ขันตึงจะพังทุกฝ่าย

  • Wednesday, November 29, 2017 - 00:00


    เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มเครือข่ายคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา หรือเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ที่จะมายื่นหนังสือคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ปัตตานี-สงขลา ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2560 จนนำมาซึ่งการจับกุมและดำเนินคดี 16 แกนนำกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2 ข้อหา คือ ร่วมกันเดินอันเป็นการกีดขวางการจราจร ต่อสู้หรือขัดขวางการจับกุม และทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งได้กระทำการตามหน้าที่ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่ประกาศเข้ามาบริหารประเทศเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติให้เกิดขึ้น

    แม้การกระทำของกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 หากตีความตามตัวอักษร ตามกรอบกฎหมายที่เขียนกำหนดเอาไว้ แต่ถ้าดูเจตนาและการกระทำของผู้ชุมนุม ที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการเดินทางมายื่นหนังสือเพื่อให้ผู้มีอำนาจ ผู้บริหารประเทศ ได้รับรู้ รับทราบ และนำไปพิจารณาตัดสินใจ ทุกอย่างก็น่าจะเจรจาตกลงกันได้อย่างเรียบร้อย ไม่ต้องเกิดการปะทะหรือกระทบกระทั่งกัน ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ถึงขั้นดำเนินคดีขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากความเดือดร้อนของประชาชน ไม่มีสิ่งอื่นสิ่งใดแอบแฝง ทั้งทางด้านการเมืองและผลประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใด

    การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา บริเวณสี่แยกสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งกำลังเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา จะไม่เกิดขึ้นเลย หากรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องมีการบริหารจัดการที่ดี โดยจัดผู้ที่มีอำนาจเกี่ยวข้องในระดับรัฐบาลเดินทางมาพบกลุ่มผู้คัดค้าน เพื่อรับทราบข้อร้องเรียนหรือเจรจานำพาผู้แทนบางส่วนเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อยื่นหนังสือเท่านั้น สถานการณ์ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้นและจะไม่มีภาพความรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงที่ทุกฝ่ายต่างเรียกร้องให้เกิดความปรองดอง

    แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ กลับไปยึดเพียงแค่การชุมนุมที่ขัดต่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ไม่มีการขออนุญาตชุมนุมตามมาตรา 10 วรรคแรก ของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ที่ระบุ "ผู้ประสงค์จัดการชุมนุมสาธารณะ เป็นผู้มีหน้าที่แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะหรือบุคคลอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นผู้มีหน้าที่รับแจ้งการชุมนุม" ทำให้บรรยากาศที่เรียกร้องให้เกิดความปรองดอง เกิดความรักสามัคคี ถูกตั้งคำถามขึ้นมาว่า ความปรองดอง ความสามัคคี ที่ป่าวร้องกันนั้น จะต้องทำให้ถูกอกถูกใจผู้มีอำนาจเท่านั้นหรือ

    ก่อนหน้านี้ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง กรณีนายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้มาตรา 44 สั่งให้บอร์ดบริหารการยางแห่งประเทศไทยพ้นจากหน้าที่ทั้งคณะ ผ่านนายสกล จันทรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นตัวแทนจังหวัดลงมารับหนังสือ ระหว่างที่ตัวแทนชาวสวนยางกำลังจะอ่านข้อร้องเรียนดังกล่าว ทางรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ยอมฟัง จนหวิดมีการวางมวยกันขึ้น แถมวันถัดมา นายจําเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กลับออกมาบอกว่า แกนนำกำลังจะปราศรัย ไม่ใช่การยื่นหนังสือ เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จึงไม่สามารถให้ดำเนินการได้

    เราเชื่อว่า ทุกฝ่ายล้วนเคารพกฎหมาย เคารพกติกา และพร้อมที่จะทำตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่มีการประกาศบังคับใช้ ซึ่งน่าจะเป็นกฎหมายที่กลั่นกรองมาแล้วอย่างถ้วนถี่ เพียงแต่ผู้ปฏิบัติที่นำกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้ ควรจะนึกถึงเจตนารมณ์ที่มาของกฎหมายด้วยว่าร่างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์แบบใดกันแน่ การยึดติดเพียงตัวอักษร ตามกรอบ ตามกติกา โดยไม่ผ่อน ไม่คลายให้คล้อยตามดูเจตนา ดูสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หากถูกรั้ง ถูกดึง จนตึงเป๊ะ สักวันพอขาดขึ้นมา ทั้งฝ่ายดึงและฝ่ายรั้งก็จะล้มไม่เป็นท่า ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกแล้ว.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น