ผ่าแผน คสช.ปลดล็อกท้องถิ่น

  • Sunday, November 26, 2017 - 00:00

    มีดีลลับ-เจรจาต่อรอง แลก คสช.ปลดล็อกท้องถิ่น

    โรดแมปการเลือกตั้งท้องถิ่นหลังรัฐบาล คสช.ส่งสัญญาณปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทิศทางเริ่มชัดมากขึ้น เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำร่างแก้ไข พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นเสร็จสิ้นแล้ว และเตรียมส่งให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาเพื่อเตรียมนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในปลายเดือนธันวาคม จากนั้นส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามลำดับ

    ความเห็นต่อการปลดล็อกการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศของรัฐบาล คสช. ในมุมวิเคราะห์ของนักวิชาการรัฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องการปกครองท้องถิ่น การกระจายอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย เห็นได้จากผลงานวิชาการ ผลงานการวิจัยเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมาก รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นประธาน เขามีมุมวิเคราะห์การขยับของรัฐบาลที่ส่งสัญญาณปลดล็อกท้องถิ่น ตลอดจนการมองสภาพปัญหาการเมืองท้องถิ่นในปัจจุบัน และข้อเสนอต่อการปฏิรูปท้องถิ่นที่น่าสนใจ รวมถึงการวิพากษ์รัฐบาล คสช.ในเรื่องการกระจายอำนาจในแบบตรงไปตรงมาว่า สามปีกว่าของรัฐบาล คสช. นอกจากรัฐบาลสอบตก ไม่มีผลงาน หลายเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ทำในเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น นอกจากไม่ปฏิรูปแล้วกลับยิ่งทำให้ท้องถิ่นมีปัญหาในการบริหารงาน จนทำให้การกระจายอำนาจในยุค คสช.ถอยหลังเข้าคลองอย่างเห็นได้ชัด

    ลำดับแรก รศ.ดร.วีระศักดิ์ อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่นจำนวน 6 ฉบับเสียก่อนถึงจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ว่า เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการเขียนชัดมากขึ้นในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ครอบคลุมถึงนักการเมืองท้องถิ่นด้วย คือหากคนไหนเคยมีประวัติไม่ดี เช่นมีเรื่องคดีทุจริต เคยต้องขังในเรือนจำ ก็จะขาดคุณสมบัติการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วย จากเดิมที่การเมืองระดับท้องถิ่นไม่ได้มีข้อห้ามลักษณะดังกล่าว เมื่อ รธน.เข้มงวดมากขึ้นทำให้คนจะเล่นการเมืองท้องถิ่นต้องขาวสะอาดจริงๆ หากมีคุณสมบัติต้องห้ามก็ลงสมัครไม่ได้ เช่นเดียวกับการเมืองระดับชาติ จึงทำให้ต้องแก้เรื่องคุณสมบัติผู้ลงเลือกตั้งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา จนอาจส่งผลให้การเลือกตั้งโมฆะ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ซับซ้อน

    รศ.ดร.วีระศักดิ์ ชี้ปมที่น่าสนใจในเรื่องท้องถิ่นว่า เรื่องที่ยังไม่ได้คุยกันและน่าห่วงมากกว่าเพราะยังเป็นประเด็นที่ยังไม่ตกผลึกมี 2 เรื่องใหญ่ ที่เห็นว่าควรต้องแก้ไขทำให้ชัดเจนก่อนจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น

    คือ 1.ความชัดเจนเกี่ยวกับภารกิจ อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น เพราะ รธน.วางกรอบอย่างกว้างไว้ โดยให้ท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่มากขึ้นแต่เขียนใช้ถ้อยคำไม่ขยายความ แต่คำถามก็คือกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่สอดดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายจัดตั้งท้องถิ่นเช่นพวก อบจ., เทศบาล, อบต.ที่เป็นกฎหมายในแบบเดิม คือเขียนภารกิจหน้าที่ของท้องถิ่นไว้หมดทุกอย่าง รวมถึงกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ พ.ศ.2542 ก็ยังเขียนแบบเดิม คือบัญญัติลักษณะงานที่ให้ท้องถิ่นทำ โดยเขียนให้มีการถ่ายโอนงานไปให้ท้องถิ่น แต่ รธน.ฉบับปัจจุบันเขียนไว้แบบกว้าง คำถามคือแล้วจะเขียนหรือแก้กฎหมายท้องถิ่นในเรื่องนี้อย่างไรให้สอดคล้องกับ รธน. อันนี้ยังไม่ตกผลึก เท่าที่ทราบยังไม่ได้ตั้งหลักคุยกัน ดังนั้นควรทำให้ชัดเพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งกันตามมาในภายหลัง จนนำไปสู่การตีความ ส่งเรื่องไปศาล รธน.ที่อาจทำให้กฎหมายท้องถิ่นที่จะแก้ไขกลายเป็นโมฆะ

    ดังนั้นถ้าให้ดีทำให้ชัดตั้งแต่ตอนนี้ ว่าภารกิจของท้องถิ่นทำอะไรได้ขนาดไหน ถือว่ามีความจำเป็นในทางการเมืองของท้องถิ่น เพราะเวลานักการเมืองจะหาเสียง เขาก็ต้องหาเสียงว่าเขาจะทำอะไรบ้าง ดังนั้นหากเขาไม่รู้ขอบเขตอำนาจตัวเองก็เหมือนกับหาเสียงหลอกๆ อย่างที่เคยเจอกันมาแล้วเช่นตอนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในยุคที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ชนะการเลือกตั้ง พบว่าผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีการหาเสียงว่าจะทำอะไรต่างๆ ซึ่งเกินอำนาจของ กทม.ที่จะทำได้เกือบทั้งสิ้น ดังนั้น หากไม่แก้ตรงนี้ก็จะทำให้เกิดการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นแบบหลอกประชาชน ซึ่งไม่ดีต้องแก้ก่อนเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่แก้แค่คุณสมบัติคนลงเลือกตั้ง

