พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ปิดปากหรือรักษาความสงบ?

  • Thursday, November 30, 2017 - 13:49


    ตั้งแต่ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 หรือที่หลายคนเรียกว่า "กฎหมายคุมม็อบ" บังคับใช้เป็นต้นมา เพื่อควบคุมการชุมนุมต่างๆ ให้อยู่ในกรอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือการชุมนุมร้องเรียนปัญหาของชาวบ้าน ต้องแจ้งต่อหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่จะชุมนุมก่อนเริ่มชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ตามมาตรา 10 หรือหากไม่สามารถแจ้งได้ภายใน 24 ชั่วโมง ให้ยื่นคำขอผ่อนผันกำหนดเวลาต่อผู้บังคับการตำรวจผู้รับผิดชอบพื้นที่ ตามมาตรา 12 รวมถึงหากมีการเดินขบวนเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมก็ต้องแจ้งล่วงหน้าต่อหัวหน้าสถานีตำรวจตามมาตรา 17 ด้วย

    นอกจากนี้ ยังต้องปฏิบัติตามมาตราอื่นๆ ที่กำหนด เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14

    แม้เป็นกฎหมายที่ออกมาโดยมีจุดประสงค์สร้างความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม แต่ก็อีกมุมก็กระทบสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมมากขึ้น เป็นเหตุให้หลายครั้งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐอ้างกฎหมายนี้ในการเข้ามาควบคุมการชุมนุมของประชาชน

    จากเหตุการณ์ล่าสุดกรณีเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ได้มีการแจ้งว่าผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา ชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 10, 17 เพราะไม่แจ้งภายใน 24 ชั่วโมง (แต่ยื่นแจ้งภายหลัง) และไม่แจ้งการเดินขบวน ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงเข้าสลายการชุมนุมในวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมจับกุมแกนนำ ทำให้เกิดคำถามว่า ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายนี้อยู่แค่ไหน ทำไมเจ้าหน้าที่จึงเข้าสลายการชุมนุมได้

    “ณัชปกร นามเมือง” เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์และสื่อสาร โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

    "ปกติการจับกุมผู้ชุมนุมตาม พ.ร.บ.นี้ ต้องเห็นว่าการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วไปร้องขอต่อศาลก่อนให้ศาลมีคำสั่ง แต่พบว่าหลายครั้งที่อ้าง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ไปขอศาลเลย ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กรณีไม่แจ้งการชุมนุมนั้น กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถไกล่เกลี่ยผ่อนผันได้ แต่เจ้าหน้าที่ตีความลัดขั้นตอนโดยระบุว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า มาจากการที่กฎหมายบัญญัติบทลงโทษของการไม่แจ้งการชุมนุมไว้ ซึ่งเป็นความผิดเล็กน้อยที่เจรจาได้

    การที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมทันทีส่อเจตนาลัดขั้นตอนเพื่อต้องการยุติการชุมนุม โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ทั้งที่อำนาจจับกุมเกิดหลังมีคำสั่งศาล การตีความถูกผิดอย่างไรนั้นคงต้องสู้กันในศาลต่อไป ส่วนตัวเห็นว่าหากตีความอย่างเคร่งครัดแล้วต้องจับกุมได้หลังมีคำสั่งศาล การที่ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เขียนไม่ชัดเจน ทั้งเรื่องการเจรจา บทลงโทษต้องใช้เมื่อไหร่นั้น เมื่อขอบเขตไม่ชัดเจนใช้แล้วเกิดปัญหา จึงเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่แทรกแซงได้"

    ทั้งนี้ “ณัชปกร” ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการจับกุมประชาชนที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาด้วยว่า เจ้าหน้าที่อ้างว่าผู้ชุมนุมทำผิด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่การตั้งข้อหากลับไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่อย่างใด กลับไปตั้งข้อหาว่าทำผิดกฎหมายจราจรและทำร้ายเจ้าหน้าที่แทน

    เมื่อดู พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ประเด็นคำสั่งศาลอยู่ในมาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า “หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ เพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะนั้น ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะมีอำนาจกระทำการที่จำเป็นตามแผนหรือแนวทางการดูแลการชุมนุมสาธารณะที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอแนะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนและคุ้มครองการชุมนุมสาธารณะ”

    ขณะที่วรรคหนึ่งของมาตรา 21 นี้ กำหนดให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะดำเนินการกับการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 7, 8, 14, 15, 16, 17 หรือ 18 ซึ่งในกรณีผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เจ้าหน้าที่อ้างว่าผิดมาตรา 17 เข้าข่ายดำเนินการตามมาตรา 21 (2) คือ “ให้ประกาศให้ผู้ชุมนุมแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด” ถือเป็นมาตรการแรกสุดก่อนร้องศาล เมื่อร้องศาลแล้ว ศาลพิจารณาออกคำสั่งให้เลิกชุมนุมได้ตามมาตรา 22 จากนั้นจึงประกาศพื้นที่ควบคุมไม่ให้มีการชุมนุมตามมาตรา 23 และหากมีผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ควบคุมหลังพ้นระยะเวลาประกาศให้ออกจากพื้นที่แล้ว จึงสามารถจับกุมได้ตามมาตรา 24

    เห็นได้ชัดว่ามีขั้นตอนอย่างละเอียดในการจะจับกุมผู้ชุมนุมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งแตกต่างกับการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่เข้าสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ชุมนุมที่เกิดขึ้น โดยไม่พบว่ามีการร้องขอต่อศาล ตามที่ “ณัชปกร” เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตีความว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าตามบทลงโทษที่บัญญัติไว้นั่นเอง ดังมาตรา 28 “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 10 มาตรา 12 มาตรา 17 หรือมาตรา 18 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท”

    เมื่อขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหาเช่นนี้ แทนที่จะเป็นกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม กลับกลายเป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่รัฐในการควบคุมไม่ให้ประชาชนชุมนุมมากขึ้น จากนี้ต้องขึ้นอยู่กับภาคประชาชนที่อาจจะต้องร้องเรียนหรือฟ้องต่อศาล เพื่อพิจารณาการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อไป.

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น