ครอบครัวไร้รุนแรง ด้วยสื่อสารสร้างสรรค์

  • Saturday, November 25, 2017 - 00:00


    รู้หรือไม่ว่าคำหนึ่งคำสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ตั้งมากมาย เพราะทุกครั้งที่เปล่งวาจาออกมาจะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นความหมาย น้ำเสียง หรืออารมณ์ จนบางครั้งมันกลายเป็นการสร้างรอยแผลไว้ในใจคนฟัง แม้ว่าผู้พูดจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

    แต่หากรอยแผลที่ว่านั้นถูกสร้างขึ้นมาจากคนใกล้ชิดหรือคนที่เรารักในครอบครัว ก็ยากที่จะสมานให้หายในเร็ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงรอยแผลในจิตใจเท่านั้น แต่...คำเหล่านั้นอาจฝากแผลและรอยร้าวไว้ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสถาบันเล็กที่สุดของพวกเราด้วย

    ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี 2560 ภายใต้แคมเปญ “หยุด! คำร้าย..ทำลายครอบครัว” เพื่อร่วมสร้างความตระหนักในครอบครัวและสังคม ด้วยการลดการทำร้ายกันด้วยคำพูดที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงขึ้นในครอบครัว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการรณรงค์ในเดือนพฤศจิกายน ที่ถือเป็นเดือนแห่งการยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในประเทศไทย

    พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวในการรณรงค์ว่า ความรุนแรงดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในมิติต่างๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากทัศนคติและค่านิยมที่มองว่าการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว อีกทั้งยังพบว่า ในปีนี้เกิดคดีความที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัวถึง 211 คดี เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว และจากผลสำรวจของคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี พบว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็ก สตรี และครอบครัว ส่วนใหญ่เกิดจากการถูกทำร้ายทางคำพูดจนนำมาสู่การกระทบกระทั่งกันภายในครอบครัว

    การรณรงค์ในปีนี้จึงมีแนวคิด “สร้างครอบครัวไร้รุนแรง ด้วยสื่อสารที่สร้างสรรค์” ภายใต้ความคาดหวังในการยุติการใช้ความรุนแรงจนนำมาสู่การสร้างครอบครัวเชิงบวก โดยจะขับเคลื่อนกิจกรรมพร้อมกันทุกจังหวัดในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ยังมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยริบบิ้นสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อสตรีด้วย

    ด้าน ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ความรุนแรงในครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสำรวจความชุกความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวระดับประเทศ (National Survey) เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยการสนับสนุนของ สสส. โดยการสำรวจครั้งนี้ได้สุ่มตัวอย่างครอบครัวทั้งหมด 2,280 ครัวเรือน พบว่า มีครอบครัวกว่าร้อยละ 34.6 ที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและคนในครอบครัว ซึ่งสาเหตุความรุนแรงอันดับหนึ่งคือ ด้านจิตใจ พบถึงร้อยละ 33 รองลงมาคือ ด้านร่างกาย ร้อยละ 9 และความรุนแรงทางเพศ ร้อยละ 4

    ทั้งนี้ จากการให้ข้อมูลของผู้ประสบปัญหา รวมถึงครอบครัวทั่วไป กว่าร้อยละ 82.6 พบว่า เกิดจากการคำพูดที่ดูถูก ขู่ บังคับ พูดจาด่าทอจนทำให้อับอาย และผู้ประสบปัญหาจะไม่ขอความช่วยเหลือจากบุคคลหรือหน่วยงาน ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ได้ระบุไว้ว่า ผู้ถูกกระทำหรือผู้ที่พบเห็น หรือทราบการกระทำ มีหน้าที่แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการ

    ศ.นพ.รณชัยกล่าวต่อว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ข้อ 1 มีความสัมพันธ์กับภูมิภาค ซึ่งภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ที่มีความชุกของความรุนแรงสูงกว่าพื้นที่อื่นถึงร้อยละ 48.1 ซึ่งมาจากเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงเห็นว่าควรมีมาตรการป้องกันความรุนแรงและการช่วยเหลือที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

    ข้อ 2 ปัจจัยเขตที่อยู่อาศัย พบว่า ครอบครัวในเขตเมืองมีความชุกในการเกิดความรุนแรงในครอบครัวมากกว่าครอบครัวที่อยู่ในเขตนอกเมืองเกือบ 2 เท่า และข้อ 3 ปัจจัยลักษณะรายได้ของครอบครัวที่มีรายได้ไม่พอใช้ อาจนำไปสู่ภาวะเครียด มีแนวโน้มของการเกิดความรุนแรงมากขึ้น และการใช้สารเสพติด (สุรา บุหรี่) ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งผลให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวด้วย