    สำหรับประเด็นที่ 2 รศ.ดร.วีระศักดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกระจายอำนาจฯ ชี้ว่าควรต้องทำให้ชัดก่อนจะมีการปลดล็อกการเลือกตั้งท้องถิ่น คือโครงสร้างของท้องถิ่นจะเอากันอย่างไร เพราะทุกวันนี้ท้องถิ่นของไทยเป็นระบบที่มีสองชั้น คือ มี อบจ., เทศบาล, อบต.ก็ควรต้องตกลงให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร จะยุบไม่ยุบ จะควบหรือไม่ควบ อันนี้ยังไม่นิ่ง เมื่อไม่นิ่งสมมติใช้โครงส้างปัจจุบัน แล้วมีการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นแบบไหน จะใครก่อนหลังก็แล้วแต่ แล้วเลือกตั้งเข้ามา มีผู้บริหารท้องถิ่นทุกรูปแบบเข้ามาเต็มสูบ 7-8 พันคน แต่ถ้าอีกไม่นานมีการปฏิรูปโดยใช้แนวทางยุบหรือควบ ไม่ว่าจะสูตรไหนก็จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณที่ใช้ไปกับการเลือกตั้ง

    โจทย์ของนักปฏิรูปอาจบอกว่าให้เลือกตั้งไปก่อนแล้วทำไปสองปีค่อยยุบ หากทำแบบนี้ถ้านักการเมืองท้องถิ่นได้รับเลือกตั้งเข้ามา ทำงานไปได้สองปีแล้วมาปรับโครงสร้าง คนที่เข้ามาจะเอาเขาไปไว้ไหน มันก็ไม่แฟร์กับคนที่มาเล่นการเมืองท้องถิ่นและไม่แฟร์กับบ้านเมืองที่ใช้งบประมาณไปกับการจัดเลือกตั้งท้องถิ่น

    ดังนั้นถ้าให้ดีเมื่อรัฐบาลจะแก้กฎหมายท้องถิ่น ในเรื่องคุณสมบัติของคนลงสมัครรับเลือกตั้ง สองเรื่องข้างต้นคือ เรื่องภารกิจหน้าที่ของท้องถิ่น กับเรื่องโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำให้ชัดและนิ่ง พวกท้องถิ่นทั้ง อบต., เทศบาล, อบจ. อะไรจะอยู่หรือไปต้องให้ชัด ไม่เช่นนั้นจะสับสนในอนาคต ทั้งสองเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้หารือรายละเอียดกัน หากจะปลดล็อกการเลือกตั้งท้องถิ่นถ้าทำ 3 เรื่องนี้ไปพร้อมกัน มันก็จะได้เดินไปได้ให้มันเสริมกัน โดยวิธีการก็เพียงแค่แก้กฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจ พ.ศ.2542 กับกฎหมายท้องถิ่นที่รัฐบาลกำลังจะแก้ไขอีก 6 ฉบับ

    แกะรอยสัญญาณปลดล็อกท้องถิ่น

    - มองอย่างไรกับการที่รัฐบาล คสช.ออกมาส่งสัญญาณจะปลดล็อกการเมืองท้องถิ่นเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่น ที่อาจเกิดก่อนการเลือกตั้งระดับชาติ?

    ผมก็มองเกมพยายามถอดรหัส ก็ได้ข่าวว่าเขาพยายามจะให้เลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นแต่ไม่ได้ปูพรม ข่าวที่ได้ยินมาอาจจะให้เลือกตั้ง อบจ. แต่ถ้าอ่านรหัสเขาเริ่มจากระดับบนก่อน รัฐบาลเขาก็อยากอยู่ต่อ เพราะเมื่อขึ้นหลังเสือไปแล้วก็อยากอยู่ข้างบน เพราะหากมีการเลือกตั้งแล้วฝ่ายคู่แข่ง สมมุติพรรคเพื่อไทยที่มีแนวโน้มอยู่ว่าหากเลือกตั้งก็อาจชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ก็อาจกลับมาไล่เช็กบิลทางการเมือง ก็ทำให้ทางการเมืองรัฐบาลตอนนี้ไม่ยอมลงจากหลังเสือง่ายๆ

    เขาก็ต้องการอยู่ต่อ ซึ่งหากมีการเลือกตั้งตั้งแต่ตอนที่ คสช.เข้ามาในช่วงสองปีแรก มองว่าตอนนั้นโอกาสที่ฝ่าย คสช.จะชนะการเลือกตั้งมีมากกว่า แต่วันนี้ผ่านมาสามปีกว่าคนเริ่มเห็นข้อเท็จจริงว่า คสช.ก็คือนักการเมือง เหมือนรัฐบาลทั่วไปที่แก้ปัญหาให้ชาวบ้านไม่ได้ แล้วอำนาจ คสช.ที่ใช้ก็มีถูกบ้างมั่วบ้าง คสช.ก็รู้ว่าคะแนนนิยมไม่ดี ดังนั้นหากมีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้น คสช.ก็มีโอกาสสูงที่จะแพ้ เพราะแม้ รธน.เปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอก แต่ขั้นตอนทั้งการเสนอชื่อและการปลดล็อก รธน.ให้มีนายกฯ คนนอก ต้องใช้เสียงในรัฐสภา 2 ใน 3 ของเสียงสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดจาก 750 เสียง ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต่อให้มี ส.ว.อยู่แล้ว 250 เสียง แต่ก็ยังต้องการเสียงสนับสนุนอีกจำนวนไม่น้อย และแม้อาจจะมีการตั้งพรรคทหารขึ้นมา แต่อย่างเก่งพรรคทหารก็คงได้แค่ร้อยเสียง เป็นพรรคขนาดกลางพรรคตัวแปร ซึ่งหากคิดจะไปจับมือกับประชาธิปัตย์โอกาสก็อาจไม่สำเร็จ เพราะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงไม่ยอมไปหาเสียงแล้วบอกว่าเลือกเขาเพื่อไปสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เช่นนั้นอภิสิทธิ์ ราคาหมดทันที ก็ทำให้โอกาสที่จะมีการสนับสนุนเปิดช่องให้มีนายกฯ คนนอกเสียงอาจไม่ถึง เลยอาจเห็นแ
    ล้วว่าหากเลือกตั้งระดับชาติวันนี้คงไม่รอด ก็เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ต้องอาศัยท้องถิ่นเป็นฝ่ายสนับสนุนเขา

