"กองทุนเสมอภาคฯ" ผ่านครม.

  • Thursday, November 23, 2017 - 00:00

    ทุนตั้งต้น2-3หมื่นล.หรือ5%ของงบฯการศึกษา/ระดมจากศธ.-พม.

    ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาผ่านมติ ครม. “ประสาร” เผยใช้เงินทุน 2-3 หมื่นล้าน หรือเทียบเท่าได้ประมาณ 5% ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด โดยจะระดมทุนจาก ศธ.และ พม. ชี้บทบาทหน้าที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกองทุนอื่นๆ แต่หวังให้เม็ดเงินสัดส่วน 5% ผลักดันงบฯ ศธ. 95% ไปสู่จุดสำเร็จ เตรียมยกร่างระเบียบใครควรได้ทุน

    นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะอนุกรรมการกองทุน คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ....ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีเป้าหมายหลักที่จะต้องดำเนินการอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ 1.จัดทำระบบฐานข้อมูลของเด็กทั่วประเทศ โดยข้อมูลดังกล่าวจะสามารถใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล กำหนดเป้าหมายการดำเนินโครงการต่างๆ รวมถึงสามารถใช้เป็นฐานในการวางยุทธศาสตร์ได้ 2.กองทุนจะต้องมีบทบาทในการเสริมพลังในแง่ทรัพยากร เช่น ให้การสนับสนุนองค์กรที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้านการศึกษา เป็นต้น และ 3.กองทุนควรจะต้องมีระบบกลไกการประเมินผลที่ดี ให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจถึงผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ ตนต้องการที่จะสร้างความเข้าใจว่า กองทุนนี้ไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความยากจน หรือจัดสรรงบฯ ให้แก่ทุกคน อีกทั้งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการยกร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ระเบียบที่จะกำหนดว่าใครคือผู้ที่จะได้รับทุนบ้าง และระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งทั้ง 2 ระเบียบจะต้องยกร่างให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน หลัง พ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้

    นายประสารกล่าวต่อว่า กองทุนนี้จะมีงบประมาณหมุนเวียนประมาณ 2-3 หมื่นล้านต่อปี คิดเป็นเงินร้อยละ 5 ของงบฯ ที่ใช้ในการจัดการศึกษา ซึ่งจะมาจากงบฯ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดังนั้นจึงต้องทำงานให้เกิดผลใน 3 เรื่องหลักข้างต้น เพื่อให้แต่ละหน่วยงานเกิดความมั่นใจ โดยลักษณะการทำงานจะทำอย่างมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่ทำงานแบบขี้เกียจ ได้เงินมาแล้วเฉลี่ยให้ทุกคน ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนินการได้ผลน้อย และที่สำคัญอยากให้การใช้งบฯ ร้อยละ 5 มีส่วนในการผลักดันการใช้งบฯ ด้านการศึกษาที่เหลืออีกร้อยละ 95 ด้วย เพราะคิดว่าโครงการต่างๆ ที่กองทุนจะเข้าไปช่วยเหลือ จะมีความสอดคล้องกับโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนายกฯ ก็ได้เน้นย้ำให้การทำงานของกองทุนไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

    “สำหรับขั้นตอนไปจากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเรื่องเร่งด่วน ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป ทั้งนี้ เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดคือ ต้องมีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี หลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ประกาศใช้ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.กองทุนได้ภายในเดือนเมษายน 2561” ประธานคณะอนุกรรมการกองทุนกล่าว.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น