เพิ่มทักษะแรงงาน สวัสดิการตอบโจทย์คนจน

  • Monday, November 27, 2017 - 00:00


    หลังจากเริ่มแจกบัตรสวัสดิการให้กับผู้ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบสิทธิ์ในโครงการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 จำนวน 11.4 ล้านคน ไปตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีผู้รับบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า “บัตรคนจน” แล้วทั้งสิ้น 10.45 ล้านคน คิดเป็น 92% ของผู้มีสิทธิ์

    ขณะที่การรับสวัสดิการจากบัตรที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ ก็เป็นไปอย่างคึกคัก โดยทาง “กรมบัญชีกลาง” ได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการใช้สวัสดิการที่รัฐจัดให้ โดยพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.–12 พ.ย.2560 การใช้จ่ายผ่านบัตรคนจนได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการจับจ่ายใช้สอยที่ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 19.8 ล้านรายการ คิดเป็นวงเงินสูงถึง 5.22 พันล้านบาท

    ที่ผ่านมา “กรมบัญชีกลาง” เองก็ยอมรับว่า ยังมีปัญหาทุจริตบ้าง อุปสรรค หรือติดขัดในบางส่วนบ้าง แต่ก็ได้ประสานงานกับคลังจังหวัดและพาณิชย์จังหวัดในการเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้การดำเนินงานในทุกส่วนเพื่อช่วยเหลือดูแลผู้มีรายได้น้อย เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้

    ญาณี แสงศรีจันทร์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า ยังมีปัญหาการฉวยโอกาสโดยไม่ติดป้ายรายการสินค้า หรือขึ้นราคาสินค้าของร้านธงฟ้าประชารัฐที่เข้าร่วมโครงการอยู่ ก็ได้เร่งแก้ปัญหาไปเป็นส่วนๆ และประชาชนที่พบเห็นสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ Call Center 1569 หากพบว่าร้านค้าธงฟ้าประชารัฐดังกล่าวกระทำผิดเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ และจะถูกเรียกคืนเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ทันที

    ไม่เพียงเท่านี้ ในช่วงก่อนหน้านี้ยังมีประเด็นปัญหาให้ได้ขบคิดกันว่า ประชาชนผู้ถือบัตรคนจนหลายส่วนเรียกร้องว่าต้องการให้รัฐบาลโยกวงเงินในบัตรจากสวัสดิการที่เขาไม่ได้ใช้ประโยชน์มาใส่ไว้ในส่วนที่มีการใช้ประโยชน์ นั่นคือ การใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งรัฐบาลให้วงเงินในส่วนนี้สำหรับซื้อสินค้าอยู่ที่ 200-300 บาทต่อเดือน โดยประชาชนหลายคนมองว่าวงเงินในส่วนนี้ยังน้อยเกินไป

    แต่ที่ผ่านมา “กระทรวงการคลัง” ในฐานะแม่งานก็ได้ออกมา สยบ ประเด็นดังกล่าวแล้วว่า ยังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด

    เมื่อโครงการเดินหน้ามาได้ระยะหนึ่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ทยอยแก้ไขไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลเองก็ค่อนข้างพอใจกับโครงการ จนล่าสุด อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ออกมาระบุว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการพัฒนาตนเองให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนในโครงการเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 กว่า 11.4 ล้านคน โดยกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือ ช่วงอายุ 18-60 ปี ให้มีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้น และหลุดพ้นจากเส้นความยากจนในที่สุด

    “เมื่อเศรษฐกิจในภาพรวมโตขึ้น หลังจากนี้ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย มีรายได้เพิ่มมากขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือเรียกว่าหายจน ในช่วงเวลา 1 ปีที่เหลือจากนี้ โดยให้ยึดข้อมูลจากโครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งเฟสแรกเราได้เติมเงินให้ผู้มีรายได้น้อย ถือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน แต่รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะเติมเงินอย่างนั้นไปเรื่อยๆ จนผู้มีรายได้น้อยมีรายได้พ้นเส้นความยากจน แต่รัฐบาลต้องการจะเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มคนดังกล่าว ผ่านโครงการฝึกอบรมทักษะอาชีพต่างๆ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวมีความสามารถ และกลายเป็นแรงงานที่ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งในที่สุดก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตนั่นเอง”

    โดยในส่วนนี้ เป็นความรับผิดชอบของ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งยอมรับว่าได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงแนวทางในการจัดทำโครงการพัฒนาตนเองให้กับผู้มีรายได้น้อย จำนวน 11.4 ล้านคน เพื่อยกระดับรายได้ให้มีมากกว่า 1 แสนบาทต่อปี ซึ่งจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยกลุ่มนี้หลุดพ้นจากเส้นความยากจน และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง

    โดยโครงการพัฒนาตนเองนี้ ถือเป็นเฟส 2 ของโครงการสวัสดิการที่รัฐบาลได้มอบให้ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งโจทย์สำคัญของโครงการในครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 ด้าน ที่ต้องเร่งศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้มีรายได้น้อย คือ 1.โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ 2.โอกาสในการศึกษา 3.โอกาสในการหางานทำ และ 4.โอกาสในการเข้าถึงหรือเป็นเจ้าของปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิต (ปัจจัย 4)

    ปลัดการคลังยืนยันว่า โครงการนี้จะมีความชัดเจนภายในเดือน ธ.ค.2560 แม้จะยังมีขั้นตอนที่ต้องหารือกันอีกมากก็ตาม เพราะไปเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน แต่ก็จะเร่งดำเนินการเพื่อให้โครงการออกมาเป็นรูปเป็นร่างโดยเร็วที่สุด เพราะกระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มดำเนินโครงการพัฒนาตนเองให้กับผู้มีรายได้น้อย ในช่วงต้นปี 2561 เป็นต้นไป

