ปกป้ององค์กรหรือปกป้องคนผิด

  • Sunday, November 26, 2017 - 00:00

    หลายๆ ครั้งในหน่วยงานต่างๆ ที่มีบุคลากรในองค์กรกระทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามหรือกระทำผิด ผู้บริหารในหน่วยงานนั้นจะออกมาแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์โดยที่ท่านเหล่านั้นอาจจะคิดว่าพวกเขากำลังปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กร แต่หลายๆ ครั้งในความพยายามที่จะปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรนั้น ประชาชนที่ได้รับฟังคำชี้แจงของท่านนั้นจะมองว่าทานกำลังปกป้องคนผิดมากกว่า เพราะว่ามีสิ่งที่ท่าน

    พยายามจะชี้แจงนั้นบางครั้งก็สวนกับความจริงเชิงประจักษ์อย่างสิ้นเชิง หลายอย่างดูจะไม่มีตรรกะที่ยอมรับได้ หลายอย่างฟังดูแล้วดูจะขัดแย้งกัน และบางครั้งถ้าหากมีหลายคนในหน่วยงานออกมาชี้แจงประชาชนก็จะได้ยินได้ฟังข้อความที่ไม่ตรงกัน หรือขัดแย้งกันอย่างไร

    หากเราได้ติดตามการดำเนินการแก้ปัญหาการกระทำที่ไม่ดีงามของพนักงานในองค์กรเอกชนและองค์กรภาครัฐเราจะพบความแตกต่างที่ชัดเจน องค์กรเอกชนหรือองค์กรธุรกิจมองลูกค้าเป็นหัวใจของความสำเร็จทางธุรกิจ ดังนั้นพวกเขาจะยืนเคียงข้างลูกค้า โดยจะเริ่มต้นด้วยการออกมาขอโทษคนที่ได้รับการกระทำที่ไม่เหมาะสม แล้วบอกว่าพวกเขาจะดำเนินการอย่างไรในการแก้ไข ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น อาจจะมีการชดเชยบางอย่างให้ลูกค้าและในบางกรณีเมือสอบสวนเรียบร้อยแล้วพบว่าพนักงานขององค์กรทำผิดจริงก็จะมีการลงโทษพนักงานคนนั้น หนักบ้าง เบาบ้าง ตามความเหมาะสมกับความผิด สำหรับองค์กรเอกชนนั้นมีไม่กี่องค์กรที่จะออกมาแก้ตัวเพื่อปกป้องพนักงานของตนเองแต่ผู้บริการจะปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรและภาลักษณ์ของตราสินค้ามากกว่าจะพยายามปกป้องคนทำผิด

    ในกรณีของหน่วยงานราชการนั้น หลายหน่วยงานแก้ไขปัญหาการกระทำที่ไม่ดีงามของพนักงานแตกต่างจากการแก้ไขของภาคเอกชน โดยที่ผู้บริหารของหน่วยงานคิดว่าพวกเขาจะต้องปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรว่าไม่มีการกระทำที่ไม่เหมาะสมแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมของครูที่ทำกับศิษย์ ตำรวจที่กระทำกับประชาชน ทหารที่กระทำกับประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจกระทำกับผู้ใช้บริการ หลายๆ ครั้งพวกเขาจะออกมาบอกว่าไม่มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น หรือเป้นความเข้าใจผิด และมันจะจบลงด้วยการบอกว่าได้มีการทำความเข้าใจกันแล้วระหว่างพนักงานของหน่วยงานและประชาชนที่เป็นคู่กรณี

    อย่างไรก็ตาม ในความพยายามที่จะปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรนั้น การออกมาชี้แจงแถลงข่างของเขากลับกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรมากกว่าปกป้อง ทั้งนี้ เพราะในการชี้แจงของเขานั้นมีหลายอย่างที่ประชาชนที่ติดตามการชี้แจงของท่านไม่อาจจะยอมรับคำชี้แจงของท่านได้ ทั้งนี้ เพราะ

    · สิ่งที่ท่านพูดขัดแย้งกับความจริงเชิงประจักษ์ที่ประชาชนเขาได้รู้เห็น

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้นไม่ตรงกับภาพในวงจรปิดที่เป็นพยานสิ่งของ หรือวงปิดเสียไม่สามารถมองเห็นภาพที่จะเป็นพยานได้

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้นขัดแย้งกันพยานบุคคลอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เห็นเหตุการณ์

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้นขาดตรรกะ ไม่เป็นเหตุผลที่ประชาชนจะยอมรับได้

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้น หากพูดหลายคนปรากฏว่าพูดไม่ตรงกันประชาชนจะรู้สึกสงสัยไม่แน่ใจว่าใครพูดจริงพูดเท็จ

    · สิ่งที่ท่านพูดหลายๆ ครั้งมีความขัดแย้งกันเอง พูดจาไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้สิ่งที่ท่านพูดไม่น่าเชื่อถือ มีพิรุธ

