เรื่องเล็กๆในพื้นที่ปลายด้ามขวาน คงดังพอที่ ครม.สัญจรจะได้ยิน

  • Saturday, November 25, 2017 - 08:41

    หลังจากที่ใช้เวลาในการ หาเสียง อย่างจริงจังมาร่วม 2-3 เดือน วันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ ก็จะเป็นวันหย่อนบัตรเพื่อการ เลือกตั้ง คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 30 กว่าจังหวัด แต่ ไฮไลต์ ในการเลือกตั้งถูก โฟกัส อยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นด้านหลัก
        
    เนื่องจากแผ่นดินตรงนี้เป็นแผ่นดินที่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน และเครื่องมือที่ฝ่ายขบวนการ หรือกลุ่มผู้ที่ เห็นต่าง ใช้ในการปลุกระดม สร้างสถานการณ์ เพื่อหามวลชนสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนคือเงื่อนไขความเป็น มลายู อิสลาม และ ปัตตานี
        
    หนึ่งใน 3 เงื่อนไขที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้อย่างได้ผลคือ อิสลาม หรือ ศาสนา ด้วยการนำคำสอนของศาสดา ที่เป็นเสมือน คัมภีร์ชีวิต ของ มุสลิม มาบิดเบือน ให้หลงเชื่อ แต่ทำตาม โดยเชื่อว่าสิ่งที่ขบวนการนำมาบิดเบือน และ บ่มเพาะ คือความประสงค์ของ ศาสนา ที่ทุกคนต้องทำตาม
         
    ดังนั้นการเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีความสำคัญยิ่งกับ ยุทธศาสตร์ ของบีอาร์เอ็น เพราะหากมีเสียง ข้างมาก ในคณะกรรมการอิสลามได้ การดำเนินงานทาง การเมือง ด้วยการใช้ ศาสนา มาทำการ บ่มเพาะ เพื่อสร้างมวลชน สร้างนักรบ สร้างนักปฏิวัติ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย เอกราช ที่บีอาร์เอ็นนำมาใช้เพื่อ หลอกลวง มวลชนให้เป็นเครื่องมือ
      
    2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงจึง ซบเซา เพราะบีอาร์เอ็นเน้นหนักในการส่งคนลงพื้นที่ รวมมือกับคน การเมือง ในพื้นที่ ในการ หาเสียง จากกลุ่มคนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน เพื่อ หนุนส่ง ให้คนของบีอาร์เอ็นได้เข้าสู่เส้นชัย
      
    เสียงปืน เสียงระเบิด ที่ ซบเซา เพราะบีอาร์เอ็นไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ เพราะจะไปขัดขวางการปฏิบัติการด้าน มวลชน ของฝ่ายการเมือง และฝ่ายศาสนา ในการใช้กลยุทธ์เพื่อให้กลุ่มคนที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกคนของตนเอง
       
    ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามที่ผ่านมามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง และต้องการใช้คณะกรรมการอิสลามเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้งของฝ่ายการเมือง ในขณะที่บีอาร์เอ็นก็ต้องการใช้คณะกรรมการอิสลามเป็นฐานในการปฏิบัติการด้านมวลชนเช่นกัน
       
    การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่ จ.ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งมีการเลือกตั้งทั้งประธานและคณะกรรมการ มีการต่อสู้กันอย่าง ถึงลูกถึงคน เพราะมีการแข่งขันกัน 2 ถึง 3 ทีม การสนับสนุนจึงพร้อมด้วย การเงิน การเมือง และกลุ่มก่อการร้าย มีการจัดสัมมนานอกสถานที่ในหลายจังหวัด ที่คึกคักที่สุดคือการใช้พื้นที่ จ.สตูล เป็นที่ สัมมนา และที่สำคัญบางทีมใช้ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อโน้มน้าวให้ผู้นำศาสนาลงคะแนนให้ทีมของตนเอง
        
    ซึ่งคงจะสอดคล้องกับวันที่ 27 พ.ย. อันเป็นวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง เป็นเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะ ครม.ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อประชุมติดตามโครงการพัฒนาตามนโยบาย สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยเฉพาะในเมือง ต้นแบบ ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ก่อนที่ในวันที่ 28 พ.ย. จะมีการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.สงขลา
      
    การเดินทางมาประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรี คงจะ ครึกครื้น กว่าการประชุม ครม.สัญจรที่ภาคอื่นๆ เพราะนอกจาก จ.ปัตตานี จะต้อง คลาคล่ำ ด้วยกำลังของ เจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องรักษาความสงบในการ เลือกตั้ง คณะกรรมการอิสลาม เพื่อป้องกันการก่อเหตุจากกลุ่มก่อการร้ายแล้ว ยังต้องจัดกำลังคุ้มกันนายกรัฐมนตรีและคณะอย่างเต็มพิกัด เพราะ นายกฯ และคณะต้องเดินทางไปติดตามโครงการต่างๆ ในหลายพื้นที่ด้วยกัน
        
    ในส่วนของ มวลชน ที่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่า กอ.รมน.จะสั่งการให้แต่ละจังหวัดป้องกันมิให้กลุ่มคนที่มีปัญหาความเดือดร้อน เดินทางมาแสดงตัวในบริเวณที่ประชุม เพื่อขอพบ นายกฯ หรือยื่นหนังสือกับ นายกฯ แต่คงจะ สกัด ได้แค่จำนวนหนึ่ง
      
     แต่...ที่น่าจะ สกัด ไม่ได้คือ กลุ่มคนที่ เห็นต่าง ในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านกินเทพา จ.สงขลา ที่มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อขอพบนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามความชัดเจนในเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้ โดยมีการเดินจากหาดบางหลิง อ.เทพา ตั้งแต่เย็นของวันที่ 24 และจัดกิจกรรมไปเรื่อยๆ กับมวลชนผู้ เห็นต่าง ในพื้นที่ต่างๆ และจะมารอพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในที่ประชุม ในวันที่ 28 พ.ย.
      
