กลับไปคิดแบบสมัย "ป๋าเปรม"

  • Wednesday, November 29, 2017 - 00:00


    ...รักสายัณห์เพียงนิดก็พอ

    แต่อยากจะขอ

    ถึงน้อยขอให้นานๆ...

    สายัณห์ สัญญา อ้อนแฟนเพลง รักน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ

    ว่าไปแล้วนั่นคือต้นตำรับแห่งการอ้อน

    วันก่อนลุงตู่ ลงไปประชุม ครม.ที่สงขลา บอกกับคนใต้ ว่าอย่าเกลียด "บิ๊กป้อม"

    อ้อนไม่แพ้สายัณห์

    ...เพราะเมื่องานความมั่นคงดีขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปเศรษฐกิจก็จะตามมา...

    ...อย่าไปเกลียดท่าน เพราะบ้านเมืองจะได้มีแต่คนดีๆ...

    ...ขออย่ารังเกียจทหาร เพราะเลือดสีเดียวกันทั้งนั้น...

    เหตุผลลุงตู่ฟังขึ้นครับ...ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

    กรณี "บิ๊กป้อม" พูดถึงการตายของน้องเมย ใครจะโกรธจะเกลียดก็ว่าไป แต่เมื่อเจ้าตัวขอโทษ สังคมโดยรวมก็ให้อภัย

    ไม่ได้เอามาเป็นเรื่องแค้นเคืองกัน

    แต่สิ่งที่สังคมอยากเห็นคือ ผู้เป็นเสนาบดีปกครองบ้านเมืองต้องระวังคำพูด

    ถามว่าวันนี้มีใครเกลียดทหารหรือเปล่า?

    มีครับ

    เยอะด้วย!

    การเมืองขั้วทักษิณ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย เขาเกลียดทหารกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกลียดเข้าไส้

    แต่อย่าเพิ่งเสียใจไป

    เพราะประชาชนที่อยู่ตรงข้ามกับนักการเมืองโกงบ้านกินเมือง เขารักทหารกันหมด

    ก็ดูตอนทหารทำรัฐประหารรัฐบาลหนูไม่รู้ซิครับ ประชาชนไชโยโห่ร้อง ฉลองกันสามวันสี่คืนยังไม่จบ

    ตรงนี้ คสช.น่าจะดีใจ และรักษาเอาไว้

    ตราบที่ทหารดี ใครจะเกลียดช่างมัน เพราะคนเกลียด นับตัวได้เลย สนับสนุนคนโกงแทบทั้งนั้น

    แต่ทหารเลวแล้วคนเกลียดนี่ซิ...อย่าให้เกิด

    เพราะถ้าเกิดแล้วมันแก้ไขยาก

    ดูคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เป็นตัวอย่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ไม่ได้ใจประชาชนเลย

    ช่วงนั้นความเกลียดชังทหารค่อนข้างเป็นเอกภาพ ประชาชนเกลียดเพราะความเป็นเผด็จการ ไม่ฟังเสียงประชาชน

    พฤษภาทมิฬคือคำตอบของทหารที่คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่

    ทหารยุคนั้นทำให้ประชาชนตั้งความคาดหวังไว้กับนักการเมือง

    และการหันไปหานักการเมืองสุดท้ายก็ได้คำตอบ

    รัฐสภากลายเป็นดงคนโกง

    มาวันนี้ก็อย่างที่เห็น มันกลับหัวกลับหาง ทหารกลับมาเป็นความหวังของประชาชน โดยเฉพาะ "ลุงตู่" ที่มาเพื่อสร้างความแตกต่าง

    แต่ในการสร้างความต่างก็มีหลายมิติ

    การทำงานของรัฐบาล คสช. ชัดเจนว่ามีความพยายามที่จะขับเคลื่อนประเทศ มากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มุ่งเอาใจฐานคะแนนด้วยนโยบายประชานิยมเป็นหลัก