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้น บางครั้งเป็นการกล่าวหาคู่กรณีอย่างไม่เป็นธรรมทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นผู้เสียหาย ดังนั้นประชาชนที่ได้รับฟังจะไม่พอใจการแถลงของท่าน และจะเข้าข้างประชาชนที่ได้รับความเสียหายมากกว่า

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้น เมือประชาชนอ่านระหว่างบรรทัดจะเข้าใจว่าท่านกำลังปกป้องคนของท่านโดยไม่สนใจข้อเท็จจริง และไม่เป็นธรรม ดังนั้นแทนที่การชี้แจงของท่านจะเป็นการปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรกลับกายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรมากกว่า

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้นท่านขาดความระมัดระวังว่ามันอาจจะถูกตีความไปในทางที่ทำให้ท่านเสียหายเพราะท่านคิดแต่ความหมายที่ตรงไปตรงมา ไม่ได้คิดถึงความหมายแฝง ถ้าเป็นข้อเขียน ท่านก็อาจจะเขียนโดยไม่ระมัดระวังว่าจะมีคนอ่านระหว่างบรรทัด แล้วพบความหมายแฝงที่ต่างไปจากความหมายตรงๆ ที่ท่านตั้งใจ

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้นอาจจะทำให้คนมองว่าท่านเป็นคนใจดำ ไม่แยแสความรู้สึกของคนที่ได้รับความเสียหาย เพราะท่านอาจจะพูดโดยไม่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ท่านจึงไม่รู้ว่าหัวอกคนที่เสียหายนั้นเขาจะรู้สึกอย่างไร

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้นอาจทำให้คนมองว่าท่านเป็นคนขาดวุฒิภาวะในการประเมินสิ่งต่างๆ เพราะท่านอาจจะพูดถึงเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา เหมือนประหนึ่งว่าเป็นธรรมดา

    · สิ่งที่ท่านพูดนั้น บางครั้งก็ยืดยาว นอกเรื่องไม่ตรงประเด็น เหมือนคนที่พยายามยกแม่น้ำทั้งห้ามาแก้ตัว ปกปิดความผิดที่เกิดขึ้น แล้วคนเขาก็จะจับได้ว่าท่านกลบเกลื่อนความผิด ปกป้องพนักงานในองค์กรโดยไม่แยกแยะถูกผิด ในที่สุดแทนที่จะเป็นพนักงานเท่านั้นที่ถูกประณามว่าทำผิดคิดชั่วท่านก็จะพลอยถูกมองว่าเป็นคนชั่วไปด้วยอีกพยายามปกป้องคนผิด

    · เวลาที่ท่านพูดนั้น ท่านเองก็รู้ดีว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ใครผิดใครถูกก็รู้ดี แต่ท่านโกหกเพื่อปกป้องลูกน้อง ลองคิดดูก็แล้วกันว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นปกป้องภาพลักษณ์องค์กร หรือทำลายภาพลักษณ์องค์กร ทำลายชื่อเสียงองค์กร ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรหรือไม่

    ในยุคนี้ประชาชนไม่ใช้ ตาสี ตาสา อีกต่อไปแล้ว พวกเขามีการศึกษาพวกเขามีแหล่งข้อมูลแต่ละดับหาข่าวสารเพื่อเรียนรู้ข้อเท็จจริง หากสิ่งต่างๆ ที่ท่านพูดนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขัดแข้งกันเอง และไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลอย่างมีตรรกะ ประชาชนก็จะมองการชี้แจงแถลงการณ์ของท่านเป็น “แถ” ที่พวกเขาไม่อาจจะยอกรับได้ และในที่สุดพวกเขาก็จะไม่เชื่อถือท่านอีกต่อไปแทนที่ภาพลักษณ์องค์กรของท่านจะดีขึ้น มันจะแย่ลงมากกว่า

    ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นเป็นหน่วยงานของท่านอย่าได้พูดอะไรที่ไม่ตรงกับความจริงเลย พูดแต่ความจริงเถิด ก่อนจะอธิบายอะไรแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วบอกให้ประชาชนได้รับรู้ว่าท่านจะดำเนินการสอบสวนอย่างไร เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าด่วนสรุปว่าใครผิดใครถูก หากท่านคิดจะปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรของท่าน อย่าได้พยายามที่จะปกป้องคนผิด ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ใครถูกก็ว่าไปตามถูก ที่สำคัญอย่าพูดจาอะไรที่เป็นการตำหนิหรือกล่าวหาคู่กรณี โดยเฉพาะถ้าความเสียหายนั้นรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต การพูดจาอะไรควรให้เกียรติคนตาย หาไม่แล้วจะไม่มีใครยืนอยู่ข้างท่าน เพราะเขาจะมองว่าทานโกหกและใจดำคะ.

    หมายเหตุ : ปกป้ององค์กรหรือปกป้องคนผิด เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ คอลัมน์คิดเหนือกระแส ฉบับวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น