมืองบางคนหัวใส เล่นกลกับตัวเลข เพื่อยกระดับรายได้ประชาชน โดยไม่สนใจความฉิบหายที่จะตามมา

    รัฐบาลระบอบทักษิณ จำนำข้าวทุกเมล็ดตันละหมื่นห้าพันบาท เพื่อหวังจะสร้างตัวเลขเอาไว้เคลมทางการเมืองในอนาคต

    ผลออกมาก็อย่างที่เห็น

    ประเทศเสียหายหลายแสนล้าน

    ขณะที่ชาวนาไม่ได้รวยขึ้น กลับเป็นหนี้สินรุงรังกว่าเดิม เพราะวิถีการทำนาที่เปลี่ยนไป

    ปัจจุบันคนจนในประเทศไทยมีไม่ถึง ๑๐% แต่ทำไมเราถึงรู้สึกว่าน่าจะมากกว่านั้น

    ก็อยู่ที่จะใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด

    แต่ปัญหาใหญ่ที่ภาครัฐลืมไป นั่นคือ.....

    ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ที่นับวัน เป็นหายนะของการพัฒนาประเทศ

    บัญชีเงินฝาก ๐.๑% ของบัญชีทั้งหมด มีเงินฝากรวมกันถึง ๔๙.๒% ของเงินฝากทั้งหมด...!!!!

    นี่คือสิ่งที่อธิบายถึงสถานะเงินในกระเป๋าของคนไทย

    สำหรับภาครัฐแล้วการขีดเส้นความยากจนต่างไปจากความรู้สึกของประชาชนอย่างสิ้นเชิง ภาครัฐมุ่งไปที่เส้นความยากจนของยูเอ็น

    แต่ประชาชนมองไปที่การยกระดับรายได้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

    มันก็เหมือนมุมมอง Jack Ma ที่มองว่า ''คนที่เอาใจยากที่สุดคือ คนจน''

    แต่เป็นการมองในฐานะพ่อค้าที่ต้องขายของให้คนจน ซึ่งคนจนเอาใจยากเพราะไม่รู้ต้นทุนของสินค้า แต่อยากได้ของดี

    ขณะที่คนบางกลุ่มนำไปตีความที่มีนัยทางการเมืองด่าคนจนว่าเอาแต่แบมือขอไม่รู้จักพอ

    ฉะนั้นปีหน้าคนจนจะหายไปจากแผ่นดินไทยหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญหากเราลืมปัญหาความเหลื่อมล้ำทุกประเภทที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ และไม่หาหนทางแก้ไข.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น