'ด้วยคำให้การครูจอมทรัพย์เอง'

  • Monday, November 20, 2017 - 00:00


    "คดีครูจอมทรัพย์"..........!

    หลังคำพิพากษาศาลฎีกา "ยกคำร้อง" เมื่อ ๑๗ พ.ย.๖๐ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตามมา คือ

    "ดรามาหน้าจอ" หายเงียบ

    ไม่เพียงหน้าจอ ตามเพจ ตามออนไลน์ ก็หายไปจาก fb ด้วยเหมือนกัน

    สะท้อนความน่าห่วงที่หลบซ่อนอยู่อย่างหนึ่ง คือ โลกมาถึงวันนี้แล้ว

    แต่สังคมไทยส่วนหนึ่ง..........

    ยังคงไม่สนใจศึกษาข้อมูลและค้นหาความจริงด้วยเหตุ-ด้วยผล "ก่อนเชื่อ" เหมือนอยู่ยุค ๐.๐๑

    ชอบฉาบฉวย ชอบดรามา ชอบคลั่งกระแส ใครตัดต่ออะไรมาโพสต์คำ-สองคำ ก็ไม่สนที่มา-ที่ไป และรายละเอียดในความเป็นจริง

    ก็บ้าใบ้-ไคล้คลั่ง เฮละโลเชื่อตามกันไป แค่ถูกจริต!

    สังคมทุกวันนี้..........

    จึงมักตกเป็นเหยื่อพวกขายความจน พวกสร้างเรื่องลวง และพวกสร้างประเด็นเสี้ยมให้คนเกลียดชังเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

    กรณีครูจอมทรัพย์เป็นตัวอย่างในทางใคร่ครวญ-ทวนทบเพื่อปรับปรุง-แก้ไขดีที่สุด

    ถ้ามีผู้สันทัดกรณีทางกฎหมาย นำคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ตัดสินเมื่อวันศุกร์เผยแพร่สาธารณะ

    รวมทั้งออกสื่ออธิบาย-แจกแจงในคำพิพากษาทีละประเด็น เป็นการให้ความรู้ประชาชน จะเป็นประโยชน์มาก

    เพราะเท่าที่ผมตามฟัง-ตามแกะคำพิพากษาคดีรื้อฟื้นนี้

    ขนาดยังหาอ่านไม่ครบ แต่เท่าที่ฟังและอ่าน ก็เข้าใจได้ด้วยจิตสำนึกพื้นฐานในแต่ละประเด็นที่ศาลท่านชี้

    ประเด็นที่นำไปสู่การยกคำร้อง..........

    ศาลท่านยกขึ้นมาชี้ด้วยพยานหลักฐาน ทุกขั้นตอนเชื่อมโยงและหักล้างกันเป็นเหตุเป็นผล

    ถ้ามีการนำมาอธิบายประกอบข้อกฎหมายชี้ให้ประชาชนดูทางโทรทัศน์ทีละขั้นตอน

    คนที่เคยเชื่อแบบไหนก็ปักใจแบบนั้น เมื่อเห็นข้อเท็จจริงด้วยพยานหลักฐานยัน ก็จะได้คลายถอน

    และในอีกทาง จะเป็นการให้ปัญญา ให้ความรู้-ความเข้าใจในกระบวนการทำคดีของตำรวจ-อัยการ-ศาล

    ซึ่งเท่ากับเป็นการให้วัคซีนชาวบ้าน ป้องกันโรคไหลตามกระแส และโรค "คิดตาม-เชื่อตาม" ชนิดไม่มีเหตุผลเป็นรากยึด

    "คดีรื้อฟื้น" ของครูจอมทรัพย์ เป็นที่สิ้นสุดแล้วก็จริง

    แต่ "เหตุ" ที่ครูจอมทรัพย์นำไปขอ "รื้อฟื้น" ด้วยยืนยันว่า "ตัวเองไม่ได้ทำผิด" นั้น

    อาจนำไปสู่การเริ่มต้น "คดีใหม่" ของครูจอมทรัพย์เองและพรรคพวก!

    อาทิ คดีฟ้องเท็จ พยานเท็จ มีขบวนการรับจ้างสมอ้างเป็นคนทำผิดแทนครูจอมทรัพย์ เป็นต้น

    ทางตำรวจเขาเอาแน่..............