    ด้านสถาบันการเงินของรัฐ อย่าง “ธนาคารออมสิน” ก็ดูเหมือนจะให้ความร่วมมือกับแนวคิดของโครงการดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยได้ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ เดินหน้า “โครงการมหาวิทยาลัยประชาชน” ในการเข้าไปฝึกอบรมเพื่อสร้างโอกาส เพิ่มพูนความรู้และทักษะที่จำเป็นด้านอาชีพในการเพิ่มรายได้ในการประกอบอาชีพ และความรู้ในการดำรงชีวิต ซึ่งกลุ่มเป้าหมายแรกของโครงการในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น “กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560” ซึ่งได้มาลงทะเบียนไว้กับ “ออมสิน” จำนวน 3 ล้านราย

    ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า จะมีการประสานความร่วมมือไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการในการคิดหลักสูตรต่างๆ เพื่ออบรมเพิ่มพูนทักษะในการประกอบอาชีพ และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้ในช่วงต้นปี 2561 โดยสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ จะจัดหาพื้นที่ในการฝึกอบรม บุคลากรที่จะมาให้ความรู้ ขณะที่ “ออมสิน” เองจะให้การรองรับในด้านค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ ค่าอาหาร และค่าวิทยากร เป็นต้น

    โครงการในลักษณะการฝึกอบรม พัฒนาทักษะอาชีพนี้ ถือเป็นการต่อยอดการมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้มีรายได้น้อยอย่างมั่นคงมากขึ้น ไม่ได้ฝึกให้เพียงรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น แต่ถือเป็นการฝึกให้รู้จักการหาโอกาสในการเพิ่มรายได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แน่นอน และมั่นคงมากกว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

    แต่จากนี้คงต้องมาติดตามในแนวทางการปฏิบัติและนำไปใช้จริงของผู้มีรายได้น้อยที่เข้าร่วมการฝึกอบรมทักษะอาชีพ ว่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยเชื่อว่าภาครัฐเองคงจะมีการติดตามและประเมินผลความสำเร็จอย่างใกล้ชิด เพราะอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่พอฝึกอบรมเสร็จแล้วจะหารายได้เพิ่มขึ้นได้ในทันที โดยอาจมีปัญหาหรืออุปสรรคที่นอกเหนือความคาดการณ์รออยู่ ตรงนี้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการเพื่อรองรับมือไว้ด้วย

    แต่ไม่เพียงโครงการพัฒนาตนเองสำหรับผู้มีรายได้น้อย 11.4 ล้านคน ที่ “กระทรวงการคลัง” จัดเตรียมเป็นสวัสดิการเพื่อมอบให้ผู้มีรายได้น้อยในเฟส 2 เท่านั้น ยังมีอีกหนึ่งแนวคิดซึ่งถูกเคลมไว้แล้วว่าเป็นส่วนหนึ่งในสวัสดิการที่จะตระเตรียมไว้ให้ผู้มีรายได้น้อยในระยะต่อไปเช่นเดียวกัน นั่นคือ “การแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรี”

    “ขุนคลัง” ยืนยันว่า การแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้มีรายได้น้อย เพราะจะเป็นการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ความรู้ในการประกอบอาชีพต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อมูลทั่วๆ ไป หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับอาชีพที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งหากผู้มีรายได้น้อยมีช่องทางในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการเพิ่มพูนความรู้และสามารถประกอบอาชีพ พัฒนาฝีมือแรงงานได้ และในระยะยาวก็จะหลุดพ้นจากการเป็นผู้มีรายได้น้อยที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในที่สุด!

    “มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการในระยะแรก คือ การช่วยเหลือค่าครองชีพรายละ 200-300 บาทต่อเดือน การอุดหนุนค่าเดินทางในรูปแบบต่างๆ ถือเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับกลุ่มที่มีรายได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งแต่ละคนจะได้รับความช่วยเหลือไม่เหมือนกัน ดังนั้นค่าใช้จ่ายในบางรายการหากมีความจำเป็นต้องใช้ก็ใช้ได้ แต่ถ้าบางรายการไม่มีความจำเป็นก็ไม่ต้องใช้ รัฐบาลไม่ได้บังคับให้ใช้ทั้งหมด แต่ในเฟส 2 เราจะมาคิดว่า จะทำอย่างไรให้กลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยดังกล่าวหลุดพ้นจากเส้นความยากจน นั่นหมายถึง เขาต้องมีงานทำ เขาต้องมีความรู้ ซึ่งรัฐบาลกำลังหาทางช่วยเหลือให้กลุ่มคนเหล่านี้มีงานทำ หางานได้”

    ในประเด็นนี้อาจจะยังต้องติดตามกันต่อว่า ความเป็นไปได้ของโครงการจะมีมากน้อยเพียงใด เพราะต้องยอมรับว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ อาจจะยังไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะหาซื้อเครื่องมือสื่อสารที่จะมารองรับการใช้งานซิมอินเทอร์เน็ตที่รัฐบาลมีแผนเตรียมจะแจกจ่ายให้ แม้ว่าภาครัฐจะยืนยันว่าพร้อมออกค่าใช้จ่ายรายเดือนให้แล้วก็ตาม

    อย่างไรก็ดี ถือเป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจของภาครัฐที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และถือเป็นแนวคิดที่ดีและน่ายกย่องในส่วนของแนวคิดในการจัดหลักสูตร สร้างโครงการในการฝึกอบรมอาชีพ เพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อให้กลายเป็นแรงงานที่มีทักษะตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ เพราะในจุดนี้จะเป็นการเพิ่มรายได้ที่ถาวรมากขึ้นให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะทำให้เห็น “โอกาส” ที่จะหลุดพ้นจากเส้นความยากจนมากขึ้นนั่นเอง!.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น