ศูนย์บริจาคอวัยวะ จับมือไทยสมายล์ บินส่งอวัยวะถึงผู้รอ

  • Tuesday, November 28, 2017 - 00:00


    ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย จับมือร่วมกับสายการบินไทยสมายล์ รับหน้าที่เป็นพาหนะขนส่งอวัยวะไปยังผู้ป่วยที่รอรับการบริจาค เผยมีผู้ป่วยรออวัยวะจากผู้บริจาค 5,200 ราย 90% รอไตบริจาค พร้อมรณรงค์ให้คนบริจาคอวัยวะผ่านสื่อออนไลน์

    นายปรีชา นะวงศ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ สายการบินไทยสมายล์ กล่าวว่ามีผู้ป่วยที่รอคอยการรับบริจาคอวัยวะอยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมาไทยสไมล์ได้สนับสนุนศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยด้วยการมอบบัตรโดยสารให้แก่ศูนย์เพื่อใช้ในการเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจของทีมแพทย์ และก็เป็นกำลังสำคัญในการขนส่งอวัยวะจากผู้บริจาคในจุดต่างๆ ทั่วประเทศไปส่งยังผู้ป่วยที่รอคอยอวัยวะสำหรับปลูกถ่ายตลอดทุกเส้นทางบินภายในประเทศ ในปีนี้ได้ต่อยอดโครงการด้วยการทำภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ชุด Happy Take Off เป็นเครื่องมือในการสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นเรื่องการขนส่งอวัยวะไปยังผู้ป่วยที่กำลังรอ

    ด้าน นพ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เผยว่า การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นวิธีเดียวที่ช่วยต่อชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยที่อยู่ในขั้นวิกฤติที่ไม่สามารถจะรักษาได้ด้วยยาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ปัญหาคือถ้าไม่มีอวัยวะก็ไม่สามารถจะทำการปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยได้ ขณะนี้มีผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะทุกอวัยวะอยู่ที่ประมาณ 5,200 ราย ซึ่ง 90% ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่โรคไต ซึ่งถือว่าขาดแคลนมากที่สุด ระหว่างรอผู้ป่วยต้องทำการล้างฟอกไตรอไปเรื่อยๆ รองลงมาคือตับ หัวใจ ปอด ตามลำดับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่รอได้ไม่นาน ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ตั้งศูนย์มามีผู้มาแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะปีละไม่เกิน 40,000 ราย ในปีนี้มีเพิ่มมากขึ้นถึง 70,000 ราย น่าจะมาจากการรณรงค์สร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน จึงถือได้ว่า ปีนี้มีผู้บริจาคอวัยวะเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนเกือบ 20% แต่ยอดผู้บริจาค หรือมีผู้เสียชีวิตแล้วสามารถนำเอาอวัยวะไปใช้ได้จริงเมื่อเปรียบเทียบจากปี 2559 มีจำนวน 228 คน ส่วนปี 2560 จนถึงเดือน พ.ย.มีผู้บริจาคแล้ว 260 คน ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้กว่า 500 ราย และยังเหลือเวลาจนถึงปลายปี 2560 นี้ที่ทางศูนย์จะพยายามให้ได้ผู้บริจาคตามเป้าที่คาดไว้คือ 300 คนต่อปี

    "ความร่วมมือกับไทยสมายล์จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับศูนย์มากขึ้น เช่น โอกาสการไปรับบริจาคในจังหวัดต่างๆ รวมถึงในจังหวัดห่างไกล ซึ่งพบว่าโรงพยาบาลในจังหวัดที่ขออวัยวะได้มากสุดคือโรงพยาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุบลราชธานี, อุดรธานี, ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ซึ่งการไปเอาอวัยวะเป็นเรื่องยากลำบากมาก แล้วต้องเดินทางกลับมาให้ทัน เมื่อได้อวัยวะมาต้องทำการตัด ล้าง แล้วนำไปแช่เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาใส่ในกระติกน้ำ หากเป็นหัวใจจะอยู่ได้แค่ 4 ชม. ตับ 6 ชม. ไต 24 ชม. เพราะฉะนั้นการเดินทางโดยเครื่องบินใช้เวลาสั้น ดังนั้นคุณภาพของอวัยวะจะมีมากขึ้นสามารถนำมาใช้งานได้ดีเพราะผ่านการแช่เย็นไม่นานเกินไป" ผอ.ศูนย์รับบริจาคกล่าว

    นอกจากนี้ ทางสภากาชาดไทย ยังทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในออนไลน์ เพื่อให้สาธารณชนได้เห็นประโยชน์ของการบริจาคอวัยวะ และเห็นถึงความยากลำบากในการได้มาของอวัยวะ เมื่อภาพยนตร์เผยแพร่ออกไปจะเป็นแรงกระตุ้นให้สังคมเห็นความสำคัญของการบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์เพิ่มมากยิ่งขึ้น.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น