    “ผมมองว่าที่เขาจะยอมให้เลือกตั้งท้องถิ่น เพราะโรดแมปเลือกตั้งใหญ่มันมาแล้ว แต่เขามองแล้วว่ามันยังไม่เข้าเป้า อันนี้เลยเป็นยุทธศาสตร์การเมืองที่ผมเดา แต่ได้มีการเช็กข่าวบ้างแล้ว ได้ยินว่ามีการต่อรองกันว่าถ้ายอมปลดล็อกให้เลือกตั้งท้องถิ่น แล้วท้องถิ่นจะมีการกลับมาสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลตอนเลือกตั้งใหญ่สักเท่าใด มีการเจรจากัน แต่ดีลนี้เป็นอย่างไรผมยังไม่ทราบชัด เหมือนกับการต่อรองว่ายอมให้เลือกตั้งท้องถิ่น แต่ขอหลักประกันว่าแล้ว ส.ส.จะได้สักกี่ที่ ดีลแบบนั้นถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือกตั้งท้องถิ่น”

    รัฐบาลมีไพ่เด็ดอันเดียวคือ หากดีลไม่จบแล้วรู้ว่าเลือกตั้งใหญ่จะแพ้ ถามว่าหากคุณเป็นทหาร หากรู้ว่าถ้าออกรบแล้วแพ้จะทำอย่างไร ก็ไม่มีทางออกรบ ก็หมายความว่าอาจจะลากออกไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเลือกตั้ง แต่สร้างเหตุผลความชอบธรรมขึ้นมาเพื่อให้รัฐบาลอยู่ต่อ อันนั้นไพ่ใบสุดท้าย เท่าที่ได้เช็กมาบอกว่าคุยกันแล้ว ดีลกันแล้วให้เลือกตั้งท้องถิ่น แต่ ส.ส.จะให้ได้กี่เสียงประมาณนี้ แล้วก็จะมีการรวมยอดออกมา หากพบว่าตัวเลขถึงก็จะยอมให้มีการเลือกตั้ง

    คนที่คิดฉลาดมาก มีหลายพื้นที่ต่อรองกันแล้ว หากดีลกันจบก็มองกันต่อไปในภาพใหญ่ หากตัวเลขนิ่งยอมให้มีการเลือกตั้ง รัฐบาลจะจัดการอย่างไรให้การเลือกตั้งเรียบร้อยที่สุด มองต่อ ที่ผมวิเคราะห์อาจผิดก็ได้ ผมมองว่า คสช.หากจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นสถานการณ์ต้องไม่วุ่นวาย จะให้เลือกตั้งปูพรมเลยทั้งสามระดับ คือ อบต., เทศบาล, อบจ. หรือจัดการแบบไหนไปก่อนจะง่ายกว่า มองว่าหากให้เลือกตั้งทั้งสามระดับไปเลยการจัดการจะยาก จะมีความไม่แน่นอนสูงมาก อาจจะคุมเสียงไม่ได้ แต่หากเลือกนายกฯ อบจ.ทั่วประเทศ 76 หน่วย และการเลือกสมาชิก อบจ.ทั่วประเทศอีกอย่างมากก็ 2,000-3,000 คน การจัดการจะไม่ยากเกินไปที่จะใช้สรรพกำลังทางทหารเข้าไปจัดการ แต่หากให้เลือกตั้งท้องถิ่นทั้งหมดที่มีร่วม 8,000 หน่วย การบริหารจัดการยากกว่าเยอะ หากเป็นไปตามข่าวที่ออกมา ที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นออกมาบอกแล้วว่าอาจจะมีการเลือก อบจ.ก่อน ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่มีความเป็นไปได้สูงเพราะหากเลือก อบจ.ก่อนจะคุมสถานการณ์ได้ แล้วจากนั้นก็ให้ อบจ.ไปดูแลจัดการการเลือกตั้งในเทศบาล แล้วก็ตามด้วยเทศบาลไปจัดการ อบต. ทีละสเตป แบบนี้ อบจ.ก็ต้องการ เพราะหาก อบจ.เขาคุมได้ สิ่งที่เขายื่นให้รัฐบาลคือเสียง ส.ส. ในทางกลับกันสิ่งที่เขาจะได้ก็คือ เทศบาล-อบต.ในพื้นที่ก็จะเป็นของพวกเขา ก็จัดการง่ายกว่าเยอะ อันนี้อ่านในทางการเมือง

    ดังนั้น การให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นแต่ทำไม่พร้อมกัน จะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับรัฐบาลและสามารถคุมจัดการเสียงได้ลงตัวมากกว่า

    รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องจับตาดูให้ดีอีกก็คือที่ฝ่ายกรรมการร่าง รธน.บอกว่า การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นต้องจัดการโดย กกต. แต่ผมสังหรณ์ว่าจะมีการออกคำสั่งมาตรา 44 เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยเป็นฝ่ายจัดการเลือกตั้ง ก็เดาอีก ถามว่าทำไมคิดแบบนั้น ก็มองว่าเพราะ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ทหารไปยุ่งไม่ได้ หากไปยุ่งก็จะถูกครหา แล้วหาก กกต.ชุดใหม่ไม่ใช่พวกเขาอาจมีการฟ้องแหลก ฟ้องศาลรัฐธรรมมนูญจนทำให้การเลือกตั้งอาจโมฆะ เสียงจำนวนที่นั่งที่เคยตกลงกันอาจไม่ได้ตามที่คุยกันไว้ ถ้ามองในมุม คสช.ก็อาจไม่อยากเสี่ยงกับ กกต.เท่าใด