    ภาวะผู้นำก็มีส่วนสำคัญ

    ดู โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวอย่าง

    อเมริกาเป็นชาติยักษ์ใหญ่น่าเกรงขาม แต่การมีทรัมป์ ซึ่งมีข้อเสียเรื่องวุฒิภาวะ การใช้อารมณ์ เป็นประธานาธิบดี อเมริกาก็กลายเป็นตัวตลก ให้ชาวโลกขบขันในบางช่วงเวลา

    ถ้าจะถามว่า "ลุงตู่" มีข้อเสียหรือเปล่า ตอบได้เลยไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

    แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น

    การรักษาภาวะผู้นำเอาไว้ให้ได้ต่างหาก คือสิ่งสำคัญ

    ครับ...วานนี้หนังสือพิมพ์พาดหัวไม้ นายกฯ ตวาดใส่ชาวประมง มีคลิปว่อนโลกโซเชียล

    ก็น่าตกใจครับ

    แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

    ความเป็นคนขี้หงุดหงิดของ "บิ๊กตู่" เป็นที่รู้กัน ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลตบะแตกมาก็หลายครั้ง

    เมื่อหงุดหงิดแล้วขอโทษก็น่าชื่นชมที่รู้ว่า ไม่ควร

    เพียงแต่ อย่าบ่อยครั้ง เพราะบางสถานการณ์มีความละเอียดอ่อนสูง จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี

    ลำพังคำขอโทษอาจไม่พอ!

    สำคัญที่สุด ผู้นำประเทศต้องควบคุมอารมณ์ตัวเอง ขณะต้องแสดงออกต่อสาธารณะให้ได้

    ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพ จัดฉากเป็นคน

    แต่ผู้นำมีอิทธิพลต่อผู้ตาม

    ก่อนนี้ไม่กี่วัน รองผู้ว่านครศรีธรรมราช หวิดวางมวยกับแกนนำชาวสวนยาง

    สาเหตุก็คล้ายๆ กัน ต่างคนต่างพูด ส่งเสียงดังไม่ยอมกัน

    รัฐ หรือรัฐบาล ก็เหมือน พ่อ แม่ ส่วนประชาชนคือลูก

    พ่อแม่จะสอนลูกอย่างไร มีมากมายหลายวิธี

    แต่การใช้อารมณ์ ไม่ใช่ทางออก

    รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องตระหนักตลอดเวลาว่า หากชาวบ้านไม่เดือดร้อน เขาไม่ลุกออกมาขอความช่วยเหลือ

    และอย่ามองการขอความช่วยเหลือเป็นการสร้างความรำคาญ

    อย่ามองการถกเถียงเป็นการท้าทาย

    ฉะนั้นหากผู้นำประเทศมีวิธีรับมือเรื่องนี้อย่างเหมาะสม

    อย่างน้อยก็เป็นตัวอย่างให้ข้าราชการได้เห็น เพราะข้าราชการแทบไม่รู้จักวิธีจัดการปัญหาของประชาชน นอกจากฟังคำสั่งจากเบื้องบน

    และต้องขีดเส้นใต้ ๑๐ เส้น ลุงตู่ต้องปรับทัศนคติทางอารมณ์ของตัวเองเพื่อชาติในวันข้างหน้า ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมาก

    แต่ละเรื่องราวมีรายละเอียด เช่น กรณีกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินสงขลา ไม่ว่ากลุ่มนี้แสดงออกอย่างไร รัฐไม่ควรมองเป็นฝ่ายตรงข้าม

    การบังคับใช้กฎหมายชุมนุมในที่สาธารณะ โดยเฉพาะตำรวจ ควรใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ใช่จับทุกกรณีที่มีการชุมนุมเรียกร้องแบบเหวี่ยงแห

    อย่าลืมนะครับกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นมาเพราะไม่ต้องการให้เกิดการชุมนุมเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งก็คือการชุมนุมทางการเมือง ที่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง

    ลองคิดกลับกันดู หากชาวบ้านไม่สามารถรวมตัวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยแก้ปัญหาพืชผลราคาตกต่ำ ซึ่งไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ตามมาหนีไม่พ้นคลื่นใต้น้ำ

    ครับ...กฎหมายฉบับนี้มีรายละเอียดยิบย่อย ให้แกนนำผู้ชุมนุมขออนุญาตก่อนจัดชุมนุม แต่เจ้าหน้าที่รัฐประวิงเวลา เพื่อไม่ให้มีการชุมนุม มันก็มีแท็กติกที่ทำได้

    ขณะที่ส่วนกลางเป็นผู้กำหนด ที่ผ่านมาก็ส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่า ไม่ให้มีการชุมนุมทุกกรณี

    คงเกรงว่าจะเป็นตัวอย่างให้ม็อบการเมืองฟื้นขึ้น

    ถ้าคิดแบบนั้นถือว่าพลาด

    สะท้อนให้เห็นถึงงานด้านข่าวกรองของรัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ที่แยกประชาชนร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐ กับม็อบการเมืองไม่ออก

    กลับไปที่ "ลุงตู่" ทำไมต้องท่องยุบหนอพองหนอบ่อยๆ ก็เพราะท่านยังเป็นความหวังของประชาชนอยู่

    อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง พูดเอาไว้ให้คิดตาม ในประเด็น ๒ พรรคใหญ่จับมือกันขวางทหารไม่ให้เป็นนายกฯ คนนอก

    หยุดกอดตำราฝรั่งเอาไว้สักครู่แล้วอ่านให้จบ

    "...ในแง่ของความเป็นจริงทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ คสช.ได้สร้างไว้ จะไม่มีทหารมาร่วมเลยก็คงยาก ต้องกลับไปคิดแบบสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นยุคที่ไม่มีพรรคทหาร แต่ก็สามารถบริหารประเทศและทำงานกับพรรคการเมืองต่างๆ ได้ดี มีการให้โอกาสและมีการตรวจสอบ รวมทั้งมีการใช้คนหลากหลาย ให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ..."

    รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดรูระบายเผื่อวิกฤติการเมืองจะกลับมา แต่พรรคการเมืองกลับจะลากประเทศเข้ารกเข้าพง

    อย่างที่เกริ่นเอาไว้ข้างต้น ทหารแต่ละยุคมีทัศนคติต่อการใช้อำนาจที่แตกต่างกัน นักการเมืองก็เช่นกัน

    วันนี้มาถึงยุคที่ศรัทธาของนักการเมืองมันดำดิ่ง เพราะติดโรคคอร์รัปชันกันถ้วนหน้า

    และวิกฤติการเมืองก็เกิดจากนักการเมืองไม่รู้จักละวางจากอำนาจ กลับปล่อยให้เกิดเดตล็อกจนยากที่จะใช้วิถีทางการเมืองแก้ไขได้

    ถามว่าการเปิดช่องให้กลับไปเหมือนยุคป๋าเปรม จะทำให้ประเทศฉิบหายหรือไม่ ประชาธิปไตยเสียหายจนยากที่จะกู้คืนหรือเปล่า

    ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลไกการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีรัดกุมกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑ ที่ส่งให้ "ป๋าเปรม" เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ

    ฉะนั้นที่บอกว่านายกฯ คนนอก แต่โดยกลไกมันก็คือคนในเป็นผู้เลือก

    อาจเป็นใครที่ไม่ใช่ "ลุงตู่" ก็ได้

    แต่ถ้าเป็น "ลุงตู่" ก็ยังอยู่ในกติกา

    อย่าลืมนะครับลำพังนักการเมือง อีก ๕ ปีหลังจากนี้ไม่มีทางที่พรรคการเมืองจะจัดการกับปัญหาความขัดแย้งได้

    โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยให้ "คนนอก" จูงจมูกอยู่ตลอดเวลา และไม่มีแนวโน้มว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

    จะมีใครล่ะถ้าไม่ใช่นักโทษหนีคุก.

    ผักกาดหอม

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น