    ไม่ใช่การเอาคืนหรือพยาบาท หากแต่เขา "ต้องเอา" เพราะในคำพิพากษา "ชี้ประเด็นชัด" ที่ฝ่ายตำรวจ ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น

    อีกอย่าง ตำรวจเขาเสียหายมาก เมื่อความจริงเป็นที่สุด เขาก็ต้องทำในทางกอบกู้มาตรฐาน

    เห็นทาง "กองบังคับการตำรวจนครพนม" เขาตั้งคณะทำงาน ศึกษาคำพิพากษาแล้ว

    ดูว่าใครบ้าง อยู่ในขบวนการสร้างพยานเท็จหรือมีขบวนการรับจ้างทำผิดแทน

    เท่าที่ผมดูตัวละครในเรื่อง ไม่น่าต่ำกว่า ๗-๘ คน

    "นายสับ วาปี" นี่หนึ่งละ หนีไม่พ้นแน่

    นายสุริยา นวลเจริญ "ครูอ๋อง" เพื่อนครูจอมทรัพย์ ที่นำนายสับ ไปแจ้งความลงประจำวันที่ สภ.นาโดน........

    ว่านายสับเป็นคนขับรถตัวจริง ไม่ใช่ครูจอมทรัพย์

    และนายเสริฐ ผู้รับว่าจ้างให้สมอ้างเป็นคนขับอีกคนหนึ่ง

    "ครูจอมทรัพย์" เองก็เถอะ...........

    เท่าที่ผมอ่านคำพิพากษา ครูในฐานะ "ผู้ร้อง" ให้รื้อฟื้นคดี

    น่าจะเป็นเหตุให้ชีวิตต้องวนเวียนอยู่กับ "ตำรวจ-อัยการ-ศาล" ไปอีกระยะหนึ่ง

    เพราะในหน้าที่ ๓ ของคำพิพากษามีว่า.........

    "..............ผู้ร้องยืนยันในคำร้องว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิด ผู้ร้องเพิ่งทราบในภายหลังว่า ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงคือนายสับ วาปี ซึ่งเป็นผู้ที่ขับรถกระบะ......."

    ในเมื่อนายสับเป็น "เงื่อนไขสำคัญ" ในการรื้อฟื้นคดี คือเป็นตัว "ชี้เป็น-ชี้ตาย" ในความเป็นผู้ไม่ได้ทำผิดของครูจอมทรัพย์

    แต่กลับเป็นว่า ในวันสืบพยานที่ศาล ครูจอมทรัพย์ กลับไม่นำนายสับขึ้นสืบพยานซะงั้น

    และในคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ ยังมีระบุ..........

    "............ศาลฎีกายังเห็นว่าแม้ว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายผู้ร้องได้อ้างถึงนายสับ วาปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่ทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับคำร้องรื้อฟื้นคดี

    แต่ทว่าในการสืบพยานในคดีรื้อฟื้น กลับไม่มีการนำนายสับ วาปี มาเบิกความในชั้นศาล........."

    เนี่ย.....!

    แทบไม่ต้องอธิบายอะไร แค่นี้ ทุกคนก็ต้องร้อง...เอ๊ะในใจ ว่าครูจอมทรัพย์ เธอทำอะไรของเธอ?

    บอกได้คำเดียว เสี่ยงและเสียวแทน ที่ครูอาจตกเป็นผู้ต้องหา "ฟ้องเท็จ" หรือปั้นพยานเท็จ!

    ในหน้าท้ายๆ ของคำพิพากษา ยิ่งน่าสนใจ ดังนี้..........

    "...............การที่นายสับนำเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาทไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้แก่นางสาวแพงศรี พ่อบำรุง บุตรผู้ตายในคดีแพ่ง ที่นางสาวแพงศรี เป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยเรียกค่าสินไหมทดแทนนั้น

    ผู้ร้องนำนายสับและนางจันทร์เป็นพยานเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้อง

    แต่ไม่นำพยานผู้ร้องทั้งสองมาเบิกความในชั้นพิจารณา ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางไต่สวน ยังมีข้อน่าสงสัยว่า เงินที่นายสับนำไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้นางสาวแพงศรี เป็นเงินของนายสับหรือไม่

    การกระทำของนายสับ ที่นำเงินจำนวน ๑๗๐,๐๐๐ บาท ไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้อง จึงไม่ใช่หลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่านายสับเป็นผู้กระทำความผิดคดีนี้

    พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า...........