    ผมก็เลยเดาว่าพอแก้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นทุกฉบับเสร็จ ก็อาจใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อให้มหาดไทยเข้ามาดูแลจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น มีความเป็นไปได้สูง อันนี้เป็นเกมที่ผมมอง เรื่องนี้หลังปีใหม่ไปแล้วคงชัด ช่วงนี้คงกำลังดีลอะไรกันอยู่

    ถามว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นควรทำก่อนหรือหลังเลือกตั้งใหญ่ รศ.ดร.วีระศักดิ์ นักวิชาการจากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้ทัศนะว่า เลือกตั้งท้องถิ่นจัดทีหลังการเลือกตั้งใหญ่ก็ได้ ให้การเมืองระดับชาตินิ่งก่อน เพราะหากการเลือกตั้งระดับชาติทำให้ทุกฝ่ายมีความหวังในการกลับมาพัฒนาประเทศ เพราะอย่างทุกวันนี้ภาคเอกชนก็ชะลอ หากต้องการให้ระบบทุกอย่างกลับเข้าที่ก็ควรให้มีการเลือกตั้งระดับชาติก่อน ที่จะมีผลดีต่อเวทีนานาชาติด้วย แล้วจากนั้นค่อยปลดล็อกเลือกตั้งท้องถิ่น อีกทั้งจะเป็นการทดสอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในภาพใหญ่ว่าฟังก์ชันต่างๆ ทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ซึ่งหากไปได้ก็ค่อยขยายลงมาที่การเลือกตั้งท้องถิ่น

    - มองว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นเครื่องทดสอบการเมือง เช่นฝ่ายตรงข้าม ดูกระแสนิยมต่างๆ ของรัฐบาล คสช.ก่อนเลือกตั้งใหญ่?

    ไม่ใช่แค่ทดสอบแต่ใช้เป็นเครื่องต่อรองเลย เป็นหมากเลยในการเดินยุทธศาสตร์การเลือกตั้งในอนาคต ใช้ตรงนี้เป็นฐาน มองอย่างนั้น ผมค่อนข้างมั่นใจ เพราะคนวางยุทธศาสตร์นี้เขาคงเห็นแล้วว่าหากเลือกตั้งระดับชาติตอนนี้เพลี่ยงพล้ำแน่ๆ เพราะตอนนี้รัฐบาลมีปัญหาหลายเรื่อง เช่นเรื่องเศรษฐกิจที่รัฐบาลสอบตก เลือกตั้งไปยังไงก็แพ้ เขาก็เลยแก้เกมโดยเอาท้องถิ่นมาเป็นตัวต่อรองเพื่อเปลี่ยนเกม

    ถามว่านักการเมืองท้องถิ่นพร้อมจะเชื่อมสัมพันธ์กับทหารหรือไม่ เพราะหลายพื้นที่มีฐานพรรคการเมืองเช่นเพื่อไทย รศ.ดร.วีระศักดิ์ ตอบแบบมั่นใจว่าอยู่แล้ว คือท้องถิ่นอาจมีฐานเช่นพรรคเพื่อไทย แต่ตอนนี้ คสช.เขาถือไพ่เหนือกว่า ท้องถิ่นก็ต้องการความอยู่รอด ไพ่ยาแรงที่ท้องถิ่นกลัวก็คือออกมาตรา 44 ยุบทิ้ง ท้องถิ่นเขากลัวมาก และอีกอย่างคือจะไม่ให้เลือกตั้งท้องถิ่นเลย ให้อยู่แบบนี้ต่อไป คสช.มีอำนาจเหนือกว่าทุกประการ ท้องถิ่นก็มีทางเลือกคือ จะแตกหักหรือคล้อยตาม ไม่มีทางเลือกมากกว่านี้แล้ว จะให้อยู่แบบนี้ต่อไปก็ไม่ดี เพราะอยู่แบบไม่มีอำนาจเต็ม อยู่แบบรักษาการ เขาก็ทำอะไรมากไม่ได้ ก็แค่ประคองสถานการณ์ไป มันไม่ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง

    ยุทธศาสตร์เขามองแล้วก็คือท้องถิ่นไม่ฝืนแน่ๆ อย่างบางส่วนที่อิงกับพรรคการเมืองเช่นเพื่อไทย จริงๆ แล้วฐานไม่ได้แข็งมากในเรื่องความเป็นพรรค หากเขาเจรจากับ คสช.แล้วทำให้การเมืองท้องถิ่น เดินไปได้ประโยชน์ลงตัว มีการยอมแลกคะแนนเสียงกันนิดหน่อย แต่ทำให้กลไกท้องถิ่นเดินไปได้ปกติ พวกท้องถิ่นที่อิงกับพรรคการเมืองบางพรรคเช่นเพื่อไทยก็อาจผันแปรได้ เพราะฐานการเมืองท้องถิ่นเขาไม่ได้ผูกกับพรรคมากเหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ เขาก็คงไม่ฝืนมาก

    รัฐบาลคงเห็นตรงนี้ก็เลยออกข่าวเลือกตั้งท้องถิ่นออกมาก่อน แล้วดูการปรับตัวทดสอบกระแส เท่าที่ทราบนักการเมืองท้องถิ่นเขามีการประชุมกันแล้ว ถ้ามีการมาเจรจากันแบบนี้จะเอาอย่างไรเรียบร้อยแล้ว นี่คือความฉลาดของรัฐบาล คสช.ที่ส่งสัญญาณออกมา หน้าฉากคือส่งสัญญาณ เบื้องลึกคือท้องถิ่นรู้แล้ว และมีการไปคุยกันไปดีลกันนอกรอบ ดูแล้วเกมนี้ฝ่ายรัฐบาลไม่มีทางขาดทุน อย่างมากก็เสมอตัว เพราะหากดีลไม่สำเร็จเขาก็แก้ตัวได้ว่าแก้กฎหมายท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องไม่ทัน ก็มีทางออกให้เยอะ.