    เช่นเดียวกับองค์กรต่างๆ ที่เป็นผู้นำชาวสวนยาง 15 จังหวัด ที่ขอเวลาจาก พล.อ.ประยุทธ์ 5 นาที เพื่อยื่นหนังสือพูดคุยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำ ส่วนกลุ่มประมงผู้เดือดร้อนจากการออกกฎหมายของรัฐบาล และได้มีการชุมนุมไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน ที่ จ.ปัตตานี คงจะไม่กล้า รบกวนหัวใจ ของนายกรัฐมนตรี เพราะมีความพยายามจากผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ขอร้องแกมบังคับ เพื่ออย่าให้เกิดความ ขุ่นเคือง จากนายกรัฐมนตรี
        
    เช่นเดียวกับเรื่องการแบ่งกลุ่มจังหวัด ที่สภาพัฒน์ได้ทำตามดำริของนายกรัฐมนตรี ด้วยการจัดกลุ่มพื้นที่ 14 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น 3 กลุ่ม หรือ 3 โซน โดยให้จังหวัดสงขลาไปขึ้นอยู่ในกลุ่มอ่าวไทย และให้ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดประธาน ให้ จ.สตูล ไปขึ้นกับกลุ่มอันดามัน โดยมี จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดประธาน และกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงมีเพียง จ.ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส โดยมีการตัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.สงขลา กับสตูล ออกจากจังหวัดชายแดนภาคใต้
       
    ซึ่งมีการคัดค้านไม่เห็นด้วยในเบื้องแรก จาก จ.สงขลา และ จ.สตูล แต่หลังจากที่ผ่านไประยะหนึ่ง เสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยของ จ.สงขลา ก็เริ่ม อ่อนโทรม ลง เพราะถูก ล็อบบี้ จากหน่วยงานของรัฐ จากหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งก็เป็นไปตาม จริต ขององค์กรเอกชนใน จ.สงขลา ที่จะเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด
       
    ในขณะที่ จ.สตูล มีความชัดเจน ด้วยเหตุผลที่ ฟังได้ ในการที่ไม่ต้องการออกจากกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตรงนี้ขอ ชื่นชม ผู้นำองค์กรเอกชนของจังหวัดสตูล ที่ไม่ คิดมาก เหมือนกับ สงขลา ที่กลัวว่าการขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีอาการไม่พอใจ และส่วนราชการใน จ.สงขลา จะถูก เลขท้าย จากการขับเคลื่อนเรื่องการไม่เห็นด้วยกับการแบ่งกลุ่มของจังหวัดภาคใต้
        
    โดยข้อเท็จจริงการแก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ผู้นำประเทศจะต้องเปิดโอกาสให้กับผู้ที่ เห็นต่าง ได้พบ ได้นำปัญหามา แจกแจง ให้ผู้บริหารประเทศได้รับฟัง เพราะไม่มีใครที่จะรู้เรื่องได้ดีกว่าคนในพื้นที่ การที่ นายกฯ ได้ฟังได้พบคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละองค์กร นำมาปัญหามาให้แก้ ย่อมดีกว่ามานั่งฟังคำเยินยอจากมวลชน จัดตั้ง และข้าราชการเป็นยิ่งนัก
      
    ถามว่า ถ้าผู้นำองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ ต่างกลัว ลุงตู่ จะออกอาการ เฮ้ยๆ กับความจริงของประเทศ จนไม่กล้าที่จะพูดความจริง และถ้า พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ต้องการที่จะรู้ความจริงของแต่ละปัญหาจากคนในพื้นที่ แล้วอย่างนั้นจะจัดประชุม ครม.สัญจร ให้สิ้นเปลืองงบประมาณทำไม เพราะการประชุม ครม.สัญจร เป็นการลงพื้นที่เพื่อดูของจริงเพื่อฟังปัญหาจากคนในพื้นที่ ไม่ใช่การเดินทางไกลเพียงเพื่อฟังเสียง โอ้โลมปฏิโลม ให้ชื่นฉ่ำหัวใจ
       
    ดังนั้นกลุ่มผู้นำองค์กรที่มีปัญหา และต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงอย่ากลัว อย่าเกรงใจ ต้องกล้าที่จะมาพบกับนายกรัฐมนตรีและ ครม.ในการประชุม ครม.สัญจรในครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศ และท้องถิ่นของท่าน ส่วนจะได้พบ หรือไม่ได้พบ จะได้ยื่นหนังสือให้กับ นายกฯ หรือให้กับ ตัวแทน ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะคนที่รู้ปัญหา แต่ไม่ทำอะไรเลย คือคนบาปของแผ่นดิน
       
    อย่างไรเสีย ก็ยังมีความหวังว่า ในการประชุม ครม.สัญจรในครั้งนี้ แม้จะมีกลุ่มผู้เดือดร้อนมารอพบ นายกฯ ให้เสียอารมณ์ไปบ้าง แต่หลังเสร็จสิ้นการประชุม คงจะมีสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหวังว่า นายกฯ คงจะให้โอกาส และรับฟัง เสียงเล็กๆ จากพื้นที่ เพื่อนำไปสู่ประตู ทางออก ของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง.

    เมือง ไม้ขม รายงาน

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น