ภาวะผู้นำ (Leadership) ของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

  • Friday, December 1, 2017 - 17:00

    ในช่วงที่ผมมาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ 3 ครั้งด้วยกัน

    ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2558 ครั้งนั้นวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ได้จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อนวัตกรรมสังคมกับการปฏิรูปประเทศไทย โดยเราได้เชิญท่านมาปาฐกถาเรื่องขีดความสามารถของประเทศไทยในบริบทโลก

    ครั้งที่ 2 วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ร่วมกับ สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย (FIT) จัดโครงการ “เยาวชนคิดสร้างชาติ ผู้ว่าฯหน้าใหม่ (THE GOVERNOR)” ผมได้มีโอกาสขึ้นเวทีเป็น commentator กับท่าน

    และครั้งที่ 3 วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม โดยเรียนเชิญท่านมาเป็น องค์ปาฐกแสดงปาฐกถาเปิดหลักสูตรขุมทรัพย์อาเซียนหรือ Asean Treasures : Opportunities & Challenges (ATOC) ในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของประเทศไทยใน AEC”

    แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านแต่สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นและได้สนทนาคือการให้เกียรติคู่สนทนาและรับฟังความเห็นพร้อมทั้งยินดีแลกเปลี่ยนอย่างเป็นกันเอง

    กระทั่งอากัปกิริยาทั้งท่าทางและเนื้อหาของการสนทนาบ่งบอกถึงความเป็นนักประชาธิปไตยเต็มตัว ผมมีโอกาสคุยกันนักการเมืองชั้นนำของประเทศหลายมุมหลายค่าย ต้องเรียกว่าหาคนแบบท่านแทบไม่มีหรือมีก็น้อยนิดหยิบมือเดียว

    สิ่งที่โดดเด่นที่สุดอีกประการหนึ่งคือภาวะผู้นำหรือ Leadership ของท่านเปล่งประกายมากด้วยท่วงท่าที่เป็นมิตรแตกต่างแต่ไม่แตกแยก แลกเปลี่ยนหาข้อสรุปและชวนคิดชวนทำมองไปข้างหน้าอุดมไปด้วยวิสัยทัศน์ตลอดเวลา เอาเป็นว่าทุกครั้งที่ได้สนทนาเราจะรู้สึกถึงความเป็นคนทันสมัยตลอดเวลา

    อีกประการหนึ่ง ที่ผมคิดว่าหาคนปฏิเสธยากคือวิสัยทัศน์ในระดับสากล ซึ่งอาจจะเป็นเพราะต้นทุนตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาของท่านที่มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างฮาร์วาร์ด วุฒิทางด้านรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและเลขาธิการอาเซียนตอกย้ำให้เห็นชัดเจนถึงการคาดการณ์พลวัตของสังคมโลกได้อย่างแม่นยำจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่ากันว่าคนอย่าง ดร.สุรินทร์ เป็นเลขาธิการสหประชาชาติ หรือ UN ได้สบาย

    ที่สำคัญในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ท่านได้ผลักดันความสัมพันธ์ในกลุ่มประเทศอาเซียน จาก เดิมที่ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งกิจการในแต่ละประเทศสมาชิก และการทูตในสากลเป็นการทูตเชิงรุก กดดัน และคว่ำบาตรกันเป็นหลัก

    แต่ดร.สุรินทร์ ได้ผลักดันนโยบายที่เรียกว่า “พัวพันอย่างสร้างสรรค์” หรือ Constructive engagement ร่วมกันคิดช่วยกันแก้ปัญหาทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสิทธิมนุษยชน น่าเสียดายที่ประเทศสมาชิกอาเซียนเกรงว่าจะเปิดช่องให้มีการแทรกแซงกิจการภายในของแต่ละประเทศเลยไม่มีประเทศใดเอาด้วยเต็มตัว สุดท้ายอาเซียนก็ต้องปรับตัวอ่อนลงไปใช้นโยบายที่เรียกว่า “พัวพันอย่างยืดหยุ่น” หรือ Flexible engagement

    แม้นโยบายดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรแต่ถือว่า ดร.สุรินทร์ เป็นเจ้าตำรับของนโยบายที่เรียกว่าพัวพันเชิงสร้างสรรค์ จนมหาอำนาอย่างอเมริกาในยุคสมัยโอบามาเอาอย่างและใช้กับพม่า และอีกหลายๆประเทศแทนที่จะใช้การทูตเชิงรุกกดดัน คว่ำบาตรประเทศอื่นๆ แบบที่เคยมีมา

    ด้วยเหตุดังนั้นกล่าวในแง่ภาวะผู้นำ (Leadership) ดร.สุรินทร์ได้เสนอสิ่งใหม่ๆ ด้วยกรอบคิดใหม่ๆ ตลอด ซึ่งเป็นแบบอย่างผู้นำในยุคสมัยใหม่ที่ต้องปรับตัวกันตลอดเวลา เพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราเคยสัมผัสและยากจะคาดการณ์ (VUCA World)