    …………………

    กระจายอำนาจยุค คสช.สอบตก-ถอยหลัง-ตุกติก

    การบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.ในช่วงสามปีกว่าที่ผ่านมา ประเด็น การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แทบไม่มีคนออกมาประเมิน วิพากษ์การทำงานในด้านนี้มากนัก แม้แต่นักการเมืองท้องถิ่นเอง ก็พบว่าพวกแกนนำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพากันเงียบหมด

    ประเด็นดังกล่าวมีความเห็นแบบตรงไปตรงมาจาก รศ.ดร.วีระศักดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ให้คำตอบกับเราทันทีหลังตั้งคำถามว่ากว่า 3 ปีของรัฐบาล คสช.ในเรื่องการกระจายอำนาจถือว่าสอบผ่านหรือไม่ โดยระบุว่า สอบตก ไม่ทำอะไรเลย ทำแบบรูทีนเท่านั้น อะไรที่เคยมีมาก่อนก็สานต่อไป ไม่ได้ยุบเลิก เช่นไม่ยุบสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจ แต่ไม่ได้ทำอะไรมากนัก ไม่ทำอะไรที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือเห็นผลเป็นรูปเป็นร่าง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นนัยสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำเพื่อให้เป็นผลงานรัฐบาลมากกว่า แต่การผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจทางด้านยุทธศาสตร์ไม่มี อย่างการที่จะเขียนแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องท้องถิ่นให้ชัดเจน แต่ให้น้ำหนักไปที่ระบบราชการมากกว่า ท้องถิ่นเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งในระบบใหญ่ของเขา จึงทำให้ไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างในเชิงปฏิบัติ หรือเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นมิติใหม่ของการกระจายอำนาจ จึงถือว่าไม่ผ่าน

    ถามเสริมไปว่าที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะ คสช.มาจากทหาร เป็นเรื่องระบบคิดด้วยหรือไม่ รศ.ดร.วีระศักดิ์ ตอบว่าเป็นเรื่องระบบคิดและความไม่ไว้ใจนักการเมือง ระบบคิดของทหารเป็นแบบแนวดิ่งที่ไม่ได้ว่ากัน แต่เมื่อเข้ามาแล้วไม่ไว้ใจนักการเมือง ไว้ใจแต่ข้าราชการกันเองมากกว่า ก็เข้าทางข้าราชการที่ก็ไม่ชอบนักการเมืองโดยธรรมชาติ เลยให้ข้อมูลกับ คสช.ด้านเดียว ก็เข้าทางอีกเพราะ คสช.มองแบบนั้นอยู่แล้ว ก็เลยไม่มีอะไรที่ออกมาแล้วเอื้อต่อการกระจายอำนาจเลย

    “ให้ฟันธงก็คือสอบตก เผลอๆ เรื่องกระจายอำนาจเลวร้ายกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างยุคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ เรื่องกระจายอำนาจยังมีทำอะไรบ้าง แต่อันนี้ไม่ทำแล้วยังถอยหลังด้วย”

    เพราะหลายเรื่องดึงกลับไปที่ระบบราชการหมดเลย เช่นงบประชารัฐที่ลงหมู่บ้านก็กลับไปที่ราชการ หรือบัตรสวัสดิการคนรายได้น้อยราชการก็ดึงกลับไปทำเอง สอบตกแล้วยังถอยหลังอีก ติดลบเลยถอยหลังมาก พวกกองทุนหมู่บ้าน SMLก็ชะลอไป ช่วงหลังงบก็ลดลง แต่กลายเป็นว่าพอมาทำประชารัฐงบกลับเยอะขึ้น แล้วผมมองว่ามีรูรั่วเยอะกว่าท้องถิ่น เพราะว่าพอไปใช้จ่ายทำอะไรผ่านหมู่บ้าน มันไม่มีการตรวจสอบที่ดีแบบท้องถิ่น ที่เงียบๆ อย่าคิดว่าไม่มีทุจริต เงียบๆ นั่นแหละอันตรายน่ากลัวกว่า

    รศ.ดร.วีระศักดิ์ นอกจากเป็นกรรมการกระจายอำนาจแล้ว ยังเป็น ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพัฒนาการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรรมการกระจายอำนาจ ให้ข้อมูลการจัดสรรงบอุดหนุนท้องถิ่นของรัฐบาล คสช.ว่า เรื่องกระจายอำนาจของรัฐบาลนอกจากดึงถอยหลังก็ยังมีอีก เช่นเรื่องการกระจายอำนาจการคลังให้ท้องถิ่น พบว่าช่วงสองปีหลังงบประมาณ คือปี 2560 กับ 2561 รัฐบาล คสช.เปลี่ยนทิศทาง จากปีแรกเข้ามาเป็นช่วงเข้าปีงบประมาณพอดี ปี 2558 เลยทำอะไรไม่ได้มาก พอปี 2559 เริ่มตั้งหลัก เริ่มเห็นทิศทางแล้วว่า คสช.จะทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดีทำทุกเรื่องเอง เริ่มเห็นบทบาทของรัฐบาลส่วนกลางพยายามจะขยายตัวไป งานอะไรที่เป็นงานท้องถิ่นก็ดึงมาทำเอง เช่นงบประชารัฐที่ทำผ่านฝ่ายปกครอง เมื่อทำนโยบายออกมาก็ต้องหาเงิน จนไปพบงบท้องถิ่นเกือบ 500,000-600,000 ล้านบาท ก็ใช้วิธีตุกติกกับท้องถิ่น เห็นได้จากตอนต้นปี 2559 ก็ตุกติก โยนโจทย์ให้สำนักงบประมาณว่าต้องการงบประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ก็ใช้วิธีการเปลี่ยนวิธีการจัดสรรรายได้ให้ท้องถิ่น