    “อยากฝากให้สังคมตระหนักถึงการใช้คำพูดว่า การใช้คำพูดบางคำอาจทำให้คนฟังฟังแล้วเกิดอารมณ์ทั้งทางบวกและทางลบ จนเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ความรุนแรง และการตัดสินใจจนถึงแก่ชีวิตตามที่เห็นได้จากสื่อข่าวในช่วงที่ผ่านมา” ศ.นพ.รณชัยทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ ศ.คลินิก นพ.พรชัย มูลพฤกษ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมทีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้จัดตั้งหน่วยจัดการความรู้เรื่องความรุนแรงในครอบครัวขึ้นในปี 2548 ผ่านการสำรวจการใช้ความรุนแรงในครอบครัวจาก 5 จังหวัดนำร่องใน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ข้อ 1 ด้านการบริการทางการแพทย์ ข้อ 2 ด้านกระบวนการยุติธรรม ข้อ 3 ด้านการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว และข้อ 4 ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ ก่อนที่จะได้พัฒนาขึ้นในปี 2559 เป็น “ศูนย์จัดการความรู้ความรุนแรงในครอบครัว” ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. เพื่อการพัฒนาชุดแบบสอบถามปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและครอบครัวในสังคมไทย โดยมีเป้าหมายในการสนับสนุนให้ประเทศมีฐานข้อมูลการสำรวจความชุกของปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัว เพื่อชี้ให้เห็นถึงขนาดและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ปัญหา รวมถึงการใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือกำหนดยุทธศาสตร์ วางแผน และเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานในระยะยาวได้

    นอกจากนี้ยังมีตัวอย่าง 10 คำพูดดีๆ... ที่คนส่วนใหญ่อยากได้ยินจากคนในครอบครัวมาแนะนำ ซึ่งได้จากการผู้ตอบแบบสอบถาม 2,753 คน ได้แก่ 1.เหนื่อยไหม 2.รัก 3.มีอะไรให้ช่วยไหม 4.คำชมเชย (เก่ง/ดี/เยี่ยม) 5.ไม่เป็นไรนะ 6.สู้ๆ นะ 7.ทำได้อยู่แล้ว 8.คิดถึงนะ 9.ขอบคุณนะ และ 10.ขอโทษนะ ตามลำดับ

    ส่วน 10 คำพูดร้ายๆ...ที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากได้ยินและไม่ควรเอ่ย ได้แก่ 1.ไปตายซะ 2.คำด่า (เลว/ชั่ว) 3.แกไม่น่าเกิดเป็นลูกฉันเลย 4.ตัวปัญหา 5.ดูลูกบ้านอื่นบ้างสิ 6.น่ารำคาญ 7.ตัวซวย 8.น่าเบื่อ 9.ไม่ต้องมายุ่ง และ 10.เชื้อพ่อเชื้อแม่มันแรง

    ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ควรค่าแก่การรักษาและเติมเต็ม จึงอย่าให้สิ่งที่มีค่าเหล่านี้ต้องมีรอยแตกร้าวจากคำพูดเพียงเสี้ยววินาที แต่อาจบั่นทอนจิตใจไปแสนนาน โดยเฉพาะหากออกมาจากปากคนที่เรารัก.
    ล้อมกรอบ

    เดิน-วิ่งสังคมสดใสด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 8

    ด้วยมูลนิธิหัวใจอาสา และองค์กรภาคี อันได้แก่ สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีผู้เกี่ยข้อง ได้ร่วมกันจัดงาน “เดิน-วิ่ง สังคมสดใส ด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 8” ในวันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 ระหว่างเวลา 04.30-10.00 น. บริเวณสวนป่ารักน้ำสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กรุงเทพฯ และใช้เส้นทางเดินวิ่งรวม 3 สวน ได้แก่ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนวชิรเบญจทัศ และสวนจตุจักร โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานในหน่วยงานต่างๆ ออกกำลังกายเป็นวิถีชีวิต เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ และโรคอ้วน

    ภายในงานมีบูธกิจกรรมจากภาคีเครือข่าย อาทิเช่น บูธนวด บูธกิจกรรมจิตอาสา และกิจกรรมที่สำคัญภายในงานคือ การให้และการแบ่งปัน โดยสนับสนุนให้ทุกคนได้มีส่วนในการแบ่งปัน โดยการนำสิ่งของมือ 2 ที่ยังคงสภาพดี แต่ไม่ใช่งานแล้วมามอบให้กับร้านปันกัน เพื่อแปลเปลี่ยนเป็นทุนการศึกษาให้เด็กผู้ยากไร้

    ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้ามาได้ที่ http://bit.ly/RunforloveVHF โดยมีค่าสมัคร 400 บาท สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ติดต่อสอบถาม โทร.08-7010-0770, 08-5900-0389.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น