    นอกจากนี้ในช่วงที่เป็นนักการเมืองก็ถือเป็นนักการเมืองน้ำดีอีกคนหนึ่ง เป็นแบบอย่างของคนอาสาตัวมาทำงานให้ส่วนรวมให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริงเราไม่เคยได้ยินข่าวของท่านไปพัวพันกับเรื่องราวที่ฉ้อฉลและไม่สุจริต แน่นอนถ้ามีนักการเมืองแบบท่านในสภาหลายๆ คน การเมืองไทยคงดีกว่านี้ แม้บารมีจะไม่ถึงขั้นเป็นแคดิเดท (Candidate) นายกรัฐมนตรี แต่ชื่อของท่านก็ถูกหยิบยกมาเป็นตัวเลือกในแวดงวงคนห่วงใยบ้านเมือง กระทั่งมองท่านเป็นตัวเลือกในการออกแบบอนาคตสังคมไทยก็มี

    ในวันที่ท่านส่งสัญญาณจะลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ส่วนตัวผมในใจยังลังเล ทั้งเห็นด้วยและมองว่าจะเสียของ ที่กลัวเสียของคือความสามารถของท่านเป็นอะไรได้มากกว่าผู้ว่าฯ กทม. และขืนแพ้เลือกตั้งมาอาจเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองในระยะยาวได้ แอบเชียร์และหวังอยู่ห่างๆว่า เสนอตัวชิงตำแหน่งผู้นำประเทศน่าจะมาถูกสนามมากกว่า

    แต่ที่ชื่นชมก็คือความกล้าหาญในการตัดสินใจของคนวัยนี้ แม้รู้ว่าเหนื่อยและไม่ง่ายอย่างที่คิด ที่สำคัญเมื่อคิดอย่างผู้นำแม้สถานการณ์ที่มีความล่อแหลมสุ่มเสี่ยงก็ไม่หนีเอาตัวรอด และผมเชื่อว่าวิสัยทัศน์ของท่านจะทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้เข้มข้นด้วยการแข่งขันทางนโยบายคงมีทางเลือกใหม่ๆให้กับคนกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นวันนั้น

    อย่างไรก็ตามจากช่วงเวลาที่ผ่านมาเราได้ประจักษ์ถึงบทบาทและภารกิจของท่านในหมวกต่างๆ ผมเชื่อว่าเราทุกคนทุกค่ายต่างก็เสียใจและเสียดายกับการจากไปของท่านอย่างกะทันหันแบบนี้ แน่นอนคงเป็นเรื่องยากที่จะหาดร.สุรินทร์สอง ดร.สุรินทร์สาม แต่เราจำเป็นต้องสร้างผู้นำที่มี Leadership คล้ายๆ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ วิสัยทัศน์ทันโลก ลุ่มลึก มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยและที่สำคัญให้เกียรติคน

    ขอให้ดวงวิญญาณของท่านสู่สุคติครับ

    ด้วยจิตคารวะและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

    1 ธันวาคม 2560

    หมายเหตุ : ภาวะผู้นำ (Leadership) ของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เขียนโดย ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย

  • เปลว สีเงิน

    ก็เห็นใจ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"! ที่ดิ้นสู้............ ถึงขั้นเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๕๓/๒๕๖๐ ของนายกฯ เข้าเงื่อนไขการใช้มาตรา ๔๔ หรือไม่? ในความเห็นผมนะ.......
  • บทบรรณาธิการ

    ข้อมูลที่สำคัญในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 15 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2561 รวม 15 ปี งบประมาณ โดยรวมคือ 290,901.6 ล้านบาท
  • เอ็กซ์-ไซท์

    รพ.ตำรวจเตรียมทำวิจัยศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายของตำรวจ หลังพบเพิ่มมากขึ้น
    แนะตรวจให้ละเอียด ตำรวจท้าเสกฟ้อง รอง ผบ.ตร.-ผบช.น.โต้นักร้องดัง ยันบุกจับกุมที่บ้านดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะใช้สิทธิฟ้องร้องก็เชิญ รองเลขาฯ อย.เตือนตรวจฉี่ซ้ำแยกแยะชนิดยา เสพติด
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชนผลิตสารเคลือบหมวกกันน็อกกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อจูงใจคนสวมหมวกวิน
  • x-cite inside

    ปัจจุบันการเรียนรู้ของเด็กได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปพัฒนาการศึกษาของเยาวชนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำราและการเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้เกิดความเครียดให้แก่ชีวิตพวกเขา รวมทั้งปัญหาสุขภาวะตามมาอีกด้วย
    เมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาถึง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน ในการเปิดรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต บางคนถือโอกาสบอกลาสิ่งไม่ดีในปีเก่า และบางคนใช้ปีใหม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเอง หรือการเริ่มต้นทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำ
    โรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการกินอาหารที่มากเกินไป รวมทั้งขาดการทำกิจกรรมทางกายที่นำมาโดยโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ ที่ทำให้คนบนโลกนี้เสียชีวิตไปมากที่สุด และยิ่งนับวันคนไทยก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น