    ก่อนหน้านี้ คสช.เคยชูกฎหมายปฏิรูปภาษีสองฉบับคือ 1.ภาษีมรดก 2.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เป็นรายได้ของท้องถิ่น เรื่องภาษีที่ดินมีการโฆษณาตั้งแตปี 2557 แต่ตอนนี้ยังไม่คืบหน้าและอาจออกมาไม่ทันยุครัฐบาลชุดนี้ เพราะจะมีการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้าแล้ว วิธีการตอนแรกรัฐบาลออกมาบอกว่าจะออกกฎหมายภาษีที่ดินในปี 2560 จะทำให้ท้องถิ่นเก็บภาษีรายได้มากขึ้นจากที่เคยได้จากภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละ 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี แล้วรัฐบาลบอกว่าหากมีกฎหมายภาษีที่ดินออกมา จะเก็บภาษีได้เพิ่มปีละประมาณหนึ่งแสนล้านบาท เพิ่มอีกร่วม 4 หมื่นล้านบาท จากนั้นรัฐบาลก็ใช้วิธีเล่นกับตัวเลข ด้วยการปรับลดงบประมาณที่รัฐบาลต้องกันเงินเป็นงบสนับสนุนให้ท้องถิ่น ทำให้เงินสนับสนุนของท้องถิ่นหายไปปีละประมาณเกือบ 40,000 ล้านบาท คนที่โชคร้ายคือท้องถิ่นเพราะเมื่อกฎหมายภาษีที่ดินไม่ได้ออกมาบังคับใช้ตามที่เคยบอกไว้ แต่รัฐบาลตัดงบอุดหนุนท้องถิ่นไปแล้ว 40,000 ล้านบาท และนำงบไปใช้อย่างอื่น งบอุดหนุนท้องถิ่นจึงขาดไปตั้งแต่ปี 2560 แล้วมาปี 2561 ก็ยังทำแบบเดิมอีก ทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่ากฎหมายภาษีที่ดินจะไม่ออกมา

    ผมเคยพูดในที่ประชุมกรรมการกระจายอำนาจว่าจะใช้วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้แล้ว ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2562 ที่กำลังเริ่มทำกันอยู่ เป็นความฉลาดแกมโกงของรัฐบาล คสช.ที่คนทั่วไปไม่รู้ พอสุดท้ายกรรมการกระจายอำนาจทวงไปว่าสิ่งที่รัฐบาลตั้งหลักไว้แล้วทำไม่ได้แบบนี้ไม่ถูกต้อง ขอให้รัฐบาลชดเชยเงินสนับสนุนท้องถิ่นที่หายไป ต้องคืนให้ท้องถิ่นจากงบที่หายไปร่วม 30,000 ล้านบาท ที่ผลก็คือทำให้ประชาชนไม่ได้รับบริการที่ควรได้จากท้องถิ่นที่หายไปปีละ 30,000 ล้านบาท รัฐบาลก็ตอบกลับมาว่า รัฐบาลโดยนายกฯ ประชุมใน ครม.และบอกว่า รัฐบาลก็มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณเช่นกัน ไม่สามารถหางบกลางส่วนไหนมาชดเชยจ่ายให้ท้องถิ่นได้แล้ว และขอให้ยุติเรื่องและให้ท้องถิ่นนำเงินสะสมของท้องถิ่นใช้ไปพลางก่อน เอาเปรียบท้องถิ่นหรือไม่

    เราตั้งคำถามว่า แต่ที่ผ่านมาท้องถิ่นก็มีปัญหาข่าวเรื่องการทุจริตค่อนข้างมาก รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าทุจริตก็เป็นปัญหาหนึ่ง แต่ผมไม่ค่อยติดใจเรื่องนี้มาก เพราะปัญหาของท้องถิ่นเรื่องอื่นมีเยอะกว่า คือเรื่องทุจริตท้องถิ่นมี ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ถ้าเทียบแล้วรุนแรงขนาดไหนต้องดูหลายมิติมาก เพราะหากนำท้องถิ่นไปเทียบกับรัฐบาลส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หลายชุดที่ผ่านมารวมถึงชุดนี้ด้วยก็ได้ ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณประเทศที่มหาศาลกว่า ยืนยันว่าเรื่องทุจิตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน้อยกว่าเยอะ

    ดูได้จากสถิติการตรวจสอบของ สตง., ป.ป.ช.ที่มีต่อ อปท.จะพบว่าจำนวนคดีเมื่อเทียบกับสัดส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวนคดีของ ป.ป.ช.หากจำไม่ผิดพบว่าท้องถิ่นที่ถูก ป.ป.ช.สอบสวนแล้ว ป.ป.ช.บอกว่าคดีมีมูล มีประมาณ 500 กว่าคดี ที่อาจดูว่าเยอะ แต่หากนำไปเทียบกับท้องถิ่นที่มีเกือบ 8 พันแห่ง มันกี่เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ที่ 5-8 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เยอะ และมูลค่าเงินที่เกี่ยวข้องในการตรวจของ ป.ป.ช.ที่ผมเคยทำวิจัยแล้วได้ตัวเลขข้อมูล พูดง่ายๆ หากมีคดีทุจริตของภาครัฐแบ่งเป็นส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น และรัฐวิสาหิจ พบว่าตัวเลขที่เกี่ยวข้องและมีวงเงินมากที่สุด หากผมจำไม่ผิดคือรัฐวิสาหกิจ เป็นหลักแสนล้านที่ ป.ป.ช.สรุปว่าเรื่องมีมูล รัฐบาลกลางอีกแสนล้าน และท้องถิ่น 500-600 ล้าน