    มีขบวนการว่าจ้างนายสับให้รับสมอ้างในตอนแรกว่าเป็นคนขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บค ๕๖ มุกดาหาร ไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายในวันเกิดเหตุ

    โดยเสนอค่าตอบแทนให้นายสับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท แต่นายสับเปลี่ยนใจ ไม่กระทำตามที่ตกลง เพราะอาจกลัวว่าจะได้รับโทษคุก

    จึงมีการไปติดต่อนายเสริฐให้มารับสมอ้าง เป็นคนขับรถกระบะคันดังกล่าวแทนนายสับ โดยเสนอเงินให้นายเสริฐ ๒๐๐,๐๐๐ บาท

    แต่อาจเป็นเพราะนายเสริฐขับรถยนต์ไม่เป็น หรือนายสับเปลี่ยนใจกลับมารับสมอ้างอีกครั้ง

    จึงมีการดำเนินการให้นายสับมารับสมอ้างว่า เป็นคนขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บค ๕๖ มุกดาหาร ไปเฉี่ยวชนรถจักรยานของผู้ตายในที่สุด

    ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก้คดีที่แสดงว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิด

    พิพากษายกฟ้อง"

    เห็นมั้ย.....หลักฐานมันยันกันหมด

    คือยันว่า "มีขบวนการว่าจ้างนายสับให้รับสมอ้างเป็นคนผิดแทนครูจอมทรัพย์"!

    และขบวนการพยายามเลี่ยงนำตัวนายสับซึ่งเป็นกุญแจสำคัญขึ้นเบิกความ

    พูดภาษาชาวบ้านคือ "กลัวอัยการซักขี้แตก" กลางศาล ผู้ร้อง คือครูจอมทรัพย์ จึงไม่นำนายสับขึ้นเบิกความในฐานะพยานนั่นไง!

    ละครฉากนี้ การเดินเรื่องขัดแย้งในตัวกันเอง และฟ้องความไม่สมเหตุ-สมผลในเรื่องราว

    เช่น เงิน ๔ แสนบาท ค่าจ้างให้นายสับรับสมอ้าง มาจากไหน?

    ๑ แสน ๗ หมื่น ที่นายสับนำไปให้ลูกสาวคนตาย มาจากไหน?

    ๒ แสนบาท ที่จ้างนายเสริฐให้สมอ้างเป็นคนขับแทนนายสับมาจากไหน?

    ด้วยเหตุใด จึงมีการลงทุนด้วยเงินถึง ๔ แสน เพื่อว่าจ้างให้คนมารับผิดแทนครูจอมทรัพย์?

    เนี่ย...ไม่มีคำตอบจากฝ่ายครูจอมทรัพย์ต่อศาลเลย!

    และครูจอมทรัพย์นั้น......

    ร่วมแสดงอยู่ในละครฉากนี้ด้วยหรือไม่ ผมตอบไม่ได้

    แต่บอกได้ตามหลักฐานอันปรากฏในศาล คือ.........

    "ครูจอมทรัพย์" ยืนยันในคำร้องต่อศาลเพื่อให้รื้อฟื้นคดีเองว่า ตัวเธอไม่ได้ทำความผิด

    และทราบภายหลังว่า "นายสับคือผู้ทำผิดตัวจริง"!

    เป็นเพียงคำยืนยันลอยๆ

    และศาลพิจารณาแล้ว "มีขบวนว่าจ้างนายสับให้รับสมอ้าง"

    ก็.........

    ครูอ๋อง-นายสับ-นายเสริฐ และครูจอมทรัพย์ นี่แหละ ที่จะต้องไปให้ปากคำตำรวจ ว่า

    "ขบวนการว่าจ้างให้รับสมอ้าง" มีจริง-ไม่มีจริง หรือไม่ อย่างไร?

    เรื่องนี้แสดงว่า การที่ครูจอมทรัพย์พ้นมลทินโทษคุก

    ต้องมีเดิมพันสูงกว่า "๔ แสน"

    "จริง-ไม่จริง" ต้องรอดูวันตำรวจเปิดหน้ากาก "ไอ้โม่งแดง"!

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น