    ส่วนตัวเลขการตรวจสอบของ สตง.ที่ตรวจสอบ อปท.ซึ่งตรวจแบบหว่านแหตรวจหมด ที่ใช้เกณฑ์จะทำอะไรแม้เรื่องเล็กน้อย หากไม่มีระเบียบรองรับ สตง.ก็บอกผิดหมด ก็พบว่าที่ สตง.ตรวจสอบ เทียบสถิติ สอบร้อยเรื่อง พบว่าเรื่องที่ สตง.บอกว่ามีมูลมีประมาณ 7.3 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าน้อยมาก แต่กับท้องถิ่นเวลามีข่าวพวกนี้มันจะดัง ทั้งที่เป็นข่าวแค่สิบแห่ง จากที่มี อปท.ทั้งหมดหลายพันแห่ง คนเลยไปรู้สึกว่ามันเยอะ แต่ราชการส่วนกลางมีประมาณสองร้อยกว่าแห่ง พอเกิดเรื่องขึ้นเช่นมีแค่ 2-3 แห่ง คนก็เลยไปรู้สึกว่าส่วนกลางทุจริตน้อย แต่จริงๆ เวลาส่วนกลางทุจริต วงเงินมันสูงระดับพันล้านหมื่นล้าน เช่น โครงการคลองด่าน ท้องถิ่นไปเกี่ยวข้องน้อยมาก สังคมมีการรับรู้ที่มีอคติต่อท้องถิ่นมากไป

    รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เคยทำวิจัยประเมินผลการกระจายอำนาจของไทยในรอบ 15 ปี ออกมาตอนปี 2557 ช่วง คสช.เข้ามาพอดี ก็ได้ข้อมูลที่เป็นกลางสามารถอ้างอิงได้ ซึ่งได้เคยถามประชาชนในท้องถิ่น โดยถามเขาว่าที่ผ่านมา อปท.มีปัญหาข่าวเรื่องทุจริต มีการเล่นพรรคเล่นพวก แบบนี้ให้ยุบทิ้งเลยดีไหม ผลปรากฏว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของหมื่นกว่าครัวเรือนที่มีการสำรวจ ออกมาว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการยุบทิ้ง แสดงว่าประชาชนยังพอใจท้องถิ่น ยังเห็นว่ามีประโยชน์

    เรื่องการทุจริตในท้องถิ่นก็ต้องไปแก้ไข ไม่ใช่ว่ามีข่าวท้องถิ่นทุจริตแล้วจะใช้วิธียุบทิ้งหมด แบบนั้น ประชาชนที่เคยได้รับบริการต่างๆ จากท้องถิ่นจะหายไปหมด แล้วกลับไปใช้ระบบภูมิภาคพวก จังหวัด อำเภอ แบบเดิม ซึ่งจะดีกว่าท้องถิ่นหรือไม่อันนี้ผมไม่มั่นใจ

    โจทย์ใหญ่ที่เป็นปัญหาหลักของท้องถิ่นวันนี้ เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ใช่คือปัญหา แต่ผมว่ายังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในความเห็นผม เพราะผลกระทบมันยังไม่เยอะ หากเยอะจริงวันนี้ท้องถิ่นเดินไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นปัญหามากกว่าคือจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นของประเทศไทยตอบโจทย์ของพื้นที่ได้ดีขึ้น

    ...ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวท้องถิ่นโดยลำพัง เพราะท้องถิ่นต้องมีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ กล้าตัดสินใจ นอกจากนี้ก็เกิดจากตัวภาครัฐบาลเอง ไม่สนับสนุนให้ท้องถิ่นกล้าทำโครงการใหญ่ๆ หากถามว่าทำไมรัฐบาลไม่สนับสนุน ก็มองว่าหากเป็นการเมืองแบบปกติที่ก็เป็นการเมืองแบบอุปถัมภ์ การเมืองส่วนกลางก็ไม่ยอมปล่อยอำนาจเพราะต้องการให้ท้องถิ่นมาเกื้อหนุนทางการเมือง เป็นผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน ส่วนรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เป็นลักษณะการเมืองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันโดยตรง แต่อาจจะเกิดจากฐานคิดของพวกเขาที่ไม่ชอบ เกลียดนักการเมือง เพราะเข้ามาด้วยเหตุผลว่าการเมืองทำให้ประเทศวุ่นวาย เมื่อใช้เหตุผลนี้กับการเมืองระดับชาติ ก็เลยใช้กับการเมืองท้องถิ่นด้วย เลยไม่หนุนเรื่องการกระจายอำนาจ อันนี้คือวิธีคิดแบบทหารที่ฐานคิดเขาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ภาครัฐจึงเป็นอุปสรรคให้ท้องถิ่นดูแลแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ไม่มากพอ

    รศ.ดร.วีระศักดิ์ อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงโรดแมปการปฏิรูปท้องถิ่นด้วยว่า ยังเชื่อในพลังของมวลชน ที่ก็คือหลักการกระจายอำนาจที่ให้พื้นที่จัดการปัญหาของตัวเอง แต่การจะไปจุดนั้นต้องทำให้เขามีทั้งอำนาจ มีองค์ความรู้ ทรัพยากร ซึ่งผมมองว่าโรดแมปตรงนี้ สามารถทำได้ภายในสิบปี จุดสุดท้ายก็คือการปกครองตนเองของชุมชน คือเหตุที่อยู่ท้องถิ่นก็ต้องให้ท้องถิ่นจัดการ แต่ไม่ใช่รัฐอิสระ คือเป็นหลักที่อะไรที่พื้นที่ทำได้ให้เขาทำ เช่นเรื่องขยะ หากเขาทำได้แต่ติดขัดระเบียบ ก็ต้องปล่อยให้ทำให้เขาจัดการเอง แต่เรื่องไหนหากเกินกำลัง ทำไม่ไหว ก็ให้ราชการส่วนภูมิภาคทำแทน ไม่ใช่แบบที่ทำอยู่ทุกวันนี้ที่เป็นหลักของเหลือ คืออะไรที่ราชการไม่เอาแล้ว ก็โยนไปให้ท้องถิ่นทำ แต่อะไรที่ท้องถิ่นต้องการทำกลับไม่ให้เขาทำ

    สเตปแรกที่จะไปถึงจุดนั้นคือ ต้องเคลียร์เรื่องที่เป็นพันธนาการฉุดรั้งท้องถิ่นเอาไว้ ต้องปลดล็อกตรงนั้น เช่นเรื่องการตรวจสอบที่เข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะหน่วยตรวจสอบที่เป็นประเด็นกับท้องถิ่นเยอะอย่าง สตง.ซึ่งมีปัญหามากในช่วง 3-4 ปีหลัง เพราะตั้งธงว่าต้องการจับผิดท้องถิ่น โดยใช้หลักว่า อะไรที่ไม่ได้มีการเขียนไว้ให้ทำได้เป็นลายลักษณ์อักษร ท้องถิ่นจะทำไม่ได้ ทั้งที่ควรปล่อยให้เป็นดุลยพินิจแต่ควรห้ามเฉพาะเรื่องคอขาดบาดตาย เช่นเรื่องกระทบความมั่นคง กระทบสิทธิเสรีภาพ นี้คือด่านแรกที่ต้องเคลียร์ซึ่งคงใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ซึ่งน่าเสียดายที่รัฐบาลนี้ไม่ได้ปลดล็อกตรงนี้ให้เลย เพื่อให้ท้องถิ่นไปทำเรื่องบริการสาธารณะให้ประชาชนในพื้นที่ จนติดล็อกกับบางเรื่องที่หยุมหยิมมาก เช่นการไม่ให้ท้องถิ่นฉีดวัดซีนให้สุนัขจรจัดเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดย สตง.บอกว่าเทศบาลทำไม่ได้ เป็นงานของปศุสัตว์ ทั้งที่เรื่องแบบนี้เทศบาลทำกันมาแล้วหลายสิบปี

    ต้องขจัดอุปสรรคในเรื่องกฎระเบียบแบบนี้ให้หมด เพื่อปลดล็อกพันธนาการที่เป็นเรื่องหยุมหยิม ที่ทำให้ท้องถิ่นดูแลประชาชนไม่ได้ เพื่อทำให้ท้องถิ่นทำงานใหญ่ๆ และเมื่อปลดล็อกแล้วให้ท้องถิ่นแต่ละแห่งพิสูจน์ฝีมือให้เต็มที่ในการทำงาน แล้วใช้เวลาประมาณเช่น 5 ปี ผ่านไปยังพบว่าก็เป็นแค่ท้องถิ่นเล็กๆ ทำเต็มที่แล้วได้แค่นี้ ยังแก้โจทย์ของประชาชนในพื้นที่ไม่ได้เต็มที่ ก็ค่อยไปทำเรื่องยุบหรือการควบรวมท้องถิ่น ไปแก้เรื่องโครงสร้าง

    ถามความเห็นในฐานะทำงานวิชาการด้านท้องถิ่นมานาน ถึงกรณีบางฝ่ายเช่นข้อเสนอของ กมธ.ของสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) บางชุดที่ศึกษาเรื่องการปกครองท้องถิ่น ได้เสนอว่า ควรยุบ อบต.ให้ไปรวมกับเทศบาล มองอย่างไร รศ.ดร.วีระศักดิ์ ยืนยันว่า อบต.ยังมีความจำเป็นอยู่ เรื่องนี้ไม่ใช่การมองแบบโลกสวย แต่มองจากความเป็นจริง ทุกวันนี้สังคมไทยยังมีสังคมเกษตรมีพื้นที่ชนบทอยู่ แล้วทำไมจะต้องทำให้ อบต.หายไปหมด เพื่อทำให้เป็นรูปแบบเทศบาลที่เป็นเขตเมืองทั่วประเทศ

    จากสถิติของ World Bank พบว่าพื้นที่ในประเทศไทยที่มีลักษณะเมืองมีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั่วประเทศ และอีกครึ่งหนึ่งยังเป็นชนบทอยู่ เราไม่มีทางที่จะเอาโครงสร้างแบบเทศบาลที่เป็นการจัดการกับพื้นที่แบบเมืองไปใช้กับชนบท และไม่มีความจำเป็นเลย อย่าง อบต.ที่ทำเรื่องพวกน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดีให้พื้นที่ แต่หากเป็นลักษณะเทศบาลจะไปทำเรื่องการบำบัดน้ำเสียที่ซับซ้อน ลงทุนสูง โครงสร้างเทศบาลจึงไม่เหมาะกับชุมชนเกษตร ไม่จำเป็นต้องเร่งสีเร่งการเติบโต หากพื้นที่ไหนเป็นชุมชนเกษตรก็ให้เป็นโครงสร้างแบบ อบต.ต่อไปได้ ไม่ควรเอาภารกิจของเทศบาลไปครอบ อบต. แต่หาก อบต.ไหนมีการเติบโตจนสามารถยกระดับเป็นเทศบาลได้แบบนั้นไม่ขัดข้อง แต่ไม่ควรทำแบบที่บางฝ่ายเสนอมาเช่น ข้อเสนอของ กมธ.สปท.ที่เสนอให้ยกเลิก อบต.แล้วทำเป็นเทศบาลทั้งหมด เพราะการไปยุบรวมโดยใช้เกณฑ์ประชากรในพื้นที่เป็นหลักพิจารณาอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล มันหยาบไป ต้องดูข้อเท็จจริง เงื่อนไข ความจำเป็นในพื้นที่ด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่ทำแบบมีธง

    หากจะปฏิรูปท้องถิ่น อันดับแรกต้องไปเอาระเบียบที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นมาพิจารณาทั้งหมด แล้วอันไหนมีปัญหาก็ปลดล็อกให้หมด หากปลดล็อกและให้เวลาพิสูจน์การทำงานไปสักระยะ หากพบว่าไม่ดีขึ้นก็ปฏิรูปโครงสร้างยุบ-รวม แบบนั้นผมเห็นด้วย ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็โยนคำตอบมาเลยว่าต้องยุบ ต้องควบรวมท้องถิ่น.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น